ลือกันว่า ภาคต่อหนัง Halloween จะมีอีก 2 ภาค แถมเข้าฉายในเดือนเดียวกัน

ชายใส่หน้ากากไมเคิล ไมเออร์ส ได้กลับมาสร้างความระทึกขวัญอีกครั้งใน หนัง Halloween (2018) และดูเหมือนว่าความระทึกขวัญครั้งใหม่นี้จะไม่ได้จบลงง่าย ๆ เสียแล้ว

Halloween

เมื่อมีข่าวลือล่าสุดจาก Bloody Disgusting ระบุว่า ผู้กำกับ เดวิด กอร์ดอน กรีน (David Gordon Green) จะกลับมาสานต่อเรื่องในหนังภาคต่ออีก 2 เรื่องด้วยกัน แถมยังเข้าฉายพร้อมกันในเดือนเดียวกันอีกด้วย แม้จะยังไม่เป็นที่ยืนยันในเวลานี้ว่าข่าวดังกล่าวจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ข่าวลือดังกล่าวนี้ก็มาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ก็น่าสนใจว่าข่าวนี้จะเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหนกันแน่

หนัง Halloween ว่าด้วยเรื่องราวของ ลอว์รี สโตรด เผชิญหน้ากับ ไมเคิล ไมเออร์ส มนุษย์หน้ากากที่ออกล่าเธอ นับตั้งแต่ที่เธอหนีตายอย่างหวุดหวิดมาได้ในค่ำคืนฮาโลวีนเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ตัวหนังถือว่าประสบความสำเร็จในแง่เสียงวิจารณ์หนังจากทางสื่อและนักวิจารณ์ รวมถึงผู้ชมทั่วไป โดยหนังทำรายได้จากทั่วโลกไปกว่า 255.4 ล้านเหรียญ

แฟน Spider Man ยังได้ลุ้น อยู่ในจักรวาลมาร์เวล

หลังจากที่เมื่อวานเป็นกระแสปั่นป่วนกันไปทั่ว หลังข่าวการแยกทางกันระหว่าง Sony Pictures และ Disney/Marvel เนื่องจากความไม่ลงตัวของการแบ่งรายได้ในภาพยนต์แฟรนไซน์อย่าง Spider Man ไม่สามารถตกลงกันได้

ช่วงค่ำวานนี้ กระแสข่าวของการเจรจารอบใหม่ ก็ชัดเจนมากขึ้น โดยมีรายงานว่า  Jon Watts ผู้กำกับหนัง Spider-Man : Homecoming และ Spider Man : Far From Home ที่ยังไม่ได้เซ็นต์สัญญากำกับหนังภาคต่อของ Spider Man ยังคงเปิดโอกาสให้มีการเจรจา โดยระบุว่า ตนเองยังรออยู่เพื่อที่จะทำหนังภาค 3 ต่อไป

ซึ่งในช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมา ก็มีข่าวว่า ทาง Disney ได้เสนอข้อตกลงฉบับใหม่ โดยจะขอส่วนแบ่งในสัดส่วน 30% ของการลงทุนร่วมกัน แต่ทาง Sony Pictures ยังคงไม่ตอบข้อตกลง และยังยืนยันอย่างมั่นใจว่า Sony สามารถจะดำเนินการสร้างภาคต่อ Spider Man เองได้ แม้ไม่มี Super Hero ตัวอื่นๆ ในจักรวาลมาร์เวลมาร่วมด้วยก็ตาม

เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (23 ส.ค.) พ่อหนุ่ม ทอม ฮอลแลนด์ Spider Man คนล่าสุด ได้ออกมาโพสต์รูปใน IG ส่วนตัวร่วมกับ ป๋า Robert Downey Jr. พร้อมระบุข้อความไว้ว่า “We did it Mr Stark!” ซึ่งทำเอาแฟนคลับสไปดี้หลายคนได้ชุ่มชื่นหัวใจขึ้นมาบางว่า อาจจะยังมีความหวังอยู่ในการได้เห็น Spider Man อยู่ร่วมกับ Super Hero ตัวอื่นๆ อีกต่อไป

ซึ่งแม้ว่า จะยังไม่มีความชัดเจนมากนักว่า ท้ายที่สุดแล้ว Spider Man จะยังคงอยู่ในจักรวาลของ Marvel ต่อหรือไม่ คงต้องลุ้นว่า ในงาน D23 ของ disney ที่จะถึงนี้ อาจมีเซอร์ไพรส์หรือไม่

เตรียมสร้างภาคต่อ “The Matrix 4” และ “นีโอ” ยังคงเป็น คีอานู รีฟส์ เช่นเดิม

ถือเป็นเรื่องฮือฮากันอีกครั้ง หลังจากเงียบหายไปหลายปี กับภาพยนต์ฟอร์มยักษ์ อย่าง The Metrix ที่ออกมาสร้างความฮือฮา ให้กับแฟนหนังด้วยฉากแอคชั่นไซไฟสุดล้ำที่หลายคนกล่าวถึงอย่างมาก

ล่าสุด สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักข่าวด้วยกันต่างรายงานตรงกันว่า ทั้ง Warner Bros. Pictures และ Village Roadshow Pictures เตรียมสร้างหนังภาคต่อ The Matrix 4 อีกครั้ง หลังจากที่ว่างเว้นไปราว … ปี โดยยังคงได้คีอานู รีฟส์ มารับบทเป็น “นีโอ” พระเอกของเรื่องเช่นเดิม

ซึ่งกำหนดการอย่างคร่าวๆ ที่เป็นข่าวออกมานั้น จะเริ่มถ่ายทำกันในต้นปีหน้า หรือ ปี 2020  โดยยังคงเป็น Lana Wachowski ที่จะมานั่งแท่นผู้กำกับเช่นเดิม พร้อมกับ แคร์รี-แอน มอส ก็ยังคงกลับมาแสดงในภาคต่อนี้ด้วย  โดยยิ่งทำให้เรื่องราวยิ่งน่าสนใจเพิ่มขึ้นอีกด้วยว่า ในภาค The Matrix Revolutions นั้น ทรินิตี้ ที่รับบทโดย แคร์รี-แอน มอส นั้น เสียชีวิต แล้วในภาคใหม่นี้ เธอยังคงกลับมารับบทด้วย นั่นหมายถึง ทรินิตี้ จะฟื้นกลับคืนมาอีกครั้งหรือไม่? หรือเพียงแค่กลับมาร่วมงานในบางฉากเท่านั้น

ส่วนสคริปต์ของภาพยนต์ The Matrix 4 นี้ ทาง ลานา ผู้กำกับได้วางตัวให้ Aleksandar Hemon และ David Mitchell มาร่วมงานในครั้งนี้

ครบรอบ 20 ปี The Matrix

สำหรับหนังเรื่อง The Matrix เรียกได้ว่า เป็นหนังไซไฟ ระดับตำนานเรื่องหนึ่งที่ขึ้นหิ้งหนังแห่งยุคเลยก็ว่าได้ ด้วยฉากและเทคนิคการถ่ายทำที่ดูแล้ว “ล้ำ” กว่าภาพยนตร์เรื่องใดๆ ในยุคนั้น พร้อมกับแนวคิดแบบปรัชญาที่ผสมเข้ามาในหนัง จนทำให้เกิดกระแสสร้างรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 460 ล้านเหรียญ พร้อมกับคว้ารางวัลออสการ์ไปถึง 4 สาขาด้วยกัน และนั่นเป็นแค่เพียงภาคแรกภาคเดียวเท่านั้น

สำหรับภาคต่อๆ มา เรียกได้ว่า หากรวมจำนวนเงินที่หนังแฟรนไชน์เรื่องนี้ทำได้นั้น มากกว่า 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เลยทีเดียว

โดย The Matrix มีสร้างมาทั้งหมด 3 ภาคด้วยกันคือ

  • The Matrix
  • The Matrix Reloaded
  • The Matrix Revolutions

 

Midsommar ความสัมพันธ์และฝันร้ายตอนกลางวันแสกๆ

แค่รู้ว่า Midsommar เป็นหนังเรื่องใหม่ของ แอริ แอสเตอร์ ผู้กำกับ Hereditary (ที่ส่วนตัวแล้วผมยกให้เป็นหนึ่งในหนังที่เซอร์ไพรส์ผมเมื่อปีที่แล้วเรื่องหนึ่ง) นี่ก็ทำให้อยากดูแล้วนะครับ ยิ่งรู้ว่า แอสเตอร์ เซ็ตอัพเรื่องด้วยซีนกลางวันตลอดทั้งเรื่อง โดยหลีกเลี่ยงความมืดซึ่งเป็นองค์ประกอบแรกๆ ของหนังสยองขวัญนี่ก็ยิ่งอยากดูเข้าไปอีก

ผมมองว่าเป็นความทะเยอทะยานในฐานะคนทำหนังของ แอสเตอร์ ในความพยายามที่จะสร้างเรื่องเล่าสยองขวัญแบบใหม่ที่ไร้ความมืด ซึ่งอย่างที่บอกไปแล้วนั่นแหละครับว่าการมองไม่เห็น หรือภาวะมองเห็นไม่ชัดเจนนั้นถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการมอบประสบการณ์หวาดกลัวให้ผู้ชมหนังสยองขวัญ เพราะโดยพื้นฐานคนเรานั้นมักกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นหรือเห็นไม่ชัดเสมอ แอสเตอร์ จึงทดลองเล่าเรื่องใน Midsommar ด้วยการให้เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในชนบทแห่งหนึ่งของสวีเดน (แต่เขาถ่ายทำกันที่บูดาเปสต์, ฮังการี นะครับ) ในช่วงเวลาครีษมายัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กลางวันกินเวลายาวนานกว่าช่วงกลางคืนนั่นเอง

นอกจากหนังมันจ้าซะเหลือเกินแล้ว อาร์ต ไดเรคชั่น ยังตั้งใจให้สวยงาม เต็มไปด้วยดอกไม้พวงพฤกษานานาพันธุ์ มีการใช้สีสันที่สดใส ในฉาก บรรยากาศ การจัดวางองค์ประกอบของภาพ หรือแม้แต่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงาม คือรวมๆ แล้ว ดูยังไงก็ไม่น่าใช่หนังที่สยองขวัญสั่นประสาทได้เลยครับ

ทีนี้ก็มาถึงคำถามสำคัญอันเป็นสิ่งที่ผมมองว่าเป็นความทะเยอทะยานของ แอริ แอสเตอร์ คำถามนั้นก็คือว่าแล้วเขาจะสร้างความกลัวแบบเจิดจ้าแดดแทงตาได้อย่างไร

คำตอบที่ผมค้นพบคือว่า แอสเตอร์ พาตัวละคร (และผู้ชม) ไปสู่สภาวะยอมจำนน จำเป็นต้องสู้กับสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ และปราศจากวิธีรับมือ หนังเล่าเรื่องของนักศึกษาวัยรุ่นอเมริกันกลุ่มหนึ่งที่ไปเที่ยวชนบทสวีเดนระหว่างหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ หนึ่งในนั้นมีคู่รักใกล้ร้างคู่หนึ่งที่ฝ่ายหญิงเพิ่งผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่ และฝ่ายชายก็ใกล้หมดรักในตัวเธอ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ง่อนแง่นและเปราะบางมาก ส่วนคนที่เหลือก็เป็นวัยรุ่นทั่วไปที่มีทั้งความอยากรู้อยากเห็น ความห่ามไร้กาลเทศะ และรวมทั้งคนที่เป็นเจ้าบ้านซึ่งเป็นทั้งคนชักชวนเพื่อนๆ มาเที่ยวและเป็นคนที่เก็บงำความลับของวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการพาเพื่อนมาเที่ยวด้วย เมื่อพวกเขามาถึงแล้วจึงพบว่าตนเองตกอยู่ในพิธีกรรมสำคัญของลัทธิประหลาด แน่นอนว่าเมื่อรู้แล้วพวกเขาก็ไม่อยากอยู่ต่อ แต่ครั้นจะกลับก็กลับไม่ได้ ความน่ากลัวมันอยู่ตรงที่ตัวละครต้องเผชิญกับชะตากรรมสยองขวัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในแต่ละวันนั่นเองครับ เช่นเดียวกับผู้ชมที่อยู่ในสถานะไม่ต่างกัน คือต่อให้ปิดตาหรืออยากลุกหนี แต่ความอยากรู้ก็กระตุ้นให้เผชิญหน้ากับหนังต่อจนจบ

Photo by Frazer Harrison/Getty Imagesแอริ แอสเตอร์

เมื่อกล่าวถึงความสยองขวัญ อันที่จริงผมมองว่าความสยองขวัญใน Midsommar ก็มีภาวะประหลาดเฉพาะตัวอยู่เหมือนกันนะครับ นั่นคือมันมีฉากที่รุนแรง น่ากลัว สยดสยอง โหดเหี้ยม จริงๆ นั่นแหละ ไม่อย่างนั้นหนังคงไม่ได้รับเรต ฉ 20 แต่ก็ไม่ได้หลอกหลอนหรือติดตาผมขนาดนั้นนะครับ ใครที่กลัวหรือไม่กล้าดูอาจมีกำลังใจขึ้นมานิดหน่อย อาจเป็นเพราะว่าโดยบริบทของหนังมันไม่มีอะไรให้เชื่อมโยงกับชีวิตที่เราใช้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันได้เลย ความกลัวที่เห็นจึงเป็นแบบจบแล้วก็แล้วกัน ไม่ตามมาหลอกหลอนยามเข้านอน

แต่ลึกลงไปกว่านั้น ผมคิดว่าความน่ากลัวที่แท้จริงของ Midsommar กลับซ่อนอยู่ในเส้นเรื่องรองของหนังที่พูดถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์มากกว่าครับ ความน่ากลัวอันเกิดจากความเฉยชา ความรู้สึกของการไม่ได้รับการดูแล ความรู้สึกของการไม่เป็นส่วนหนึ่ง หรือความรู้สึกของการไม่เป็นคนสำคัญ นี่เหมือนระเบิดเวลาดีๆ นี่เอง รอวันประทุขึ้นมาความสัมพันธ์ก็พังภินท์ก่อความเสียหายได้อย่างไม่คาดคิด ไม่รู้สิครับ ผมว่านี่อาจเป็นความน่ากลัวในความสัมพันธ์ระดับสูงสุดที่ แอริ แอสเตอร์ ซุกซ่อนไว้ในหนังฝันร้ายกลางวันแสกๆ เรื่องนี้ก็ได้

รีวิว I Am Mother ผู้หญิงสามคนกับห้องปิดตาย

เรื่องราวที่เกิดขึ้นใน I Am Mother นั้น หนังเปิดเรื่องมาที่หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์อย่าง “มาเธอร์” (ให้เสียงพากย์โดย โรส เบิร์น) ผู้รับหน้าที่ในการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนมนุษย์ให้เติบโตขึ้นมา ในศูนย์วิจัยที่มีลักษณะเหมือนจะอยู่ในบังเกอร์ใต้ดิน เนื่องจากแทบไม่มีแสงแดดลอดผ่านเข้ามาเลยแม้แต่น้อย เหตุการณ์ในหนังเกิดขึ้นโลกอนาคตที่มนุษยชาติเกิดสงครามล้างเผ่าพันธุ์และมนุษย์เกิดสูญพันธุ์ ปัญญาประดิษฐ์จึงต้องรับหน้าที่ในการดูแลมนุษย์เกิดใหม่ ซึ่งในที่นี้คือ “ดอว์เธอร์” (คลาร่า รูการ์ด) เด็กสาวที่เกิดขึ้นจากฐานเพาะเนื้อเยื่อชีวภาพ

 

ดอว์เธอร์ เติบโตขึ้นมาแบบเด็กน้อยที่ได้รับการดูแล และเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากมาเธอร์ว่า แท้จริงแล้วเธอยังมีน้องชายและน้องสาวอีกจำนวนมากมาย ที่รอวันลืมตามาดูโลกเมื่อถึงกำหนดเวลาที่เหมาะสม ถึงแม้ดอว์เธอร์จะตั้งคำถามว่า ทำไมมาเธอร์ไม่ให้กำเนิดเด็กคนอื่นพร้อมกันกับเธอ มาเธอร์ตอบแค่เพียงว่า เธออยากจะใช้เวลาในการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้ดีที่สุดและเติบโตมาเป็นเด็กที่ดีมากกว่า

เมื่อดอว์เธอร์เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น เธอเริ่มต้องเรียนรู้ทักษะมากมาย โดยเฉพาะเรื่องแนวคิดในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ผ่านกรณีศึกษา ข้อสอบสำคัญที่มาเธอร์ถามดอว์เธอร์คือ ถ้าหากมีคนไข้รายหนึ่งที่มีอวัยวะที่สามารถปลูกถ่ายเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้อีก 5 คน แต่ถ้าหากการผ่าตัดสำเร็จเจ้าของอวัยวะจะต้องตาย แต่อีก 5 ชีวิตจะรอด หรืออีกหนึ่งทางเลือกคือ เจ้าของอวัยวะจะรอดชีวิตและคนไข้ที่รออวัยวะจะต้องตาย ทางเลือกไหนคือทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ก่อนจะตอบดอว์เธอร์ยังไม่สามารถประมวลคำตอบได้ทันที เมื่อเธอต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆเพิ่มเติมอีก อาทิ คนที่รอความช่วยเหลือเป็นคนดีหรือคนเลว มีความอดทนไหม เป็นคนขี้เกียจหรือคนขยัน คำตอบดังกล่าวทำให้มาเธอร์ถามเธอกลับว่า ดอว์เธอร์เชื่อในความเท่าเทียมกันของมนุษย์หรือไม่

แม้ดอว์เธอร์จะถูกฝากคำถามกลับมาเป็นการบ้าน แต่คำถามข้อนั้นเป็นอีกหนึ่งตัวแปรในชีวิตที่เธอไม่รู้เลยว่า ในอีกไม่นาน จะมี “ผู้มาเยือน” (ฮิลารี สแวงก์) มาเคาะประตูขอความช่วยเหลือที่นอกบังเกอร์ ซึ่งดอว์เธอร์เข้าใจมาตลอดว่าโลกภายนอกนั้นไม่เหลือมนุษย์อีกแล้ว การมาถึงของหญิงแปลกหน้าครั้งนี้ทำให้ดอว์เธอร์ เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับมาเธอร์ว่า ตลอดมานั้นเธอ ถูกเลี้ยงดูมาแบบไหน สิ่งที่ผู้มาเยือนบอกเป็นความจริงหรือเรื่องโกหก โลกภายนอกมีอะไรอยู่กันแน่

ความสนุกของ I Am Mother คือการทำให้คนดูมีความรู้สึกแบบเดียวกับ “ดอว์เธอร์” นั่นคือไม่รู้อะไรเลยว่า มาเธอร์หรือผู้มาเยือนนั้น ใครเป็นคนที่พูดความจริงกันแน่ และในความจริงเหล่านั้น มีวัตถุประสงค์ตามเจตนาที่ตรงตามการกระทำของพวกเขาหรือเปล่า ความไม่ไว้วางใจของตัวดอวร์เธอร์ที่มีต่อมาเธอร์ก็เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่เมื่อดอว์เธอร์ต้อง “เลือก” ว่าจะอยู่ฝั่งใดสักฝั่งหนึ่ง เธอกลับไม่สามารถเลือกได้

I Am Mother เล่าเรื่องราวผ่าน “บทสนทนา” ของตัวละคร เป็นส่วนใหญ่และเหตุการณ์ทั้งหมดแทบจะเรียกได้ว่าเกิดอยู่ในศูนย์วิจัยตลอดทั้งเรื่อง ไม่ต่างอะไรจากละครเวที ดังนั้นสิ่งที่สนุกมากๆคือการที่หนังเปิดโอกาสให้คนดูขบคิด คาดเดาไปต่างๆ ว่าท้ายที่สุดแล้วบทสรุปความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสามจะจบลงไปในทิศทางไหนกันแน่

มือเขียนบทเผย Ma คือหนังสยองขวัญเรตอาร์ที่จะทำให้คนดูตึงเครียดสุดๆ

อีกไม่กี่วันคอหนังระทึกขวัญก็จะได้ชมกันแล้ว สำหรับ Ma แม่_ร้าย ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดจากการกำกับของ เทต เทเลอร์ (Tate Taylor) ซึ่งเคยร่วมงานนักแสดงนักมากฝีมือ ออกเตเวีย สเปนเซอร์(Octavia Spencer) มาแล้วในหนังดีกรีออสการ์ The Help ก่อนจะกลับมาร่วมงานกันครั้งล่าสุดที่เปลี่ยนแนวไปโดยสิ้นเชิง

โดย สก็อตต์ แลนด์ส (Scotty Landes) มือเขียนบท ซึ่งเป็นที่รู้จักจากงานการเขียนบทให้กับผลงานแนวตลกทางทีวีอย่าง Workaholics ได้ออกมาเผยที่มาที่ไปก่อนจะมาเป็นเรื่องราวสุดระทึกปนสยองของ Ma ว่าเป็นการขุดเอาความทรงจำจากเหตุการณ์หนึ่งในวัยเด็กของเขาขึ้นมาสร้างเป็นเรื่องราวเหล่านี้

นับแต่เริ่มต้น แลนด์ส สร้างให้ Ma เป็นเรื่องราวที่มีตัวละครเอกอยู่สองตัว คือ แม็กกี หญิงสาวที่ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ในไฮสกูลในเมืองใหม่ และ ซู แอนน์ ช่างเทคนิคสัตวแพทย์วัย 40 กว่าผู้มิอาจทำใจให้ลืมเรื่องราวเลวร้ายสมัยวัยรุ่นของตัวเองได้ เขาพบสองด้านของเหรียญ โครงเรื่องกลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับว่าสมัยเป็นวัยรุ่นมันน่าอึดอัดแค่ไหน และพวกวัยรุ่นจะทำทุกอย่างอย่างไร มือเขียนบทกล่าวว่า

ถ้ากลุ่มเพื่อนของคุณบอกว่า ‘เราจะกระโดดจากสะพานนี้ลงไปในอ่างเก็บน้ำ…’ คุณก็จะต้องทำ เพราะคุณกลัวว่าพวกเขาจะไม่คบคุณต่อถ้าคุณไม่ทำ ผมอยากเล่นกับความตึงเครียดจากมิตรภาพแบบนั้น และความหมายของมันเมื่อมีคนที่อายุมากกว่ามาอยู่ด้วย และเขาก็ต้องการมิตรภาพแบบนั้นเช่นกัน

ส่วนการได้นักแสดงฝีมือเยี่ยมอย่าง ออกเตเวีย สเปนเซอร์ มารับบทบาทช่างเทคนิคสัตวแพทย์วัย 40 กว่า ผู้มีอดีตอันแสนเลวร้ายนี้ก็มาจากมิตรภาพของเจ้าตัวกับผู้กำกับ ที่ถึงแม้ว่าเธออาจจะหงุดหงิดในตอนแรกว่าทำไมต้องเป็นเธอที่ต้องมารับบทร้ายๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ แต่เธอก็ตอบตกลงภายในเวลา 24 ชั่วโมง หลังจากได้อ่านบทหนัง

ว่าด้วยเรื่องราวของหญิงสาวตัวลำพังที่ได้มาเป็นเพื่อนกับกลุ่มเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง และตัดสินใจให้พวกเขามาปาร์ตี้ในห้องใต้ดินที่บ้านของเธอ ทว่าหลังจากงานปาร์ตี้บางสิ่งบางอย่างค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่น่าไว้วางใจ จนทำให้พวกเขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า นี่จะเป็นความตั้งใจของเจ้าของบ้านหรือเปล่า

หนังเกาหลีฟีเวอร์! “The Divine Fury มือนรกพระเจ้าคลั่ง” แรงจัดตั้งแต่ยังไม่ฉาย!!

 

ถือได้ว่าเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่สำหรับภาพยนตร์เกาหลี นับจากที่ภาพยนตร์เรื่อง PARASITE ชนชั้นปรสิต ฮิตติดลมบนสร้างปรากฏการณ์ทอล์คออฟเดอะทาวน์ไปทั่ว ไม่เพียงเฉพาะในเกาหลีแต่ยังสร้างสถิติใหม่ในอีกหลายประเทศทั่วโลก…

ถึงตอนนี้กระแสเกาหลีฟีเวอร์ยังแรงไม่หยุด เมื่อโปรเจกต์ภาพยนตร์แอคชั่น-แฟนตาซีเรื่องใหม่อย่างTHE DIVINE FURY มือนรกพระเจ้าคลั่ง ออกสตาร์ทสานต่อความฮือฮา โดยล่าสุดได้ทำลายสถิติขายตั๋วล่วงหน้าในประเทศเกาหลีไปมากกว่า 100,000 ใบ ตั้งแต่ภาพยนตร์ยังไม่เข้าฉายอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์เดียวกับที่ภาพยนตร์เรื่อง PARASITE ชนชั้นปรสิต ทำได้และสร้างปรากฏการณ์ทอล์คออฟเดอะทาวน์… นับเป็นการพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า THE DIVINE FURY มือนรกพระเจ้าคลั่ง คืออีกหนึ่งภาพยนตร์แดนกิมจิที่ผู้ชมตั้งตารอมากที่สุดเรื่องหนึ่งในปีนี้!

THE DIVINE FURY มือนรกพระเจ้าคลั่ง

THE DIVINE FURY มือนรกพระเจ้าคลั่ง นำแสดงโดยทีมนักแสดงที่กำลังร้อนแรงที่สุดของประเทศเกาหลีเวลานี้ นำโดย พัค ซอจุน , อู โดฮวาน , อัน ซองกิ และ ชเว อูชิก ที่เพิ่งจะฝากการแสดงที่น่าทึ่งใน PARASITE ไปก่อนหน้านี้ และยังได้ทีมสเปเชียลเอฟเฟคต์จาก ALONG WITH THE GODS มาเสริมทัพสร้างการต่อสู้สยบปีศาจให้ตื่นตะลึงยิ่งขึ้น แฟนหนังเมืองไทยห้ามพลาด เตรียมนับถอยหลังจุดความมันส์ให้ลุกเป็นไฟไปพร้อมกัน

THE DIVINE FURY มือนรกพระเจ้าคลั่ง เข้าฉาย 22 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

THE DIVINE FURY มือนรกพระเจ้าคลั่ง
พัค ซอจุน
THE DIVINE FURY มือนรกพระเจ้าคลั่ง
อู โดฮวาน

THE DIVINE FURY มือนรกพระเจ้าคลั่ง

Fast & Furious ภูมิใจนำเสนอ ตอนแยกเรื่องแรก “Hobbs & Shaw”

 

หลังจากสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์มาถึง 8 เรื่อง ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกรวมๆ กันแล้วมากกว่า 5 พันล้านดอลล่าร์ ในที่สุด ภาพยนตร์แฟรนไชส์ The Fast & Furious ก็ได้ฤกษ์คลอดภาพยนตร์ตอนแยกสแตนด์อะโลนเรื่องแรก เมื่อ ดเวย์น จอห์นสัน และ เจสัน สเตแธม กลับมารับบทเป็น ลุค ฮ็อบส์ และ เด็คการ์ด ชอว์ ใน Fast & Furious Presents: Hobbs & Shaw

Fast & Furious Presents: Hobbs & Shaw ยังร่วมแสดงโดย คลิฟฟ์ เคอร์ติส (The Meg, ผลงานของเอเอ็มซี เรื่อง Fear the Walking Dead) ในบท โจนาห์ ฮ็อบส์ พี่ชายของลุค และเจ้าของรางวัลออสการ์ เฮเลน มิร์เรน ในบท ควินนี่ ชอว์ แม่ของเด็คการ์ดและแฮ็ตตี้

 

เรื่องย่อ Fast & Furious Presents: Hobbs & Shaw

นับแต่เจ้าหน้าที่รักษากฎหมายกล้ามโต ฮ็อบส์ (จอห์นสัน) เจ้าหน้าที่ผู้ซื่อสัตย์แห่งหน่วยงานรักษาความมั่นคงทางการทูตของสหรัฐอเมริกา (DSS) และชอว์ (สเตแธม) ชายผู้ไม่ยึดถือกฎหมาย ซึ่งอดีตเคยเป็นเจ้าหน้าที่จากกองทัพอังกฤษที่มีฝีมือเก่งฉกาจ ได้เผชิญหน้ากันครั้งแรกในภาพยนตร์ปี 2015 เรื่อง Furious 7 ทั้งคู่ก็มีโอกาสได้แลกทั้งหมัด ปะทะฝีปาก ขณะพยายามจะล้มอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เมื่อ บริกซ์ตัน ลอร์ (อิดริส เอลบา) ผู้นิยมการล้มล้างการปกครอง ได้เข้าควบคุมภัยคุกคามทางชีวภาพที่ร้ายกาจที่สามารถเปลี่ยนมนุษยชาติไปตลอดกาล และแฮ็ตตี้ (วาเนสซ่า เคอร์บี้ จาก The Crown) เจ้าหน้าที่เอ็มไอซิกซ์ที่ทั้งฉลาดและไม่เกรงกลัวใคร ที่บังเอิญเป็นน้องสาวของชอว์ สองคู่อริจึงต้องร่วมมือกันเพื่อจัดการกับชายเพียงคนเดียวที่อาจร้ายกาจกว่าพวกเขา

Hobbs & Shaw

 

Hobbs & Shaw เป็นการเปิดประตูบานใหม่สู่โลกของ Fast เมื่อเรื่องราวนี้มีฉากแอ็กชั่นข้ามโลก จากลอสแองเจลิสไปยังลอนดอน และจากเมืองเชอร์โนบิลที่ปนเปื้อนสารพิษไปจนถึงความงดงามของซามัว.