Abominable ภารกิจพาเยติเพื่อนรักกลับหิมาลัย

แอนิเมชั่นเรื่องใหม่แกะกล่องจากค่ายดรีมเวิร์กส์ แอนิเมชั่น และเพิร์ล สตูดิโอ บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ไกลกว่า2,000 ไมล์ จากท้องถนนของประเทศจีน สู่ดินแดนแห่งหิมะอันสวยงามตระการตาของเทือกเขาหิมาลัย

ตัวละครเอกเป็นผู้หญิงเรื่องแรกของดรีมเวิร์กส์

เมื่อวัยรุ่นสาว นามว่า ยี (โคลอี้ เบนเน็ต) เผชิญหน้ากับเยติน้อย บนดาดฟ้าตึกอพาร์ตเมนต์ที่เธออาศัยอยู่ ยีกับเพื่อนๆ อันได้แก่ จิน (เทนซิ่ง นอร์เกย์ เทรนเนอร์) และเผิง ญาติของเขา (อัลเบิร์ต ไช่) ตั้งชื่อเยติตัวนั้นว่า “เอเวอเรสต์” หลังจากนั้น ทั้งหมดได้ร่วมเดินทางอันยิ่งใหญ่เพื่อพาสิ่งมีชีวิตวิเศษตัวนี้กลับคืนสู่ครอบครัวของเขาที่อยู่ ณ จุดสูงที่สุดของโลกนั่นคือเทือกเขาเอเวอร์เรส

หลังจากกล่าวลาแม่ของ ยี(มิเชลล์ หว่อง) และคุณย่า ไน่ไน่ (ไช่ฉิน) สามเพื่อนซี้ต้องพยายามเอาตัวรอดจากการไล่ล่าของเบอร์นิช (เอ๊ดดี้ อิซซาร์ด) มหาเศรษฐีนายทุนที่ต้องการจับตัวเยติ ที่คล้ายกับเยติที่เขาเคยเจอเมื่อสมัยเป็นเด็ก และดร.ซาร่า (ซาร่าห์ พอลสัน) นักสัตววิทยาที่พยายามจะจับเยติด้วยมือที่แสนละโมบของเธอ ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้ เอเวอเรสต์ (ให้เสียงโดย โจเซฟ อิซโซ) ได้กลับถึงบ้าน และได้กลับไปอยู่กับครอบครัวของเขาอีกครั้ง

การเดินทางครั้งนี้ ในมุมกลับกันเอเวอเรสต์จะช่วย ยี, จิน และเผิง ในการปลดล็อคความกล้าหาญที่พวกเขาไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในตัว เมื่อพวกเขาต้องการจะส่งสิ่งมีชีวิตปริศนาตนนี้กลับไปยังบ้านของเขา เอเวอเรสต์ก็จะช่วยให้ทั้งสามค้นพบความสามารถในตัวเองเช่นเดียวกัน

จากความสัมพันธ์จากสัตว์เลี้ยงสู่เรื่องราวมหากาพย์

จิลล์ คัลตัน มือเขียนบทและผู้กำกับของ Abominable สั่งสมประสบการณ์ด้านแอนิเมชั่นมาอย่างยาวนานตั้งแต่ สำเร็จการศึกษาจาก Cal Arts เธอได้ทำงานเป็นแอนิเมเตอร์และศิลปินวาดสตอรี่บอร์ดที่พิกซาร์ ซึ่งเธอได้ร่วมทำงานกับภาพยนตร์เรื่อง Toy Story, Toy Story 2และA Bug’s Life ก่อนจะไปช่วยเขียนเรื่องให้กับMonster’s, Inc. เธอยังได้ใช้เวลานานหลายปีทำงานอยู่ที่โซนี่ แอนิเมชั่น ซึ่งเธอได้กำกับภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องแรกของที่นั่น ได้แก่เรื่อง Open Season คัลตันได้พบกับดรีมเวิร์กส์อยู่นานหลายปีเพื่อพูดคุยถึงหลายโปรเจ็กต์ด้วยกัน แต่ก็จนเธอเสร็จภารกิจจากการฉาย How to Train Your Dragon

โอเรียนทัล ดรีมเวิร์กส์ บริษัทที่ต่อมากลายมาเป็น เพิร์ล สตูดิโอ และดรีมเวิร์กส์ แอนิเมชั่น ได้เสนอไอเดีย “ภาพยนตร์เกี่ยวกับเยติ” ให้กับคัลตัน เธอรับเมล็ดพันธุ์ของไอเดียนี้กลับไปที่บ้านในเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในป่าของมารินเคาน์ตี้ ในนอร์เธิร์น แคลิฟอร์เนีย ที่นั่น คัลตันที่อยู่ท่ามกลางป่าไม้แดงขนาดใหญ่ เริ่มต้นจินตนาการถึงเรื่องราวเอพิคของเด็กสาวคนหนึ่งที่พบตัวเองอยู่บนทางแยกที่จินตนาการไม่ถึง

จากแรงบันดาลใจของจิลล์ คัลตัน ซึ่งเธอเองได้เลี้ยงสุนัขน้ำหนักกว่า 90 ปอนด์มาตลอดชีวิต ไม่จะเป็นหมาบลัดฮาวน์ที่ทั้งซน ไม่มีระเบียบ น้ำลายยืดตลอดเวลา เธอได้มองตัวเองและจินตนาการว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหมาของเธอตัวใหญ่ขึ้นและกลายเป็นเยติ ดังนั้นเยติในหนังเรื่อง Abominable จึงเป็นภาพจินตนาการที่เธอใส่ประสบการณ์ชีวิตของตัวเองพ่วงเข้าไปด้วย

ในช่วงเวลาที่เธอยังเด็ก เธอจดจำได้ว่าเพื่อนบ้านมีสุนัขพันธุ์เกรทเดนตัวใหญ่น้ำหนักกว่า 200 ปอนด์ วันหนึ่งมันได้วิ่งไล่เธอ จิลล์พยายามวิ่งกระโดดลงจากบันไดเพื่อหนีมัน แต่กลายเป็นว่าเธอหกล้มและเจ้าหมายักษ์ได้กดเธอเอาไว้กับพื้นและหายใจใส่หน้าเธอ จ้องมองเธอ ความรู้สึกในช่วงเวลาดังกล่าว เธอทั้งกลัวและทึ่งไปพร้อมๆกัน จากเหตุผลเหล่านี้ทำให้เธอเลือกหยิบมาบอกเล่าในหนัง

พาคนดูไปสำรวจความรักและการสูญเสีย

บทภาพยนตร์เรื่อง Abominable ต้องการจะพาผู้ชมไปสำรวจเรื่องราวในธีมของความรักและความสูญเสีย ในแบบที่เรียบง่าย เข้าใจได้ทุกเพศ ทุกวัย เรื่องราวในหนังเรื่องต้นขึ้น เมื่อพ่อของยีตายไป และเอเวอเรสต์ก็หลงทาง ต้องพลัดพรากจากครอบครัวของเขา และไม่สามารถหาทางกลับบ้านได้ ในชีวิตของเธอเอง ความทรงจำที่สาหัสที่สุดมาพร้อมความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุด เธอรู้ดีว่าสำหรับคนดู เพื่อจะสร้างความผูกพันกับยีเธอต้องพูดถึงความเจ็บปวดแบบนั้น ไม่ใช่ถอยห่างจากมัน

ขณะที่เธอเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ คัลตันได้ถักทอเรื่องราวของเด็กวัย 16 ปีที่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งต้องเสียพ่อของเธอไป และเริ่มรู้สึกเหมือนไม่เข้าใจกับแม่และย่า ผู้พยายามจะทำให้ ยีเปิดใจ และกลับมาผูกพันกับครอบครัวอีกครั้ง คัลตันต้องการให้ ยีเป็นตัวของตัวเองและคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง เป็นทอมบอยผู้ไม่พร้อมที่จะเผยความเจ็บปวดที่แท้จริงออกมา

ยีมาเจอเอเวอเรสต์บนดาดฟ้าตึกในช่วงวิกฤตของชีวิตพอดี เมื่อเธอเริ่มเห็นว่าเธอต้องหันไปสร้างความผูกพันและเข้าใจกับคนอื่นๆ อีกครั้ง เพราะเอเวอเรสต์ต้องห่างจากบ้านของเขาในหิมาลัย และต้องการความช่วยเหลือจากเธอ ยีเรียนรู้ที่จะเปิดใจและตัดสินใจที่จะพาเขากลับไปยังที่ที่เขาจากมา ภารกิจในครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการเติมเต็มอารมณ์ของตัวละครเอง ซึ่งคนดูจะได้ทำความเข้าใจตัวละครยี ไปพร้อมๆกับการเดินทางอันน่าตื่นเต้นนั่นเอง

แหล่งข่าวเผย Deadpool จะโผล่มาใน End Credit ของหนัง Marvel ที่ฉายในปี 2021

ตั้งแต่ที่ Fox เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Disney หลายคนคงเริ่มเป็นกังวลว่าเมื่อไหร่หนอที่เราจะได้เห็นบุรุษชุดแดง Deadpool เปิดตัวเข้ามาอยู่ใน MCU แต่หลังจากความสำเร็จที่ผ่านมา รับรองว่ามันไม่นานเกินรอแน่

Deadpool

We Got This Covered ได้ข่าวมาว่าการเปิดตัว Marvel Cinematic Universe ของ Merc ยังคงต้องใช้เวลาอีกสองสามปี แต่น่าจะยังอยู่ในพื้นที่ของเฟส 4 แน่ ๆ และนั่นทำให้เราอาจได้เห็น Deadpool ปรากฏตัวใน End Credit ของภาพยนตร์ Marvel เรื่องใดเรื่องหนึ่งในปี 2021 เช่น Shang-Chi: Legend of the Ten Rings, Doctor Strange in the Multiverse of Madness และ Thor: Love and Thunder

ตอนนี้อาจจะยังเร็วเกินไปสำหรับการเปิดตัวหนังเดี่ยวของ Deadpool อย่างไรก็ตาม Marvel ได้เตรียมการใหญ่สำหรับ Deadpool เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในอนาคตหนังเดี่ยวของ Deadpool จะมีเรทการฉายอยู่ระหว่าง R กับ PG-13 อีกด้วย

อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องขอบคุณเลยคือ Kevin Feige ได้ให้คำสัญญาไว้แล้วว่าเขามีความตั้งใจที่จะไม่เปลี่ยนแปลงบทบาทของ Deadpool ที่อยู่ภายใต้ Fox จะว่าง่าย ๆ เรายังคงจะได้เห็นนาย Wade Wilson ฉบับเดิม ๆ แน่ ๆ

สุดท้ายนี้ถ้าจะให้เดาละก็เราขอเดาว่าโอกาสที่เราจะได้เห็น Deadpool โผลามาป่วนใน End Credit ของ Thor: Love and Thunder นั้นมีความเป็นไปได้สูงที่สุด แล้วชาวแบไต๋ละคะ คิดว่าคุณจะได้เจอ Deadpool ในหนังเรื่องไหนกัน

เหล่ามักเกิ้ลห้ามพลาด! ครั้งแรกกับคอนเสิร์ตออร์เคสตรา แฮร์รี่ พอตเตอร์ พร้อมชมภาพยนตร์ไปด้วย

โบกนิดสะบัดหน่อย.. เหล่ามักเกิ้ลแฟนๆ แฮร์รี่ พอตเตอร์ (Harry Potter) ไม่ควรพลาดสำหรับงานนี้ “Harry Potter and The Philosopher’s Stone in Concert” คอนเสิร์ตออร์เคสตราบรรเลงสดจากผลงานการประพันธ์ของ จอห์น วิลเลียมส์ (John Williams) พร้อมๆ กับการรับชมภาพยนตร์แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ควบคู่ไปด้วย ซึ่งคอนเสิร์ตในครั้งนี้จะเป็นการนำทั้งซาวด์แทร็กและสกอร์ในภาพยนต์แฮร์รี่ พอตเตอร์ภาคแรกมาบรรเลงให้ฟังกันแบบสดๆ เลย บรรเลงดนตรีโดยวง Thailand Philharmonic Orchestra บอกเลยค่ะว่างานนี้อลังการงานสร้างมากๆ เชื่อเลยว่าแฟนๆ แฮรร์รี่ พอตเตอร์ต้องไม่พลาดแน่นอน เราจะรู้สึกดีขนาดไหนหากเราได้ย้อนเวลากลับไปในโลกเวทมนต์ช่วงที่แฮรรี่กำลังศึกษาอยู่ปี 1 ไม่ว่าจะเป็นฉากหมวกคัดสรรเลือกบ้าน ฉากเล่นควิดดิช ความทรงจำครั้งแรกที่ได้เห็นปราสาทฮอกวอตส์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวผจญภัยมากมาย

Harry Potter and The Philosopher’s Stone in Concert

สำหรับแฮร์รี่ พอตเตอร์เป็นผลงานจากปลายปากกาของนักเขียนชาวอังกฤษ เจ. เค. โรว์ลิง เรื่องราวการผจญภัยของเด็กชายผู้รอดชีวิต แฮร์รี่ พอตเตอร์ พร้อมด้วยเพื่อนซี้อีกสองคน รอน วีสลีย์ และเฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ ทั้งสามคนได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ ซึ่งภารกิจหลักของแฮร์รี่ พอตเตอร์คือการเอาชนะพ่อมดศาสตร์มืดที่ชั่วร้ายที่สุดอย่างลอร์ดโวลเดอมอร์ พ่อมดที่ต้องการชีวิตอมตะ อำนาจและความยิ่งใหญ่เหลือทุกสิ่ง

สำหรับคอนเสิร์ตในครั้งนี้จะมีขึ้นในวันที่ 23 และ 24 พฤศจิกายน 2562 เวลา 17:00 น. ที่มหิดลสิทธาคาร (Prince Mahidol Hall) สามารถติดตามข้อมูลการแสดง ผังที่นั่ง พร้อมราคาได้ที่ https://www.facebook.com/alcopopgroup/

Harry Potter and The Philosopher’s Stone in Concert
แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์
แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์

อ่านเรื่องจริงของ “ชาร์ล แมนสัน” ฆาตกรสุดโหดจากหนัง Once Upon a Time in Hollywood

แม้ว่าหน้าหนัง Once Upon a Time in Hollywood จะเน้นขายชื่อ ลีโอนาร์โด ดิคาพริโอ และ แบรด พิตต์ ในฐานะ 2 ดารานำ ในบทนักแสดงชื่อดังและสตันท์แมนคู่ใจที่เป็นตัวละครที่สร้างขึ้นมาใหม่ในเรื่องนี้ ที่พาเราหวนกลับไปสู่บรรยากาศของวงการภาพยนตร์ในปลายยุค 60s แต่บรรดาตัวละครรายรอบ ริค ดาลตัน และ คลิฟ บูธ ก็ล้วนมีตัวตนจริงและมีอิทธิพลต่อวงการฮอลลีวู้ดอย่างมากในยุคนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่หนังไม่ได้หยิบมาพูดถึงในตัวอย่างหนัง แต่คนรุ่นก่าที่ยังจำเรื่องราวช็อกโลกในวันนั้นได้ก็คือคดีฆาตกรรมสุดโหดที่เกิดจากฝีมือของ ชาร์ล แมนสัน ผู้ก่อตั้งกลุ่ม “แมนสันแฟมิลี” ที่เควนติน ทาแรนติโน ได้พาเรื่องราวให้ Once Upon a Time in Hollywood ไปลงเอยด้วยการพัวพันกับภารกิจโหดของชาร์ล แมนสันและพรรคพวก บทความนี้จะพาไปให้รู้จักตัวตนและวีรกรรมโหดของชาร์ล แมนสัน สามารถอ่านก่อนไปดูหนังได้ ไม่ได้อ้างอิงถึงเนื้อหาในหนัง หรือดูหนังแล้วมาอ่านก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฆาตกรจากนรกผู้นี้

no name maddox

no name maddox

1.ชาร์ล แมนสัน ไม่ใช่ชื่อดั้งเดิมของเขา ตอนที่เขาเกิดได้ระบุชื่อเขาในสูติบัตรว่า “no name maddox”นามสกุล maddox นั้นเป็นนามสกุลของแม่ที่มีวัยเพียง 16 ปี

 

แม่ของชาร์ล แมนสัน

แม่ของชาร์ล แมนสัน

2.ปัญหาทางจิตของชาร์ล แมนสัน น่าจะมีผลมาตั้งแต่รากเหง้าในครอบครัวที่เขาถือกำเนิด ตอนที่เขายังเป็นเด็กเล็กอยู่นั้น แม่ของเขายังเคยเอาชาร์ลไปแลกกับเบียร์มาเพียงแค่เหยือกเดียว โชคดีที่ลุงของชาร์ลรู้เรื่องเข้า ไปตามเอาตัวชาร์ลกลับมาได้

 

how to win friends & influence people

how to win friends & influence people

3.ตลอด 20 ปีแรกของชีวิต ชาร์ล แมนสัน เข้าออกโรงเรียนดัดสันดานและคุกเป็นว่าเล่น ช่วงที่อยู่ในคุก ชาร์ลได้ลงเรียนคอร์สพิเศษ ที่สอนเนื้อหาจากหนังสือ “วิธีการเอาชนะใจเพื่อนและสร้างแรงจูงใจต่อผู้คน” เขียนโดย เดล คาร์เนกี นักจิตวิทยาชื่อดัง

 

 

manson family

manson family

4.หลังพ้นโทษ ชาร์ล ได้เอาวิชาที่เรียนมาใช้ประโยชน์ได้สัมฤทธิ์ผล เขาก่อตั้ง “ลัทธิทางเพศ” มีสมาชิกเข้าร่วมมากกว่า 100 คน ส่วนใหญ่เป็นหญิงสาว อายุน้อยสุดเพียงแค่ 14 ปี ชาร์ล เรียกกลุ่มลัทธิของเค้าเองนี้ว่า “ครอบครัว”

 

สมาชิกส่วนหนึ่งของ

สมาชิกส่วนหนึ่งของ “ครอบครัวแมนสัน”

5.ชาร์ล หว่านล้อมให้สมาชิกเชื่อว่าตัวเขาคือ พระเยซู กลับชาติมาเกิด และกิจกรรมของ “ครอบครัว” คือการเสพยา LSD ด้วยกัน

 

spahn ranch

spahn ranch

6.เมื่อมีสมาชิกมากขึ้นก็ต้องมีที่ทำการ ชาร์ล แมนสัน ได้พาครอบครัวไปตั้งรกรากกันในพื้นที่ Spahn Ranch ในลอส แองเจลิส บริเวณนี้เป็นไร่ปศุสัตว์ของชายตาบอดชื่อ จอร์จ สปาห์น อายุ 80 ปี ในภายหลังมีสมาชิกให้การว่า ชาร์ล แมนสัน ยุยงให้สมาชิกมีเพศสัมพันธ์กับจอร์จ สปาห์น เพื่อให้เขายินยอมให้ครอบครัวมาใช้พื้นที่

 

ซ้าย : ชาร์ล แมนสัน / ขวา : เดนนิส วิลสัน

ซ้าย : ชาร์ล แมนสัน / ขวา : เดนนิส วิลสัน

7.ในช่่วงหนึ่ง ชาร์ล แมนสัน และครอบครัว ได้มาเกี่ยวพันกับ The Beach Boys วงพอปชื่อดังในยุคนั้น ชาร์ล สนิทกับ เดนนิส วิลสัน มือกลองของวง ถึงขั้นมีเซ็กส์หมู่ด้วยกัน เสพ LSD ด้วยกัน ความสนุกค่อนข้างเตลิดไปไกลจนเดนนิส วิลสัน เป็นโรคหนองใน เดนนิส จึงลากสมาชิกในครอบครัวแมนสันไปตรวจโรค

 

 

never learn not to love

never learn not to love

8.ชาร์ล แมนสัน ได้ร่วมแต่งเพลง “Cease to Exist” ให้กับ The Beach Boys ด้วย แต่สุดท้าย แต่เดนนิส วิลสัน ก็ถือวิสาสะเปลี่ยนชื่อเพลงเป็น “Never Learn Not to Love.” แล้วไม่ให้เครดิต ชาร์ล แมนสัน แต่ลงชื่อเขาว่าเป็นผู้ประพันธ์เพลงเพียงคนเดียว แถมยังดัดแปลงเนื้อร้องบางส่วนด้วย เรื่องนี้สร้างความขุ่นเคืองให้กับชาร์ล แมนสัน เป็นอย่างมาก ถึงกับบุกไปถึงห้องนอน เดนนิส วิลสัน แล้วสาดกระสุนลงบนที่นอนเป็นการขู่

WHITE ALBUM ที่มีอิทธิพลต่อ ชาร์ล แมนสัน อย่างมาก

WHITE ALBUM ที่มีอิทธิพลต่อ ชาร์ล แมนสัน อย่างมาก

9.ปี 1968 เดอะ บีเทิลส์ ออกอัลบั้มชื่อ White Album เป็นอัลบั้มที่ชาร์ล แมนสัน โปรดปรานเป็นอย่างมาก เขาฟังมันจนทะลุปรุโปร่งถึงขั้นเชื่อไปเองว่า เดอะ บีเทิลส์ ซุกซ่อนนัยยะสำคัญเกี่ยวกับ “สงครามระหว่างเชื้อชาติ” ไว้ในอัลบั้มนี้ โดยเฉพาะในเพลง Helter Skelter ซึ่งกลายเป็นแรงจูงใจให้ ชาร์ล แมนสัน ปะทุสงครามเชื้อชาติขึ้นในที่สุด

 

3 สาวกแมนสันที่ร่วมก่อเหตุฆาตกรรม Tex Watson, Susan Atkins, และ Patricia Krenwinkel

3 สาวกแมนสันที่ร่วมก่อเหตุฆาตกรรม Tex Watson, Susan Atkins, และ Patricia Krenwinkel

10.ชาร์ล แมนสัน พยายามปลุกปั่นให้สังคมเกิดการเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติ แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จเสียที เมื่ออดทนรอไม่ไหว ชาร์ล ตัดสินใจจุดชนวนความเกลียดชังคนผิวสีด้วยตัวเขาเอง ด้วยการก่อเหตุฆาตกรรมแล้วป้ายสีว่าเป็นฝีมือของคนผิวสี ในคืนหนึ่งชาร์ล แมนสัน นำสาวกชาย 1 หญิง 3 ประกอบไปด้วย เท็กซ์ วัตสัน , ซูซาน แอตกินส์ , ลินดา คาซาเบียน และ แพตทริเซีย เคนวิงเคิล บุกไปยังบ้านของ ชารอน เทต ดาราสาว แล้วฆ่าทุกคนที่อยู่ในบ้านนั้น

 

บ้านที่เกิดเหตุฆาตกรรมหมู่ ชารอน เทต และ เพื่อน

บ้านที่เกิดเหตุฆาตกรรมหมู่ ชารอน เทต และ เพื่อน

11.เหตุการณ์ภายในบ้านนั้น ดำเนินไปอย่างโหดร้ายอำมหิตชนิดที่ว่า ไม่น่าจะเป็นการกระทำต่อกันด้วยฝีมือมนุษย์ เมื่อสมาชิกครอบครัวแมนสันบุกเข้าไปถึงในตัวบ้านได้สำเร็จ ชารอน เทต และเพื่อน ๆ กำลังหลับสนิทหลังจากผ่านปาร์ตี้กันมา เท็กซ์ วัตสัน สมุนรายหนึ่งเป็นคนเปิดฉาก เขาปลุกเหยื่อรายหนึ่งด้วยการเตะเข้าที่หัว พอเหยื่อตื่นขึ้นมา ตกใจที่มีคนแปลกหน้าหลายคนบุกเข้ามาในบ้าน ร้องถามออกไปว่า “พวกแกเป็นใคร” เท็กซ์ ตอบอย่างใจเย็น “กูคือปีศาจ และกูมาที่นี่เพื่อทำภารกิจของปีศาจ”

 

ชารอน เทต และสามี โรมัน โพลันสกี

ชารอน เทต และสามี โรมัน โพลันสกี

12.ชารอน เทต ดาราสาวที่กำลังตั้งครรภ์ได้ 8 เดือนครึ่ง ร้องขอชีวิตจากเหล่า ครอบครัวแมนสัน เธอยินยอมให้จับเธอเป็นตัวประกันแทน แต่ขอให้ไว้ชีวิตเธอเพื่อให้เธอได้มีวันเห็นหน้าลูก

 

ชารอน เทต และ เจย์ ซีบริง ช่างทำผม เพื่อนสนิทของเธอ ที่เสียชีวิตพร้อมกันในคืนนั้น

ชารอน เทต และ เจย์ ซีบริง ช่างทำผม เพื่อนสนิทของเธอ ที่เสียชีวิตพร้อมกันในคืนนั้น

13.ไม่มีความเมตตาจากสัตว์นรก ชารอน เทต เสียชีวิตจากการถูกแทงถึง 16 แผล, ลินดา คาซาเบียน หนึ่งในสมาชิกครอบครัวแมนสัน ให้การภายหลังว่า ชารอน เทต อยู่ในชุดนอนยาวสีขาว ทั่วร่างเธอเต็มไปด้วยเลือด ก่อนตายเธอกรีดร้องอย่างทรมาน ร้องขอความช่วยเหลือ แม้กระทั่งร้องเรียกหาแม่ของเธอเอง

 

คำว่า

คำว่า “PIG” ที่เขียนด้วยเลือดของ ชารอน เทต

14.ก่อนลาจากบ้านชารอน เทต, ชาร์ล แมนสัน สั่งให้สาวกหญิงทั้ง 3 คน “ทิ้งสัญลักษณ์อะไรไว้เสียหน่อย ให้มันดูเกี่ยวกับคาถามนตร์ดำนะ” สาวกหญิงรายหนึ่งจึงใช้เลือดของชารอนเขียนคำว่า “PIG” ไว้ที่ประตูหน้า

 

เหยื่อทั้ง 5 ที่เสียชีวิตในคืนนั้น

เหยื่อทั้ง 5 ที่เสียชีวิตในคืนนั้น

15.เหยื่อในคืนนั้นประกอบไปด้วย ชารอน เทต โพลันสกี ภรรยาของผู้กำกับชื่อดัง โรมัน โพลันสกี ที่บินไปถ่ายหนังในยุโรป และเพื่อน ๆ ของเธอคือ เจย์ ซีบริง ช่างทำผม, วอจเซียส ฟรายคาวสกี นักเขียนบทภาพยนตร์และแฟนสาวของเขา อบิเกล แอน ฟอลเกอร์ ในคืนนั้น สตีเวน แพเรนต์ ที่แวะมาเยี่ยมเยียน ชารอน เทต ก็ตกเป็นเหยื่อไปด้วย

 

ลีโน และ โรสแมรี ลาเบียงกา เหยื่อในคืนถัดมา

ลีโน และ โรสแมรี ลาเบียงกา เหยื่อในคืนถัดมา

16.ชาร์ล แมนสัน คิดว่าการฆาตกรรมหมู่ชารอน เทต และเพื่อน ๆ เป็นผลงานที่ไม่ประณีตนัก เขายังไม่พอใจ คืนถัดมาชาร์ล แมนสัน เลยชวนสาวกให้ออกปฏิบัติการต่อ เขาขับตระเวณหาเหยื่อไปเรื่อย แล้วก็ตกลงใจเลือกคู่สามี-ภรรยา ลีโน และ โรสแมรี ลาเบียงกาเป็นเหยื่อผู้โชคร้าย รอบนี้ครอบครัวแมนสันสังหารเหยื่ออย่างทารุณกรรมด้วยมีดและส้อม

 

ทิ้งข้อความว่า

ทิ้งข้อความว่า “Healther Skelter” ชื่อเพลงของ เดอะ บีเทิลส์ ไว้บนตู้เย็น

17.หลังสังหารคู่สามี-ภรรยา แล้ว ครอบครัวแมนสัน ยังไม่ลืมที่จะทิ้งข้อความไว้เช่นเคย ในรอบนี้พวกเขาเอาเลือดเขียนข้อความไว้บนตู้เย็นว่า “Healter Skelter”ชื่อเพลงของ เดอะ บีเทิลส์ และคำว่า “Death to pigs” บนผนังบ้าน แล้วก็อีกคำว่า “Rise”

 

ชาร์ล แมนสัน กับคู่หมั้นสาว สตาร์ เบอร์ทอน

ชาร์ล แมนสัน กับคู่หมั้นสาว สตาร์ เบอร์ทอน

18.ชาร์ล แมนสัน ถูกตำรวจตามจับได้ เขาถูกตัดสินประหารชีวิต แต่แล้วก็ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต แม้อยู่ในคุกเขาก็ยังคงมีสาวกที่มีความเลื่อมใสศรัทธาอีกมากมาย หนึ่งในนั้นคือเด็กสาว สตาร์ เบอร์ทอน วัย 25 ปี ที่แวะเวียนมาเยี่ยมชาร์ล แมนสัน ในคุกเป็นเวลาติดต่อกันถึง 9 ปี และเรียกร้องความบริสุทธิ์ให้กับชาร์ล แมนสัน ผ่านหลายเว็บไซต์ ในปี 2014 ชาร์ล แมนสัน ประกาศว่าเขาได้หมั้นกับ สตาร์ เบอร์ทอน แล้วทำเรื่องขอทางเรือนจำให้จัดพิธีแต่งงานให้เขาและเธอ ผ่านมา 1 ปี ก็ไม่มีพิธีแต่งงานเกิดขึ้น ทราบภายหลังว่า เหตุจากชาร์ล แมนสัน รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของ สตาร์ เบอร์ทอน ว่าที่เธอต้องการแต่งงานกับเขา เพราะเมื่อวันที่ชาร์ล เสียชีวิตแล้ว เธอต้องการร่างของชาร์ล แมนสัน ไปใส่ตู้โชว์เพื่อเก็บเงินนักท่องเที่ยว

 

ชาร์ล แมนสัน ระหว่างการไต่สวนคำร้อง

ชาร์ล แมนสัน ระหว่างการไต่สวนคำร้อง

19.ตลอดระยะเวลาที่ชาร์ล แมนสัน รับโทษอยู่ในเรือนจำ เขายื่นคำร้องขอทัณฑ์บนถึง 12 ครั้ง และถูกปฏิเสธทั้ง 12 ครั้ง ครั้งล่าสุดในปี 2012 และชาร์ล จะมีสิทธิ์ยื่นคำร้องอีกครั้งในอีก 15 ปี ถัดไป นั่นคือปี 2027 ถ้าชาร์ล แมนสัน ยังมีชีวิตอยู่ถึงตอนนั้น เขาจะอายุ 92 ปี

 

ภาพ ชาร์ล แมนสัน ก่อนเสียชีวิตไม่กี่เดือน

ภาพ ชาร์ล แมนสัน ก่อนเสียชีวิตไม่กี่เดือน

20.ชาร์ล แมนสัน เสียชีวิตในปี 2017 ด้วยวัย 83 ปี ส่วนสาวกอีก 3 ราย ที่ร่วมก่อเหตุฆาตกรรมทั้ง 2 คดี คือ เท็กซ์ วัตสัน, แพตทริเซีย เคนวิงเคิล และ เลสลี แวน ฮูเต็น ยังคงรับโทษจำคุกตลอดชีวิตอยู่ในเรือนจำ

รีวิว Falling Inn Love ซ่อมบ้านสร้างรัก

หนังรักโรแมนติก คอมมาดี้จากสตรีมมิ่ง Netflix ที่หยิบเอาพล็อตน้ำเน่าสุดคลาสสิคที่ว่าด้วยสาวอาภัพรัก หน้าที่การงานไม่รุ่ง แต่ดวงพุ่งเพราะโชคหล่นทับได้รับบ้านหลังเก่าอันห่างไกลในประเทศนิวซีแลนด์ ระหว่างที่เธอตัดสินใจเดินทางมาปรับปรุงซ่อมบ้านก็ได้เจอกับหนุ่มหล่อ!

ไม่ต้องพูดอะไรเยอะแยะมากมาย เพราะ Falling Inn Love นั้นจัดเป็นหนังโลกสวยพาฝัน เอาไว้ดูเพื่อเติมพลังบวกในชีวิตแถมเติมน้ำตาลในหัวใจอีกต่อ เผื่อว่าสักวันหนึ่งเราอาจจะกลายเป็นคนโชคดีแบบนางเอกของเรื่องอย่างกาเบรียลลา (คริสติน่า มิลเลียน) หรือ โชคช่วยให้เจอคนดีๆในชีวิตแบบพระเอกอย่างเจ็ค (อดัม เดมอส)

สำหรับกาเบรียลลา สถาปนิกคนเก่งจากเมืองใหญ่ รายได้ดี หน้าที่การงานมั่นคง จนกระทั่งบริษัทที่เธอทำงานอยู่นั้นเลิกกิจการกลางคัน มิหนำซ้ำแฟนหนุ่มที่เธอคบหามาหลายปีก็เป็นคนจำพวก “ไม่อยากผูกมัด” ในการย้ายไปอยู่บ้านเดียวกัน ทำให้กาเบรียลลาบอกเลิกแฟนตัวเอง ประกอบกับเวลานั้นเธอได้รับอีเมล์ให้ตอบคำถามเพื่อชิง โฉนดที่ดินบ้านตากอากาศในชนบทห่างไกล ของประเทศนิวซีแลนด์ และแน่นอนว่าโชคก็หล่นทับนางเอกของเราเข้าอย่างจัง

กาเบรียลลาไม่รอช้า เธอรีบเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางก่อนจะค้นพบว่าบ้านตากอากาศแห่งนี้อยู่ในสภาพซอมซ่อ ผุพัง จนต้องซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน โชคดีที่ผู้คนในชุมชนดังกล่าวต่างก็เป็นมิตรและดูจะต้อนรับเธออย่างดี ทว่ากาเบรียลลาก็ดูจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าหนุ่มเจ็ค ผู้รับเหมาที่ดูเหมือนจะสนใจอะไรบางอย่างในตัวเธอ จนกระทั่งเวลาผ่านไปทั้งสองก็เริ่มช่วยกันซ่อมบ้านและพัฒนาความสัมพันธ์ไปโดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ตัว

ถึง Falling Inn Love จะเป็นหนังพ่อแง่แม่งอนสูตรสำเร็จที่เราเคยชมมานับครั้งไม่ถ้วน แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเคมีของสองนักแสดงนำอย่างคริสติน่า มิลเลียนและอดัม เดมอส ลงตัวกันอย่างมาก ทั้งสองล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์และเปล่งประกายบนจอหนัง ยังไม่รวมไปถึงฉากหลังอันเป็นเมืองชนบทที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติจนดูเป็นเมืองพักร้อนในฝันที่ชวนคนดูหลีกเร้นจากความวุ่นวายของสังคมเมืองได้เป็นอย่างดี

แม้ระหว่างทางของเรื่องนางเอกอาจจะต้องเจอกับอุปสรรคเรื่องความรัก ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวในชุมชนที่อยากจะซื้อบ้านพักตากอากาศเป็นของตัวเองใจจะขาด เลยพยายามนำปัญหามาให้กับกาเบรียลลา แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่โตมากมาย เมื่อเทียบกับความรู้สึกเบื้องลึกของนางเอกว่าจริงๆแล้วเธออยากจะกลับไปใช้ชีวิตในการเป็นสถาปนิกในเมือง หรือ ตัดสินใจจะอยู่เป็นสาวบ้านนอกที่ได้สร้างบ้านตามใจฝันของตัวเอง

คนดูแทบไม่ต้องคาดเดาว่าหนังจะจบลงอย่างไร ก็ระหว่างทางของ Falling Inn Love ก็ทำให้คนดูสามารถอมยิ้มได้ไม่หุบ เพียงเท่านี้ก็คงจะเพียงพอแล้วสำหรับหนังประเภทรอมคอมที่มีนักแสดงนำเปี่ยมเสน่ห์

รวม 13 อีสเตอร์เอ้กหนาวสันหลังจากหนัง IT Chapter 2 สำหรับคนที่ดูมาแล้ว

หนังสยองภาค 2 อันเป็นตอนจบของเรื่องราว ดัดแปลงจากนิยายขึ้นหิ้งของ สตีเฟน คิง (Stephen King) ราชาสยองขวัญแห่งยุค กลายเป็นหนังที่ฮือฮาและเป็นกระแสสุด ๆ ในขณะนี้ บางคนดูเอาสนุกแต่บางคนก็ดูเอาแฟนออฟเดอะเยียร์ด้วยการเก็บรายละเอียดทุกเม็ดในหนัง ซึ่งผู้สร้างก็ซ่อนซุกไว้หลายจุดสำหรับคนหนังแนวฮาร์ดคอร์นี่เอง ว่าแต่จะมีอะไรบ้าง วันนี้เรารวบรวมมาให้แล้ว ไปดูกัน

“โคตรเยอะ ถ้าคุณสังเกต มันมีอีสเตอร์เอ้กซ่อนอยู่ทุกจุดในหนังภาคนี้เลย” – แอนดี้ มุสชีเอตติ (Andy Muschietti) ผู้กำกับหนัง IT ทั้งสองภาคกล่าวท้าทายแฟนพันธุ์ตาสัปปะรด

1. สตีเฟน คิง

สำหรับแฟนหนังแฟนนิยายของ คิง ต้องไม่พลาดฉากที่คิงมาเล่นบทรับเชิญนี้แน่ ๆ เพราะเป็นอีสเตอร์เอ้กที่ใหญ่ค่อด ๆ ยากจะมองหาไม่เจอ เว้นเสียแต่ว่าคุณไม่รู้จักคิงเท่านั้นล่ะ (ฮา) ในฉากนี้คิงปรากฏตัวเป็นเจ้าของร้านของเก่าที่ บิล (เจมส์ แม็คอะวอย James McAvoy) ได้บังเอิญพบจักรยานคันเก่าสมัยเด็ก บิลขอซื้อจักรยานแต่ถูกคิงโก่งราคาเพราะจำได้ว่าบิลเป็นนักเขียนแนวสยองขวัญชื่อดังที่น่าจะมีตังค์เยอะนั่นเอง เรียกว่าคิงได้ล้อตัวเองเลยด้วย สงสัยแกน่าจะโดนโก่งราคาบ่อยเพราะเป็นคนดัง (ฮา)

สตีเฟน คิง หน้าตาแบบนี้ล่ะ

ในฉากนี้บิลขี่จักรยานออกไปพร้อมตะโกนก้องว่า ‘ไฮ โฮ ซิลเวอร์ อะเวย์’ ซึ่งเป็นคำฮิตติดปากจากหนังดังในยุคทศวรรษ 1950-1960 อย่าง Lone Ranger ซึ่งเป็นไอคอนของคาวบอยโอลด์เวสต์อเมริกันเลยทีเดียว เขามักควบม้าคู่ใจออกไปพร้อมตะโกนคำนี้เสมอ ก็เป็นอีกอีสเตอร์เอ้กที่อยู่ในฉากต่อเนื่องของคิงนี้ด้วย

2. ตอนจบห่วย

ในฉากร้านของเก่านี้ยังมีอีกจุดสำคัญ ตอนที่บิลสังเกตเห็นว่าเจ้าของร้านอ่านหนังสือนิยายของเขาด้วย จึงเอ่ยปากจะให้ลายเซ็นถ้าเจ้าของร้านต้องการ แต่เจ้าของร้านปฏิเสธหน้าตาเฉย เพราะไม่ชอบตอนจบในหนังสือของบิล นี่กลายเป็นมุกตลกที่เสียดสีตัวคิงเองด้วย เพราะแกมักถูกวิจารณ์ถึงตอนจบที่ไม่ค่อยดีนักในผลงานของแก โดยเฉพาะในนิยาย It ส่วนที่ 3 ที่เป็นตอนจบของเรื่อง ตัวละครบิลก็เป็นเหมือนภาพตัวแทนของคิง ที่ทุกคนในเรื่องแม้แต่เพื่อนรักของบิลยังบอกว่า ‘ฉันไม่ชอบตอนจบของหนังสือของนายเลย’ น่าฉงฉานจริง ๆ (ฮา)

James McAvoy

บิล นักเขียนนิยายดังที่ทุกคนเกลียดตอนจบของเขา

พูดถึงตอนจบแล้ว ก็ขอแถมอีกหน่อย ในหนังภาคนี้ยังมีตอนจบที่ต่างจากฉบับนิยายพอสมควรด้วย โดยในนิยายได้แสดงให้เห็นว่าเพนนีไวส์นั้นคือฐานของเมืองเดอร์รี่ หากพวกแก๊งขี้แพ้ฆ่าเพนนีไวส์ไปเมืองทั้งเมืองก็จะสิ้นสูญไปด้วย โดยแม้หนังจะไม่ได้เล่าใหญ่เท่าในนิยายแต่ก็จำลองเอาส่วนหนึ่งแห่งความพินาศมาแสดงให้ดูในฉากที่บ้านของเพนนีไวส์ถล่มลงสู่ใต้ดินในตอนจบนั่นเอง

บ้านเพนนีไวส์

3. แขกรับเชิญอื่นอีกล่ะ

นอกจาก คิง จะมารับเชิญแล้ว ยังมีผู้กำกับหนังดังหลายคนมาแจมรับเชิญในหนัง คนแรกก็ แอนดี้ มุสชีเอตติ อีตาผู้กำกับหนังเรื่องนี้เองนี่ล่ะ ที่มาเล่นเป็นลูกค้าในร้านขายยา ในฉากที่ เอ็ดดี้ (เจมส์ แรนซัน James Ransone) ต้องมาเผชิญอดีตของตนเอง คงต้องเป็นแฟนหนังฉบับนี้จริง ๆ ถึงจะสังเกตเห็นคุณผู้กำกับนี่ล่ะนะ

ผู้กำกับของหนังหน้าตาแบบนี้ล่ะ

อีกหนึ่งผู้กำกับที่แฟนหนังชาวไทยยุคนี้ (หรืออาจเทศด้วย) ไม่น่ารู้จัก แต่มาปรากฏตัวก็คือ ปีเตอร์ บ็อกดาโนวิช (Peter Bogdanovich) เจ้าของผลงาน 2 รางวัลออสการ์จากหนัง The Last Picture Show (1971) ซึ่งก่อนหน้านี้บางคนอาจคุ้นหน้าตอนหนุ่มของเขาจากหนังเน็ตฟลิกซ์ของผู้กำกับในตำนาน ออร์สัน เวลส์ อย่าง The Other Side of the Wind (2018) ด้วย และสำหรับในหนังเรื่อง IT Chapter 2 นี้ บ็อกดาโนวิชก็คือผู้กำกับหนังที่อยู่ในฉากที่บิลเดินเข้ามาในกองถ่าย แล้วบ็อกดาโนวิชก็นั่งเครนลงมาคุยกับบิลว่า ‘หนังต้องการตอนจบนะบิล’ ซึ่งเปิดประเด็นว่าบิลมีปัญหากับการเขียนตอนจบของหนัง แบบเดียวกับที่เขาเขียนหนังสือจบห่วยนั่นเอง

ปีเตอร์ บ็อกดาโนวิช หน้าตาเป็นแบบนี้

และสุดท้ายที่ต้องพูดถึงก็คือ แบรนดอน เครน (Brandon Craneที่มาแสดงเป็นนักธุรกิจที่อยู่ในห้องประชุมทางไกล ในฉากเปิดตัวของ เบน (เจย์ ไรอัน Jay Ryan) และตาเครนนี่ล่ะก็คือนักแสดงที่เล่นเป็นเบนตอนเด็ก ในฉบับมินิซีรีส์โทรทัศน์ของ IT เมื่อปี 1990 นั่นเอง ทีมงานนี่ก็สร้างก็ช่างสรรหามาคามิโอนะ

แบรนดอน เครน เทียบตอนเด็กกับตอนโต

4. มตูริน

หืม คือไรนะ? แต่แฟนนิยายของคิงคงเก็ตล่ะ เพราะในจักรวาลของหนังสือคิง จากเรื่อง The Dark Tower ของคิงก็มีการอ้างถึงเต่าผู้พิทักษ์ตนหนึ่งนามว่า มตูริน (Maturin) ผู้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 12 ตนที่คุ้มครองเส้นแสงค้ำจุนหอคอยไว้ และเจ้ามตูรินนี่เองก็เป็นดั่งเทพขั้วตรงข้ามกับปีศาจตัวตลกเพนนีไวส์ด้วย ในนิยายช่วงเด็ก บิล ได้ประกอบพิธีกรรมแห่งชู้ดเพื่อปราบเพนนีไวส์ และได้พบกับมตูรินนี่เอง

มตูริน จาก The Dark Tower

โดยในหนังภาคนี้ก็มีฉากที่เบนกลับไปยังโรงเรียนเพื่อค้นหาอดีตของตน ซึ่งจะเห็นโมเดลเต่าเป็นอีสเตอร์เอ้กถึงมตูรินนี้ด้วย ในฉบับตัดต่อเดิมนั้นจะมีแากเกี่ยวกับเต่าที่ใหญ่กว่านี้แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายทีมงานก็เลือกจะตัดออกไป แต่ทั้งนี้ตัวผู้กำกับก็ใบ้ว่าเราอาจได้เห็นฉากเต่านี้ในหนังฉบับเพิ่มฉากที่อาจออกมาในรูปแบบแผ่นภายหลังก็ได้นะ

5. มินิซีรีส์ IT ปี 1990

นอกจากการมารับเชิญของเครนแล้ว หนังภาคนี้ยังคารวะผลงานมินิซีรีส์ปี 1990 ของ ทิม เคอรร์รี่ (Tim Curry) อีกหลายอย่าง เช่น ในฉากที่บิลไล่ตามเด็กชายที่กำลังตกเป็นเหยื่อของเพนนีไวส์ไปในบ้านกระจกเงาในสวนสนุก เขาต้องวิ่งผ่านตุ๊กตาตัวตลกที่แกว่งไปมา และพวกตุ๊กตานี้เองก็แต่งชุดแบบเดียวกับเพนนีไวส์จากฉบับมินิซีรีส์นั้นด้วย

เพนนี่ไวส์ จากมินิซีรีส์ IT ปี 1990
ตุ๊กตาในหนังฉบับใหม่

6. ชายผู้แต่งงานกับแม่ตัวเอง

อันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ๆ ในหนังหรอก แต่เรากำลังพูดถึงเอ็ดดี้ ตัวละครที่อยู่ใต้อิทธิพลของแม่ในวัยเด็กจนโตมาก็ยังอยู่ในสายตาแม่ของเขาตลอดเวลา การหนีไม่พ้นภาพเงาแม่ของเขาเองนี้ ยังสะท้อนมาในการเลือกคู่ด้วย เพราะภรรยาของเอ็ดดี้อย่าง ไมร่า นั้นมีรูปร่างลักษณะเหมือนแม่ของเอ็ดดี้ในหนังภาคแรกไม่มีผิดเพี้ยน และถ้าคุ้นรู้สึกคุ้นอย่างบอกไม่ถูก ใช่แล้วครับ นักแสดงที่เล่นเป็นไมร่าภรรยาของเอ็ดดี้ในหนังภาคนี้ และแม่ของเอ็ดดี้ในหนังภาคแรกคือนักแสดงคนเดียวกัน นั่นคือ มอลลี่ แอตคินสัน (Molly Atkinson) นั่นเอง ทีมงานนี่เขาใส่ใจรายละเอียดดีเหลือเกินนะ

มอลลี่ แอตคินสัน

7. นักเขียนนิยายสยองแห่งยุคอีกคนหนึ่งนอกจาก คิง

ในยุคเดียวกับคิง ยังมีนักเขียนนิยายสยองอีกคนที่โด่งดังไม่แพ้กัน เขาคือ ดีน คุนต์ส (Dean Koontz) ทั้งคู่เหมือนคู่แข่งที่มีชื่อเสียงในวงการเดียวกัน ในโมงยามเดียวกัน แม้แท้จริงแล้วทั้งคู่ก็ไม่ใช่อริกันเลยไม่ค่อยพูดถึงกันในทางไม่ดีด้วยซ้ำ แต่ก็มีครั้งหนึ่งที่คิงนำคุนต์สมาใส่ในหนังสือของเขาราวปี 1980-1985 นั่นก็คือเรื่อง IT นี่เอง โดยในนิยายตัวละคร เฮนรี่ โบเวอร์ส (ทีช แกรนต์ Teach Grant) ที่อยู่ในโรงพยาบาลบ้า ถูกเฝ้าดูโดยตัวละครที่ชื่อ จอห์น คุนต์ส ด้วย

Dean Koontz

ดีน คุนต์ส

และในหนังภาคนี้ ตัวละคร จอห์น คุนต์ส ก็ถูกนำมาใส่ในหนังแบบที่ต้องแฟนตัวจริงเท่านั้นถึงจะรู้ โดยในฉากที่โบเวอร์สจะหนีจากโรงพยาบาลบ้า มี รปภ. ที่เฝ้ากะดึกกำลังดูคลิปสุนัขจากมือถืออยู่ และเขาคนนี้นี่ล่ะคือคุนต์ส เพราะแฟน ๆ ของดีน คุนต์ส ต่างรู้ดีว่าเขาเป็นคนรักน้องหมามากคนหนึ่งเลยทีเดียว

8. แมงมุม

ในฉากที่แก๊งขี้แพ้ได้กลับไปยังบ้านของเพนนีไวส์ เหล่าตัวละครอย่าง ริชชี่ (บิล เฮเดอร์ Bill Hader) เอ็ดดี้ และ บิล ต้องเผชิญกับศพของเพื่อนรักที่ฆ่าตัวตายไปก่อนอย่าง สแตน (แอนดี้ บีน Andy Bean) ที่หัวหลุดออกมาแล้วมีขาของแมลงแทงออกมาจากหัว ดูคล้ายแมงมุมหัวมนุษย์ (ฉากนี้หลอนครีเอทมาก) เป็นฉากที่อ้างอิงไปฉากคล้ายกันในหนัง The Thing (1982) ของผู้กำกับ จอห์น คาร์เพนเตอร์ (John Carpenter) ซึ่งริชชี่เองเห็นหัวแมงมุมก็ได้สบถคำเดียวกับตัวละครในหนัง The Thing ด้วยไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า ‘เชี่ยมึงต้องอำกูเล่นแน่ ๆ’ 


แมงมุมหัวมนุษย์จาก The Thing

นอกจากนั้นหนัง The Thing ยังถูกอ้างถึงอีกครั้งในฉากที่ริชชี่กับเอ็ดดี้ต้องเลือกประตูแห่งความกลัว ซึ่งน้องหมาในฉากนี้มีรูปลักษณะคล้ายน้องหมากลายพันธุ์ในหนัง The Thing ด้วยนั่นเอง

ส่วนแมงมุมนั้น ยังคงเป็นกิมมิกที่หนัง IT ใช้ในฉากสำคัญ ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นร่างสุดท้ายของเพนนีไวส์ที่คล้ายแมงมุมยักษ์ และในฉบับนิยายก็มีฉากที่เบนเผชิญกับความกลัวแมงมุมที่วางไข่มากมายที่กำลังฟักตัว และเขาต้องทำลายให้หมด ซึ่งในหนังภาคนี้ก็เป็นเบนนี่เองที่มาทำลายหัวแมงมุมของสแตนในที่สุด

9. ประตูแห่งความกลัวภาคต่อ

ในฉากที่ริชชี่และเอ็ดดี้ต้องเลือกประตูแห่งความกลัวนั้น ในหนังภาคแรกเมื่อปี 2017 เป็นตัวละครริชชี่กับบิลวัยเด็กที่ต้องเผชิญกับประตูแห่งความกลัว และครั้งนั้นเป็นริชชี่ที่เลือก ‘ประตูที่ไม่น่ากลัวอะไรเลย’ แล้วได้เจอกับศพของเด็กหญิงเบ็ตตี้ ริปสัน ที่มีแค่ครึ่งท่อนบนห้อยอยู่ ในตอนนั้นริชชี่สบถเสียงดังอย่างหวาดกลัวว่า ‘เชี่ยเอ้ยขาเธอหาไปไหน’ และในภาคนี้เมื่อริชชี่ตอนโตเลือกเปิด ‘ประตูที่น่ากลัวสัส ๆ’ เขาก็ได้เห็นท่อนล่างของเบ็ตตี้ที่หายไปวิ่งมาหาเขาแทน เรียกว่ามาตอบคำถามของริชชี่ตอนเด็กเป๊ะเลย น่ากลัวเกิ้น

ประตูแห่งความกลัวกลับมาอีกครั้ง

10. จอห์นนี่อยู่นี่แล้ว!

หนึ่งในอีสเตอร์เอ้กที่แฟนหนังสยองน่าจะหาเจอง่าย ๆ อีกฉาก ก็คือฉากที่ เบฟ (เจสสิก้า แชสเทน Jessica Chastain) ถูกโยนไปในภาพหลอนที่เธอถูกขังในห้องน้ำโรงเรียน และโดนใครต่อใครพยายามบุกทำลายประตูเข้ามาทำร้ายเธอ ไม่ว่าจะเป็นสามีจอมโหดของเบฟ พ่อของเธอในวัยเด็ก หรืออีกหนึ่งตัวละครสำคัญอย่างอดีตศัตรูตัวฉกาจของแก๊งขี้แพ้อย่าง เฮนรี โบเวอร์ส  ซึ่งก็พยายามแหวกหน้าผ่านช่องประตูมาพร้อมประโยคสุดคลาสสิกอย่าง ‘Here’s Johnny!’ ที่สื่อประมาณว่า ขอเชิญพบกับจอห์นนี่ เพราะมันคือประโยคเปิดรายการฮิตหลายยุคของอเมริกาอย่าง The Tonight Show Starring Johnny Carson (ออกอากาศยาวนานตั้งแต่ปี 1962 – 1992) ที่จะเปิดตัวพิธีกรของรายการ และถูกนำมาใช้ในหนังระดับมาสเตอร์พีซเรื่อง The Shining ผลงานดัดแปลงนิยายของคิงจากฝีมือผู้กำกับ สแตนลีย์ คูบริก (Stanley Kubrick) ที่ แจ็ก นิโคลสัน (Jack Nicholson) ใช้พูดในฉากขวานจามประตูสุดคลาสสิกนั่นเอง

11. เพื่อนไม่มีวันตาย

ในฉากสุดท้ายของหนัง บิลกำลังเขียนหนังสือหลังผ่านเรื่องราวทั้งหมดมา ซึ่งประโยคที่เขาเขียนนั้นก็คือ ‘บางที นั่นอาจจะมีแค่เพื่อนกัน’ โดยเป็นประโยคที่ตัดตอนจากนิยาย ในช่วงห้วงความคิดของเอ็ดดี้ที่จริงแล้วกล่าวไว้เต็ม ๆ ว่า ‘บางทีมันอาจไม่มีทั้งเพื่อนที่ดีหรือเพื่อนที่เลว – บางทีมันอาจจะมีแค่เพื่อนกัน เพื่อนที่จะอยู่ข้างคุณยามที่คุณเจ็บและเขาพร้อมจะช่วยให้คุณไม่รู้สึกเดียวดาย บางทีมันก็คุ้มที่เราต้องเผชิญความกลัว เผชิญความหวัง และมีชีวิตต่อไป บางทีก็อาจคุ้มที่จะตายเพื่อมันด้วยหากจำเป็น ไม่มีเพื่อนที่ดีหรอก เพื่อนที่เลวก็เช่นกัน มันมีแค่คนที่คุณอยากจะอยู่ด้วย ผู้คนที่จะอาศัยอยู่ในหัวใจของเราเท่านั้นเอง’  

แก๊งขี้แพ้ในวันที่อยู่กันพร้อมหน้า

อย่างซึ้งเลย และหนังภาคนี้ก็มีฉากจบที่เล่าผ่านจดหมายที่สแตนเขียนทิ้งไว้ให้เพื่อนทุกคน ซึ่งก็เป็นอะไรที่ซึ้งใจในมิตรภาพและเห็นมิติความคิดคำนึงของตัวละครสำคัญ ว่าที่จริงแล้วเพื่อนไม่เคยทิ้งกัน และบางทีคนที่ขี้ขลาดก็อาจกล้าหาญอย่างไม่น่าเชื่อเพื่อเพื่อน ๆ ของเขา เรียกว่าซึ้งไม่แพ้กันเลยทีเดียว

12. หนังสือของไมค์

ในหนังภาคนี้ ไมค์ (ไอเซห์ มุสตาฟา Isaiah Mustafa) เป็นตัวละครเดียวในกลุ่มขี้แพ้ ที่ยังคงอาศัยอยู่ในเมืองเดอร์รีตลอดระยะเวลา 27 ปี และเขาก็ไม่เคยลืมเรื่องของเพนนีไวส์เลย โดยตลอดมานั้นเขาได้ทำการสืบหาตำนานเรื่องเล่าและข้อมูลทุกอย่างเพื่อเอาชนะเพนนีไวส์ให้ได้อีกครั้ง และหนังสืออ้างอิงที่เขาใช้ก็คือ A History of Old Derry หรือ ประวัติศาสตร์ของเมืองเดอร์รีโบราณ ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนโดย แบรนสัน บัดดิงเจอร์ ตัวละครสำคัญในนิยาย IT ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ไว้ด้วยนั่นเอง

mike from it chapter 2

ไมค์ผู้ยังคงอยู่รอรับมือกับเพนนีไวส์เพียงลำพังตลอด 27 ปี

13. ตัวเลข 27

ในนิยาย เพนนีไวส์ จะกลับมาล่าเด็ก ๆ ในทุก ๆ รอบ 27 ปี และเลข 27 นี้ก็มีความสำคัญมาก ถึงขนาดที่ผู้สร้างหนังฉบับนี้เอามาใช้เป็นอีสเตอร์เอ้กผ่านการออกฉายที่ต้องสังเกตกันดี ๆ เลย เพราะหนังภาคแรกก็ปล่อยมาในปี 2017 เป็นเวลา 27 ปีหลังจากฉบับมินิซีรีส์ปี 1990 พอดี และหนังภาคแรกก็ออกฉายในวันที่ 8 กันยายน 2017 ซึ่งถ้าแตกเลขออกมาก็จะได้ว่า 8/9/2017 และเมื่อนำเลขแต่ละตัวมาบวกกันก็จะได้ 8+9+2+0+1+7 = 27 พอดีด้วย และถ้าคิดว่าบังเอิญล่ะก็ หนังภาคนี้ก็ออกฉายวันที่ 6 กันยายน 2019 หรือก็คือ 6+9+2+0+1+9 = 27 อีกเช่นกัน ดูดิพิถีพิถันกับอีสเตอร์เอ้กเข้าขั้นโรคจิตกันเลยทีเดียวนะเนี่ย บรื๋อ!

เพนนีไวส์จะกลับมาทุก ๆ รอบ 27 ปี

“นางนอน” (The Cave) ส่งตัวอย่างแรกทรงพลัง เปิดภารกิจช่วย 13 ชีวิตถ้ำหลวง

"นางนอน" (The Cave) ส่งตัวอย่างแรกทรงพลัง เปิดภารกิจช่วย 13 ชีวิตถ้ำหลวง

“นางนอน” (The Cave) ภาพยนตร์ที่สร้างจากภารกิจกู้ภัยที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน เมื่อปี 2561 ได้ปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์ออกมาให้ยลโฉม ผลงานการกำกับโดย “ทอม วอลเลอร์” ที่เป็นการถ่ายทอดภารกิจช่วยเหลือทีมฟุตบอลเยาวชนทั้ง 13 ชีวิต ที่โด่งดังไปทั่วโลกจากมุมมองของอาสาสมัครชุดต่างๆ ที่ไม่เคยถูกเผยแพร่มาก่อน

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการแสดงที่ผสมผสานระหว่างนักแสดงมืออชีพกับอาสาสมัครผู้กล้าตัวจริงที่เคยเข้าร่วมภารกิจครั้งนี้มาก่อน นำโดย จิม วอร์นี่ นักดำน้ำชาวเบลเยี่ยม, เอริก บราวน์ ครูสอนดำน้ำชาวแคนาดา, ถันเซี่ยวหลง ครูสอนดำน้ำในถ้ำชาวจีน, มิกโก พาซี นักดำน้ำชาวฟินแลนด์ หรือ นภดล นิยมค้า ผู้ส่งเครื่องสูบน้ำพญานาค

พร้อมกับสมทบด้วยทีมนักแสดงคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น นิรุตติ์ ศิริจรรยาไมเคิล เชาวนาศัยแม็กกี้-อาภา ภาวิไลจำปา แสนพรม และ เบสท์-เอกวัฒน์ นิรัตน์วรปัญญา นักแสดงหนุ่มดาวรุ่งที่เพิ่งได้รับการเปิดเผยว่ารับบทเป็น โค้ชเอกพล

ภาพยนตร์ นางนอน (The Cave) มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ ในประเทศไทย แต่ก่อนหน้านั้นจะทำการฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลหนัง BFI London Film Festival ประเทศอังกฤษ ช่วงเดือนตุลาคมนี้

แฟน Star Wars คาดการณ์ ทั้งดาร์กเรย์และเรย์อาจเป็นร่างโคลนของพัลพาทีน

หลังจากที่ได้ชมตัวอย่างที่สองของ Star Wars : The Rise of Skywalker แฟนๆสตาร์วอร์สคงได้ตื่นตาตื่นใจกับการปรากฏตัวของตัวละครเรย์ด้านมืดที่มาพร้อมกับไลท์เซเบอร์สองท่อนสีแดงเพลิง กับปมปริศนาที่ชี้ชวนให้ขบคิดว่าแท้จริงแล้วเธอคือใคร เรย์จะเข้าสู่ด้านมืดในภาคนี้อย่างนั้นหรือ หรืออาจจะเป็นไปตามทฤษฎีที่แฟนๆคิดกันว่าดาร์กเรย์นั้นคือร่างโคลนและอาจจะรวมไปถึงตัวเรย์จริงๆด้วย !!!

ในขณะที่เรื่องราวและรายละเอียดของหนังสตาร์วอร์สในภาคนี้ยังถูกอุบไว้จากตัวผู้กำกับ เจ.เจ. แอบรัมส์ และ ลูคัสฟิล์ม เหล่าบรรดาแฟนๆก็ไม่รอคำตอบใดๆ แต่พยายามที่จะค้นหาคำตอบว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภาคนี้ ประเด็นนึงที่ได้รับความสนใจและค่อนข้างจะสร้างความมั่นใจให้แฟนๆนั่นก็คือ เสียงหัวเราะของตัวละคร “พัลพาทีน” หรือ ดาร์ธ ซิเดียส ที่ดังก้องในช่วงท้ายของตัวอย่างแรก ซึ่งทำให้แฟนๆมั่นใจว่า พัลพาทีนจะต้องกลับมาในภาคนี้และมีบทบาทสำคัญต่อเนื้อเรื่องอย่างแน่นอน

แล้วพัลพาทีนจะกลับมาแบบไหน ทำได้อย่างไร และเกี่ยวข้องอะไรกับดาร์กเรย์หรือไม่ ต่อไปนี้คือทฤษฎีของแฟนๆ

“แท้จริงแล้วดาร์กเรย์เป็นเพียงภาพนิมิต”

ก่อนที่จะไปหาความเกี่ยวข้องของ พัลพาทีนกับดาร์กเรย์ ต้องเคลียร์ประเด็นเรื่องของดาร์กเรย์ก่อน ลองมาคิดดูว่าภาพของดาร์กเรย์ที่เห็นในตัวอย่างอาจปรากฎในหนังจริงแค่เพียงเล็กน้อย และมาในรูปแบบของนิมิต (Force Vision) ซึ่งที่จริงแล้วก็อาจเป็นไปได้ แต่แฟนๆเชื่อว่าผู้สร้างคงไม่ทำเช่นนั้น เพราะมันจะเป็นการทำลายความคาดหวังของคนดู ที่อยากจะเจออะไรที่มันพีคๆในภาคนี้ แต่สุดท้ายแล้วก็เหมือนโดนตัวอย่างหลอกไปอย่างนั้น

แล้วถ้าหากว่ามันไม่ได้เป็นภาพนิมิตล่ะ แต่มีดาร์กเรย์จริงๆ ทีนี้ก็ต้องมาคิดกันแล้วล่ะว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือเรย์จะก้าวเข้าสู่ด้านมืด เหมือนที่อนาคินเป็นอย่างนั้นหรือ ? แล้วถ้าไม่ใช่มันมีเหตุผลอะไรมารองรับอีก

“หรือที่จริงแล้วเรย์นั้นคือร่างโคลนของพัลพาทีน”

ทีนี้ก็มาถึงจุดเชื่อมโยงของสองประเด็นแล้ว คือเรื่องพัลพาทีนกับเรย์  ข้อมูลจากคอมิกส์ Darth Vader ที่เขียนโดย Charles Soule เผยว่า พัลพาทีนได้มุ่งมั่นในการค้นคว้าเรื่องราวความเป็นไปได้ในการฟื้นคืนชีพ นั่นทำให้เขาสามารถรู้ได้ว่ามันมีความเป็นไปได้ โดย พัลพาทีน ได้ทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า ไคโล เพื่อหาทางในการก้าวข้ามขีดจำกัดของพลังฟอร์ซ และก้าวข้ามความตาย นั่นคือการสร้างร่างโคลนเพื่อถ่ายโอนจิตสำนึกลงไปในอนาคต นอกจากนี้ในคอมิกส์ Dark Empire ที่เขียนโดย Tom Veitch ยังได้พูดถึงไอเดียของพัลพาทีนที่สามารถถ่ายโอนจิตสำนึกลงไปในร่างโคลน และใช้ร่างโคลนนั้นในการดำรงชีวิต

ซึ่งพอมีเรื่องนี้แล้วก็คงทำให้พอนึกออกได้ว่า พัลพาทีนนั้นจะกลับมาได้อย่างไรและมาในรูปแบบไหน แล้วทีนี้ถ้าดาร์กเรย์คือร่างโคลนของพัลพาทีนจริงๆแล้วเรย์ตัวจริงล่ะจะเป็นอะไร ?

“หากเรย์เป็นร่างโคลนมันจะช่วยตอบข้อสงสัยบางอย่างได้ใน Last Jedi”

มีหลายประเด็นที่ชวนขบคิดจากใน Star Wars: The Last Jedi เช่นเรื่องชาติกำเนิดของเรย์ ที่ไคโลตอบเธอว่า พ่อแม่ของเธอไม่ได้เป็นใครที่ไหนทั้งนั้น เป็นแค่ไอ้ขี้เมาที่ขายเธอเพื่อเอาเงินมาดื่มเหล้าก็เท่านั้นเอง  นอกจากนั้นในฉากที่เรย์เข้าไปในถ้ำที่ Ahch-Toh และพยายามหาคำตอบเรื่องพ่อแม่ของเธอ เธอได้สัมผัสกับกระจกดำ ซึ่งปรากฏแต่เพียงภาพร่างของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีที่สิ้นสุด

ซึ่งนี่อาจจะไม่ได้มีอะไรผิดพลาดแต่เป็นคำตอบอยู่ในตัวเองแล้วว่า ครอบครัวของเรย์นั้นก็คือร่างโคลนทั้งหลายที่คล้ายคลึงกับเธอนั่นเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าพัลพาทีนจะไม่ได้สร้างร่างโคลนแค่เพียงตัวเดียว หากแต่สร้างไว้เป็นกองทัพ และทั้งเรย์ตัวจริงและดาร์กเรย์ต่างก็เป็นหนึ่งในครอบครัวร่างโคลนนี้นั่นเอง

“ในภาคนี้เราจะได้เห็นเรย์มาฟาดฟันกับดาร์กเรย์”

พอมาคิดถึงประเด็นนี้ก็มันส์เลยล่ะ เพราะอย่างที่รู้กันว่าภาคจบของไตรภาคนั้นมักมีฉากที่ยิ่งใหญ่ กับการปะทะกันครั้งสุดท้ายที่อิ่มเอมและสมใจผู้ชม ซึ่งสำหรับไตรภาคนี้มันก็คงเป็นอะไรไปไม่ได้เลย หากจะไม่ใช่เรย์ปะทะกันกับดาร์กเรย์ (หากทฤษฎีเหล่านี้ที่คิดมามันเป็นจริงนะ) ซึ่งเชื่อได้ว่าจะนำมาซึ่งความสุขสมของคนดูเป็นแน่แท้

หากพยายามหาเหตุผลในเรื่องนี้คำตอบที่ดูสมเหตุสมผลที่สุดก็คงเป็นว่า เมื่อพัลพาทีนได้สร้างครอบครัวร่างโคลนของเรย์ทั้งหลายเอาไว้แล้วนั้น ได้มีผู้ช่วยของเขาที่วันหนึ่งเกิดนึกต่อต้านขึ้นมา (หรือมีเหตุผลอะไรบางอย่าง) แล้วพาร่างเรย์ออกไป และพาไปไว้ในที่ที่ปลอดภัย และพ่อแม่(ปู้เมาหยำเป)ของเรย์ที่ไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆก็เลยเป็นคนเลี้ยงดูเรย์มา  ส่วนร่างที่จะเป็นดาร์กเรย์ก็ถูกเลี้ยงดูและฝึกฝนเพื่อวันหนึ่งจะได้ก้าวไปสู่การเป็นเจ้าแห่งด้านมืด

ซึ่งถ้าเรื่องนี้เป็นจริงมันก็มีความเป็นไปได้สูงเลยที่เราจะได้เห็นเรย์มาปะทะกับดาร์กเรย์ซึ่งพอคิดดูแล้ว มันจะทำให้สตาร์วอร์สภาคนี้มีตอนจบที่ grand finale สะใจแฟนๆเลยทีเดียวเชียวล่ะ

สุดท้ายแล้วคำตอบจะคืออะไร เป็นจริงตามนี้หรือไม่ คงต้องไปค้นหาคำตอบกันธนวาคมนี้ในโรงภาพยนตร์