โจ นูโว จวกหนัง The Cave นางนอน ห่วย ทั้งโรงมี 8 คน มันจบละครับนาย

          มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย ภายหลังหนังเข้าโรง สำหรับภาพยนตร์เรื่อง The Cave นางนอน เช่นเดียวกับ นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง หรือ ผู้ว่าฯ ทีมหมูป่า ก็ตำหนิ ทอม วอลเลอร์ ผู้กำกับลูกครึ่งไอริช-ไทย ถึงเนื้อหาบางส่วนที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เฉพาะมุกเสียดสีโจมตีระบบราชการไทย แถมมีฉากที่ทีมงานนำท่อมาช่วยสูบน้ำ แต่โดนข้าราชการคนหนึ่งไล่ให้กลับไปเก่งที่นครปฐม ซึ่งต่อมาผู้ว่าฯ ยอมรับว่าตนเองไม่อนุญาตให้เข้าไปในถ้ำ เพราะเกรงว่าจะไปเพิ่มก๊าซที่เป็นอันตรายต่อผู้ประสบภัยนั้น

ภาพจาก Instagram joejirayut

          โดยกระแสดังกล่าวยังถูกพูดถึงในวงกว้าง เช่นเดียวกับ โจ นูโว นักร้องชื่อดัง ก็แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยมีการโพสต์โปสเตอร์หนังลงอินสตาแกรม พร้อมระบุว่า
 ถ้าว่างจะไปดู แต่ถ้าไม่ว่างดู ก็เพราะเราภูมิใจ ความสามัคคีของคนไทยเรียบร้อยแล้ว และน้อง ๆ ก็ปลอดภัยแล้ว คำถามคือทำไมต้องทำหนัง หรือถ้าจะทำ ทำไมประเทศเราไม่ทำเอง (มันจบละครับนาย)

ภาพจาก Instagram joejirayut

          ต่อมามีคนเข้ามาแย้งว่า “มันคือหนังไทยนะพี่โจ ผกก. เป็นฝรั่งชื่อ ทอม วอลเลอร์ ทำ แต่หนังไทยนะพี่” ก่อนที่ โจ นูโว จะตอบกลับสั้น ๆ ว่า “ก็ไม่ดูไง”

         และล่าสุด (27 พฤศจิกายน 2562) มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก เตชะ ทับทอง โพสต์ว่า ทำหนังคนดูไม่ถึงเป้า โรงถอดโปรแกรมออกเร็ว ก็ไปโยงว่าข้าราชการสั่งการ ตรรกะบิดเบือนนี่มันเท่จริง จากนั้น โจ นูโว ก็เข้าไปคอมเมนต์ระบุว่า “คุณเกี๊ยง ไปดูมาวันนี้ รอบทุ่ม มี 8 คน เราอย่าให้วิกฤตของคนในชาติ ไปทำกำไรให้คนอื่น” และบอกอีกว่า “ท่าทางหนังแม่งห่วย”

ภาพจาก เฟซบุ๊ก เตชะ ทับทอง

รื้อฟื้นความทรงจำถึง 5 ประเด็นสำคัญจาก Frozen 1 ก่อนไปชม Frozen 2

รู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านไปไม่กี่ปีเองนะกับหนังแอนิเมชัน Frozen ภาคแรก เรายังคงได้ยินเสียงเพลง Let It Go กันอยู่เรื่อย ๆ เลย แต่ถ้านับนิ้วเอาจริง ๆ ก็ผ่านไปถึง 6 ปีแล้วนะ ถึงวันนี้ถ้าใครได้ชมไปเพียงรอบเดียว คงจำเรื่องราวได้ไม่ครบถ้วนนัก วันนี้ Frozen II ก็เข้าฉายแล้ว เนื้อหาในภาคนี้ดำเนินต่อเนื่องจากภาคแรกด้วย ถ้าไปชมเลย อาจจะปะติดปะต่อเรื่องราวจากภาคแรกได้ไม่ครบถ้วนนัก เราเลยช่วยทำการบ้านให้ ด้วยการหยิบเอา 5 ประเด็นสำคัญจากภาคแรกมาย้อนความทรงจำให้ เพื่ออรรถรสในการชม Frozen II ได้อย่างราบรื่น

1.อดีตที่น่าเศร้าในวัยเด็กของ อันนา และ เอลซา

วัยเด็กของเอลซาและแอนนา

วัยเด็กของเอลซาและอันนา

อันนา และเอลซา เป็น 2 เจ้าหญิงแห่งอาณาจักรเอเรนเดลล์ ด้วยเหตุที่มีกันอยู่แค่ 2 พี่น้อง ทั้งคู่จึงใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก กิจกรรมโปรดของทั้งคู่คือการวิ่งเล่นด้วยกันรอบปราสาท แล้วเอลซาก็ใช้พลังวิเศษในการควบคุมหิมะของเธอ มาเล่นสนุกกับน้องสาว แต่ด้วยความซุกซนของทั้งคู่ก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เอลซาลื่นล้มแล้วพลาดทำให้แท่งน้ำแข็งจากมนต์วิเศษของเธอฟาดไปที่ศีรษะของอันนา เพื่อช่วยชีวิตของอันนาที่บาดเจ็บสาหัส กษัตริย์และราชินีแห่งเอเรนเดลล์ พ่อและแม่ของอันนาและเอลซา จึงรีบนำตัวอันนาไปที่หมู่บ้านโทรลล์ที่แอบซ่อนอยู่ในหุบเขา เพื่อให้โทรลล์ผู้มีพลังวิเศษในการรักษาได้ช่วยชีวิตอันนา โทรลล์ช่วยชีวิตอันนาไว้ได้ แต่อันนาจะสูญเสียพลังวิเศษและความทรงจำ อันนายังคงมีความทรงจำเพียงเล็กน้อยถึงความสนุกที่ได้วิ่งเล่นกับเอลซา แต่เธอจะจำเรื่องพลังวิเศษของเอลซาไม่ได้อีกเลย

เมื่ออันนาหายดี กษัตริย์และราชินี ตัดสินใจจับลูกสาวทั้งสองแยกจากกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นอีก แล้วยังปิดประตูปราสาทไม่ต้อนรับบุคคลภายนอกอีกด้วย ทั้งคู่ต่างแยกกันอยู่อย่างโดดเดี่ยว เอลซาใช้เวลาว่างของเธอไปกับการฝึกควบคุมพลังวิเศษ ส่วนอันนาก็คุยกับภาพเขียนบนผนังอยู่คนเดียว แต่แล้วเรื่องร้ายในเอเรนเดลล์ก็ยังเกิดขึ้นอีก เมื่อกษัตริย์และราชินีต้องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเรือล่ม

2.พลังน้ำแข็งอันลึกลับของเอลซา

แอนนาตามหาเอลซาจนเจอ

อันนาตามหาเอลซาจนเจอ

เมื่อทั้งคู่เติบโตเป็นสาว เอลซาก็พร้อมแล้วที่จะขึ้นครองราชบัลลังก์แห่งเอเรนเดลล์ แล้วเธอก็พิสูจน์ตัวเองให้ได้เห็นว่าเธอมีคุณสมบัติพร้อมที่จะเป็นราชินีแห่งอาณาจักรนี้แล้ว โดยที่เหล่าข้าราชบริภารและพสกนิกรต่างไม่มีใครล่วงรู้ ถึงมนต์วิเศษของเอลซา ในวันที่ทำพิธีขึ้นครองราชย์ เธอต้องพยายามควบคุมสติตัวเองอย่างมากไม่ให้เผลอปล่อยพลังสร้างน้ำแข็งออกมาตลอดการทำพิธี เมื่อทุกอย่างเกือบจะผ่านพ้นไปด้วยดี จนกระทั่งปาร์ตี้ฉลองตำแหน่ง อันนาก็ปรากฏตัวขึ้น พี่น้องได้เจอกันคร้้งแรกหลังจากถูกแยกจากกันมาอย่างยาวนาน เอลซาเกิดสติแตกทันทีปล่อยพลังออกมาอย่างพลุ่งพล่าน ไม่สามารถควบคุมได้ เธอรีบวิ่งหนีไปจากเอเรนเดลล์ แต่เธอก็ได้ทำให้เอเรนเดลล์ได้กลายเป็นอาณาจักรที่อยู่ภายใต้ฤดูหนาวเหน็บไปตลอดกาล แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าเอลซาหนีไปอยู่ที่ใด

ห่างออกไปในดินแดนส่วนตัวของเอลซา เธอรู้สึกสบายใจที่ได้ปลดปล่อยพลังน้ำแข็งได้ตามใจชอบ พลังเธอกล้าแข็งขึ้นมาก สามารถสร้างทุกอย่างได้ด้วยพลังน้ำแข็งของเธอ แล้วความกล้าแข็งของพลังก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ภายในของเธอด้วย เราเห็นพลังอันน่ากลัวของเธอแล้ว แต่ในภาค 2 ที่ทิ้งช่วงห่างจากภาคแรกหลายปี เอลซาก็ยังพัฒนาพลังน้ำแข็งของเธอมากขึ้นไปอีก เธอยังค้นพบความสามารถใหม่ ๆ อีกมาก

3.คริสทอฟ คนรักของอันนา

คริสทอฟ

คริสทอฟ

เหตุเพราะอันนาเติบโตมาท่ามกลางความโดดเดี่ยวหงอยเหงา ทำให้เธอโหยหาความรักความสนใจมาตลอดโดยไม่รู้ตัว แล้วมันก็ทำให้เธอตกหลุมรักได้โดยง่าย ในคืนที่เอลซาขึ้นครองราชย์นั้น อันนาได้พบกับเจ้าชายฮาน เพียงได้รู้จักแค่ครู่เดียว อันนาก็ตกหลุมรักเขาอย่างจริงจัง และตกลงรับหมั้นเขาในคืนนั้นเลย โดยที่อันนาหารู้ไม่ว่า ฮานต้องการหมั้นหมายกับอันนา ก็เพราะเธอคือเจ้าหญิงแห่งเอเรนเดลล์ เมื่อได้สมรสกันก็จะทำให้ฮานเป็นกษัตริย์แห่งเอเรนเดลล์โดยปริยาย นั่นคือเป้าหมายของฮาน ในขณะที่อันนาออกไปตามหาเอลซา เธอก็ไว้ใจฮาน ด้วยการปล่อยให้เขาดูแลปกครองอาณาจักรเอเรนเดลล์ แต่ระหว่างที่ออกผจญภัยนั้น อันนาก็ได้เจออีกหนุ่มแปลกหน้านามคริสทอฟ แล้วเธอก็คิดว่านี่คือชายที่เธอรักด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ฉาบฉวย และเป็นพระเอกตัวจริงที่ยังอยู่กับอันนาต่อเนื่องมาถึงภาค 2

คริสทอฟเปิดตัวมาในรูปแบบที่ต่างจากพระเอกในการ์ตูนดิสนีย์ในรูปแบบนิยมที่เราคุ้นเคย ว่าต้องหล่อหรือเป็นเจ้าชาย แต่คริสทอฟเป็นชายชาวบ้าน ที่เสนอตัวช่วยอันนาตามหาเอลซา แล้วยังช่วยเตือนสติอันนาถึงการตกลงใจหมั้นหมายแบบไม่ยั้งคิด คริสทอฟเป็นชายที่มีเสน่ห์ แต่ขณะเดียวกันก็มีอดีตที่ค่อนข้างประหลาด เขามีความสัมพันธ์มาอย่างยาวนานกับเหล่าโทรลล์ที่เคยช่วยชีวิตอันนาเมื่อตอนเด็ก เขามีเพื่อนเพียงตัวเดียวนั่นก็คือ สเวน เจ้ากวางเรนเดียร์ ที่คริสทอฟบอกว่ามันพูดได้ แต่ที่จริงคือเขาทำเสียงแทนตัวมัน แม้ว่าเขาจะดูแปลกประหลาดไปสักนิด แต่เขาก็คือพระเอกตัวจริงของอันนา

4.โอลาฟ เจ้ามนุษย์หิมะที่ไม่มีวันละลาย

olaf

olaf

หลังจากเอลซาหนีหายไปจากเอเรนเดลล์ อันนาได้ออกตามหาเธอ แล้วเธอก็ได้ทำลายคำสาปแห่งหิมะ ในระหว่างทางที่ออกผจญภัยตามหานั้น อันนาได้พบกับโอลาฟ มนุษย์หิมะมีชีวิต ที่เอลซาสร้างมันขึ้นมาจากความทรงจำในวัยเด็ก ตอนที่เธอสร้างมนุษย์หิมะเล่นกับอันนา แต่ด้วยเวทมนตร์ที่แรงกล้าของเอลซา ทำให้โอลาฟเป็นมนุษย์หิมะที่มีความคิดจิตใจเป็นของตัวเอง

ท่ามกลางเรื่องราวดราม่าของเอลซา และอันนาน้้น โอลาฟคือตัวละครที่มีความน่ารักและเป็นสีสันของ Frozen อย่างแท้จริง โอลาฟเป็นตัวขโมยซีน สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้อย่างมาก กลายเป็นตัวละครที่คนดูรักและกลายเป็นสินค้าขายดีอีกมาก จากหลายฉากหลายตอนที่โอลาฟได้สร้างความจดจำต่อผู้ชม อย่างความใฝ่ฝันของโอลาฟ คือการอยากไปนอนอาบแดด ทั้ง ๆ ที่ตัวมันเป็นมนุษย์หิมะถ้าไปตากแดดก็ละลายอย่างแน่นอน หรือในช่วงท้ายเรื่อง ที่โอลาฟได้ช่วยชีวิตอันนาไว้จากภยันตราย แล้วทำให้รู้เจตนาที่แท้จริงของฮาน เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับอันนา โอลาฟจำต้องเสี่ยงชีวิตตัวเอง ด้วยการก่อกองไฟ อันนารู้ว่าถ้าโอลาฟทำเช่นนั้นตัวโอลาฟจะละลาย จึงออกปากห้าม แต่โอลาฟก็ตอบมาด้วยประโยคโคตรเท่ “บางคนก็มีค่าพอที่ผมจะยอมละลายให้” พอมาถึงฉากจบที่แฮปปี้เอนดิ้ง อันนาและเอลซาได้กลับมาอยู่ด้วยกัน เอลซาก็ตัดสินใจร่ายมนต์วิเศษอีกครั้งให้กับโอลาฟ ด้วยมนต์นี้จะทำให้โอลาฟเป็นมนุษย์หิมะที่ไม่มีวันละลาย

5.ความรักสามารถละลายใจที่เป็นน้ำแข็งได้

แอนนา โดนสาปเป็นน้ำแข็ง

อันนาโดนสาปเป็นน้ำแข็ง

ตามพลอตนิยมของเทพนิยายดิสนีย์ มักจะวนอยู่กับใจความที่ว่า “รักแท้ทำลายคำสาปได้” แต่กับ Frozen ก็ล้มเลิกพลอตนิยมนี้ซะแล้ว ในฉากที่อันนาตามหาเอลซาจนเจอ เธอพยายามขอร้องพี่สาวให้กับไปล้มล้างคำสาปที่เธอทำให้เอเรนเดลล์กลายเป็นเมืองหิมะตลอดกาลเสียที แต่แล้วเอลซาก็พลั้งมือยิงคำสาปใส่อันนาอีกครั้ง แล้วครั้งนี้มันทิ่มแทงมาที่หัวใจของอันนา เธอจึงมุ่งหน้าไปหมู่บ้านโทรลล์อีกครั้งเพื่อให้ช่วยแก้ไขคำสาปนี้ แต่โทรลล์บอกว่า “มีเพียงรักแท้เท่านั้นที่จะทำลายคำสาปนี้ได้” อันนานึกถึงเจ้าชายฮานทันที มุ่งหน้ากลับเอเรนเดลล์ เพื่อหวังว่าจุมพิตจากฮานจะล้างคำสาปนี้ได้ แต่กลับกลายเป็นว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เธอล่วงรู้ถึงเจตนาอันชั่วร้ายของฮานแทน

ชายคนต่อไปที่เธอนึกถึงก็คือ “คริสทอฟ” ในระหว่างที่ร่วมผจญภัยด้วยกันนั้น ทั้งคู่ต่างได้พัฒนาความสัมพันธ์ต่อกันโดยไม่รู้ตัว แต่ความคาดหมายที่อันนาคิด ก็ยังไม่ใช่คริสทอฟ ล่วงเลยมาจนถึงเหตุการณ์คับขัน เมื่อฮานเผยความชั่วร้ายของตน ด้วยการพยายมามฆ่าเอลซา ที่เป็นเสี้ยนหนามในการบัลลังก์ของเขา อันนากระโดดเข้ามาขวางระหว่างฮานกับเอลซา ทำให้เธอกลายเป็นน้ำแข็ง กลายเป็นว่าการกระทำของอันนา เป็นบทพิสูจน์ถึงความเสียสละด้วยความรักอย่างแท้จริง และนั่นคือชนวนที่หักล้างคำสาป กลายเป็นว่า “รักแท้ชำระล้างคำสาป” ที่อยู่คู่การ์ตูนดิสนีย์มาอย่างยาวนาน โดนตีความใหม่ในFrozen เสียนี่ ไม่จำเป็นว่ารักแท้จะต้องเป็นความรักระหว่างหนุ่มสาว ชายหญิงเสมอไปนะ เพราะประเด็นหลักใน Frozen คือความรักความผูกพันของ 2 ศรีพี่น้องเอลซา และอันนาการเสียสละของอันนา ทำให้เอลซา ซาบซึ้งความรักที่น้องสาวมีต่อเธอ และทำให้เอลซาได้รู้ว่าความรักนี่เองที่เธอสามารถใช้ควบคุมพลังน้ำแข็งของเธอได้ แล้วเธอก็ใช้มันลบล้างคำสาปที่เธอเคยสะกดเอเรนเดลล์ไว้ให้อยู่ภายใต้หิมะตลอดกาล

ติดตามความสนุกในการผจญภัยของสมาชิกแก๊งเดิม เอลซา,อันนา, คริสทอฟ. โอลาฟ และ สเวน ได้ใน Frozen II รอบนี้จะพาเราไปหาคำตอบว่าพลังหิมะของเอลซาเป็นมาอย่างไร

James Gunn ออกมาเปิดเผยว่า ใน Guardians of the Galaxy Vol. 3 จะยังไม่มี Adam Warlock

James Gunn ได้เปิดโอกาสให้แฟนๆ ถามคำถามตัวเขาผ่านทาง IG ส่วนตัว ซึ่งมันก็มีอยู่คำถามหนึ่งที่ได้ถูกถามออกไปว่า

“ใครจะเล่นเป็น Adam Warlock ใน Guardians 3”

ทางด้าน James Gunn จึงตอบออกไปง่ายๆ ว่า

“ผมไม่เคยบอกนะว่าจะมี Adam Warlock ในหนังเรื่องนี้”

James Gunn ออกมาเปิดเผยว่า ใน Guardians of the Galaxy Vol. 3 จะยังไม่มี Adam Warlock

ที่ผ่านมาตัวของ James Gunn เคยออกมาบอกว่าตัวละครอย่าง Mantis และ Ayesha จะมีบทบาทต่อไปใน Guardians of the Galaxy Vol. 3 รวมถึงตัวละครอย่าง Thor ด้วย

James Gunn ออกมาเปิดเผยว่า ใน Guardians of the Galaxy Vol. 3 จะยังไม่มี Adam Warlock James Gunn ออกมาเปิดเผยว่า ใน Guardians of the Galaxy Vol. 3 จะยังไม่มี Adam Warlock James Gunn ออกมาเปิดเผยว่า ใน Guardians of the Galaxy Vol. 3 จะยังไม่มี Adam Warlock

ซึ่งการที่มีคำถามแบบนี้โผล่ออกมาก็ไม่แปลก เพราะในฉาก Post Credit ฉากหนึ่ง ตัวละครของ Ayesha กำลังเพาะพันธุ์สิ่งมีชีวิตไว้ในดักแด้สีทอง ที่เธอบอกจะเอาไว้ทำลายเหล่า Guardians และเธอเรียกมันว่า “Adam” ไม่แน่มันอาจไม่ใช่ Adam Warlock และถ้าไม่ใช่ มันจะเป็น Adam ไหนกันนะ?

มันจึงเป็นที่น่าแปลกใจเหมือนกันว่าทำไมใน Guardians 3 ถึงไม่มีตัวละครนี้โผล่ออกมาสักที หรืออาจจะมาปรากฏตัวในหนังหรือซีรีส์สักเรื่องทาง Disney+ ก่อน เพราะทาง Marvel Studios/Disney ก็ได้ออกมาเปิดเผยถึง 7 โปรเจคที่มีแพลนกำหนดฉายในช่วง 2022-2023 แต่ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นเรื่องไหนกันแน่

ถึงอย่างไรก็ตามตอนนี้คงต้องรอ James Gunn ถ่ายทำ The Suicide Squad เสร็จก่อน แล้วถึงจะมาเริ่มถ่ายทำ Guardians 3 รอกันไปยาวๆ จ้าาา

ที่มา : hnentertainment.co , www.popsugar.com , www.cheatsheet.com

“คริส อีแวนส์” เปรยเป็นนัย “ผมไม่เคยบอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้” (เกี่ยวกับบทกัปตันอเมริกา)

หรือว่าเราอาจจะได้เห็น คริส อีแวนส์ กลับมาสวมชุด “กัปตันอเมริกา” อีกครั้ง? ในเร็ว ๆ นี้ยังไม่ใช่แน่นอน เพราะในเฟส 4 เฟส 5 ไม่มีหนังเรื่องไหนที่ดูจะเกี่ยวข้องกับกัปตันอเมริกาเลย แต่สำหรับแฟน ๆ ของกัปตันก็ยังคงคาดหวังอยู่เสมอ แม้ว่าเราต่างได้เห็นบทลงเอยของกัปตันอเมริกากันไปแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่แน่นะเพราะตัวคริส อีแวนส์ เองก็ไม่ได้ปฏิเสธโอกาสที่จะกลับมาพะบู๊ร่วมกับผองเพื่อนซูเปอร์ฮีโร่ของเขา อ้างอิงจากบทความของนิตยสาร Variety เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ได้สัมภาษณ์คริส อีแวนส์ และสคาร์เล็ต โจแฮนสัน ในบทสัมภาษณ์นั้น มีคำถามถึงคริส อีแวนส์ว่า ยังมีโอกาสที่เราจะได้เห็นเขากลับมาเป็นกัปตันอเมริกาอีกหรือไม่? และนี่คือคำตอบของคริส

ภาพจากนิตยสาร Variety

ภาพจากนิตยสาร Variety

“ถึงแม้ผมจะไม่เคยบอกว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้นะ เพราะผมก็ยังรักคาแรกเตอร์กัปตันอเมริกาอยู่ ไม่รู้สิตอนนี้ยังตอบอะไรไม่ได้ มันก็ไม่ยากหรอกถ้าจะตอบชัด ๆ ว่า “ไม่” แต่ผมก็ไม่รู้สึกกระตือรือร้นที่จะตอบว่า “ใช่” เช่นกัน เพราะตอนนี้ผมก็มีงานอื่นต้องทำอยู่เยอะเหมือนกัน ผมมองว่าเรื่องราวของกัปตันน่ะหาบทลงเอยได้สวยงาม เขาจบสิ้นภารกิจอันยาวนานได้อย่างสง่างามแล้วล่ะ ถ้าเผื่อว่าจะต้องมีการกลับไปเล่าเรื่องของกัปตันอีกครั้ง มันต้องไม่ใช่หนังที่ฉาบฉวยหวังแค่รายได้ เพราะว่าถ้ามีโอกาสนั้น คนดูจะต้องตื่นเต้นกันอย่างมาก พวกเขาต้องอยากรู้ว่ากัปตันจะออกมาอย่างไร เรื่องราวของกัปตันจะเป็นอย่างไร อีกหลายสิ่งหลายอย่างเลยล่ะที่จะต้องใส่เข้ามา แต่ยังไงมันก็ไม่ใช่เร็ว ๆ นี้หรอก”

จากคำตอบของคริส อีแวนส์ ก็พอเห็นได้ว่าเป็นคำตอบที่แบ่งรับแบ่งสู้ ไม่เชิงปฏิเสธถ้ามาร์เวลจะยังมอบโอกาสให้เขา เพราะวันนี้คริส อีแวน ก็เพิ่งจะอายุ 38 ปี ยังบู๊ได้อีกนาน แต่ถึงวันนี้คริส อีแวน ก็สวมชุดกัปตันอเมริกามาถึง 9 ปีแล้ว เปิดโอกาสให้เขาได้ไปลองบทบาทอื่นดูบ้าง เพราะหลาย ๆ สตูดิโอก็ล้วนอยากร่วมงานกับเขา  ถึงตอนนี้คริสก็มีงานแทบไม่ว่างเว้น แฟน ๆ ที่คิดถึงคริส ก็สามารถติดตามเขาได้ในทีวีซีรีส์ Defending Jacob ที่ปล่อยแพร่ภาพทาง Apple tv และธันวาคมนี้ก็รอพบเขาใน Knives Out แล้วตอนนี้ก็มีโพรเจกต์ใหม่ Jekyll รอเปิดกล้องอยู่อีก เรื่องนี้เขาจะได้ร่วมงานกับ รูเบ็น เฟลเชอร์ ผู้กำกับจาก Zombieland และ Venom งานชุกจริง ๆ

มาร์ก วาห์ลเบิร์ก อยู่ในระหว่างเจรจาเข้าร่วมโปรเจกต์ Uncharted กับ ทอม ฮอลล์แลนด์

อีกหนึ่งโพรเจกต์หนังที่ดัดแปลงจากวิดีโอเกมดัง Uncharted ที่มี ทอม ฮอลล์แลนด์ สแตนด์บายในบท นาธาน เดรก พระเอกของเรื่องรออยู่นานแล้ว หนังยังมีอีกบทนำ นั่นก็คือ “ซัลลี่” พี่เลี้ยงของ นาธาน เดรก ซึ่งทีมผู้สร้างกำลังเจรจาทาบทามให้ มาร์ก วาห์ลเบิร์ก มารับบทนี้อยู่ ถ้าการเจรจาเป็นผลสำเร็จ Uncharted จะเป็นหนังที่มีทีมดารานำระดับแม่เหล็ก เรียกผู้ชมได้อย่างมากอีกเรื่องในปีหน้านี้

หน้าตาของ ซัลลี่ และ นาธาน เดรก จากเกม Uncharted

หน้าตาของ ซัลลี่ และ นาธาน เดรก จากเกม Uncharted

แม้ว่า Uncharted จะเป็นโปรเจกต์ใหญ่ ที่มีฐานแฟน ๆ จากวิดีโอเกมทั่วโลก แต่ก็นับว่านี่เป็นโปรเจกต์ที่คืบหน้าไปอย่างยากเย็น หนังถูกเตรียมการสร้างมาตั้งแต่ปี 2017 แต่ก็มีการเปลี่ยนตัวทีมงานไปแล้วมากมาย ทั้งนักแสดงนำและผู้กำกับ , เดิมที มาร์ก วาห์ลเบิร์ก มีชื่ออยู่ในโปรเจกต์นี้ตั้งแต่แรกแล้ว ในช่วงแรกนั้น เดวิด โอ.รัสเซลล์ ผู้กำกับรุ่นเก๋าที่เคยร่วมงานกับ มาร์ก วาห์ลเบิร์ก จากหนัง Three Kings (1999) จึงวางตัวมาร์ก ในบท นาธาน เดรก พระเอกของเรื่องเสียด้วยซ้ำ แล้วมีการทาบทาม ไบรอัน แครนสตัน ในบทซัลลี่แทน แต่หนังก็ล่มไปตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมการสร้าง โปรเจกต์ถูกแขวนไว้ยาวนานจนกระทั่งได้ ทอม ฮอลแลนด์ มาเป็น นาธาน เดรก แล้วปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้เล่าเรื่องราวของนาธานในวัยหนุ่มแทน ส่วนซัลลี่จะเป็นนักล่าสมบัติชาวอเมริกัน ที่ภาพพจน์ของเขาเป็นนักธุรกิจจอมเจ้าเล่ห์ ซัลลี่พยายามฝึกฝนนาธาน ให้มาเป็นนักล่าสมบัติแล้วทำงานเสี่ยงชีวิตแทนตัวเขา ก็ดูเหมือนซัลลี่จะไม่ใช่บทที่ดูขาวสะอาดนักนะ

หลังจาก เดวิด โอ.รัสเซลล์ บอกลาโปรเจกต์ไป ก็ได้ ชอว์น เลวี (Night at the Museum: Battle of the Smithsonian , Reel Steel) มารับช่วงแทน แต่ก็อยู่กับโปรเจกต์ไม่นาน ก็บอกลาไปอีกคน รายต่อไปก็คือ แดน แทรตเชนเบิร์ก ผู้กำกับจาก 10 Cloverfield Lane ก็เข้ามาแทน แล้วก็บอกลาไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี่เอง สุดท้ายหนังก็มาลงตัวที่ ทราวิส ไนต์ ผู้กำกับที่มาจากสายแอนิเมชัน Kubo and the Two Strings แล้วก็ขยับมากำกับ Bumblebee ซึ่งน่าจะลงตัวที่ทราวิส ไนต์ นี่แล้วล่ะ ส่วนบทภาพยนตร์ตกเป็นหน้าที่ของ เรฟ จัดกินส์ ร่วมกับคู่หู อาร์ต มาร์คัม และ แมตต์ ฮอลโลเวย์ ที่เคยเขียนบทภาพยนตร์ Iron Man , Men in Black: International , Transformers: The Last Knight กันมาแล้ว

uncharted 4 ที่ทำยอดขายถล่มทลาย

uncharted 4 ที่ทำยอดขายถล่มทลาย

เมื่อได้ ทอม ฮอลแลนด์ มารับบทนำ พระเอกหนุ่มก็พยายามเชียร์ให้พี่ ๆ จากจักรวาลมาร์เวลมารับบทซัลลี่ รายชื่อที่เขาเสนอไปกับทีมงานก็อย่างเช่น คริส แพรตต์ และ เจค กิลเลนฮาล แต่ทีมงานลงความเห็นว่า มาร์ก วาห์ลเบิร์ก ดูจะเหมาะกับบท “ซัลลี่” มากกว่า แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอของทอมเสียทีเดียว เพราะหนังยังมีบทที่ไม่วางตัวนักแสดงอีกมาก ซึ่งเราน่าจะได้ยินการประกาศรายชื่อนักแสดงเพิ่มเติมในเร็ววันนี้ เพราะหนังจะต้องเปิดกล้องเร็ว ๆ นี้แล้วเพื่อให้ทันกำหนดฉายที่วางไว้แล้วว่าเป็น 18 ธันวาคม 2020

Uncharted เป็นวิดีโอเกมที่ประสบความสำเร็จ จากค่าย Sony Interactive Entertainment เริ่มวางแผงตั้งแต่ปี 2007 ทำยอดขายรวมแล้วกว่า 41 ล้านก๊อปปี้ เฉพาะ Uncharted 4: A Thief’s End ที่ออกจำหน่ายเมื่อปี 2016 ก็ทำยอดขายได้ถึง 16 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลก

“Jade Dynasty” หนังใหม่ “เซียวจ้าน” จ่อชนโรง 14 พ.ย. + มีสิทธิ์รับของที่ระลึก

ได้เวลาแฟนซีรีส์ “ปรจารย์ลัทธิมาร” จาก WeTV ที่ฮอตฮิตไปทั่วเมืองไทยนับถอยหลังสู่ผลงานการแสดงเรื่องล่าสุดของ “เซียวจ้าน” สามีแห่งชาติขวัญใจสาวๆ กับภาพยนตร์เรื่อง Jade Dynasty กระบี่เทพสังหาร ที่จะเข้าโรงในวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้

ใน Jade Dynasty กระบี่เทพสังหาร หนุ่มเซียวจ้านรับบทเป็น “จางเสี่ยวฝาน” เด็กน้อยซึ่งพำนักพักพิงอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งในเวลาต่อมาหมู่บ้านดังกล่าวถูกสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม แต่สำนักชิงหยุนได้ช่วยชีวิตเขาไว้ และเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ จากเด็กธรรมดาๆ กลับมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ จางเสี่ยวฝาน หันเข้าสู่ด้านมืด โดยพยายามตามหาตัวราชาปีศาจ จนกระทั่งเขาได้นามใหม่ว่า กุ้ยหลี่ ที่แปลความหมายได้ว่า  น้ำตาปีศาจ แต่แล้วในวันหนึ่ง เขากลับค้นพบว่า สำนักชิงหยุนผู้ชุบเลี้ยงเขามาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารหมู่ เขาจึงออกแก้แค้นให้กับครอบครัวนั่นเอง

เซียวจ้าน รับบท จางเสี่ยวฝานเซียวจ้าน รับบท จางเสี่ยวฝาน

นอกจาก เซียวจ้าน แล้ว ยังมีทัพนักแสดงมากความสามารถอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ม่งเหม่ยฉี รับบท บี้เหยา, หลี่ชิ่น รับบท ลู่เสวี่ยฉี, ถังอี้ชิน รับบท เถียงหลิงเอ้อ และ เดวิด เจียง รับบท เต้าเสวียนจินเหริน โดย Jade Dynasty กระบี่เทพสังหาร กำกับโดย เฉิงเสี่ยวตง ผู้กำกับคิวบู๊ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในหนังกำลังภายในยุค 90s อาทิ เดชคัมภีร์เทวดา 2, โปเย โปโลเย ภาค 2 และ 3 รวมไปถึง เทียนฟง คนตรง 3000 ปี

๋Jade Dynasty กระบี่เทพสังหาร๋Jade Dynasty กระบี่เทพสังหาร

สำหรับใครที่ซื้อบัตรภาพยนตร์ในรอบพิเศษ วันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2562 รอบเวลา 19.00 น. ณ โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย สยามพารากอน ซึ่งเป็นรอบพิเศษของทางค่ายหนัง Golden A รับของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟทันทีทุกที่นั่ง ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าผ้า, เสื้อยืด, โปสเตอร์รูปเดี่ยว (Limited Edition) พร้อมลายเซ็นของเซียวจ้าน และ การ์ดแทนบัตรชมภาพยนตร์ชนิดแข็ง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง FB – Golden A Entertainment

แล้วไปร่วมลุ้นว่า เซียวจ้าน ในบทบาทปีศาจหนุ่มจะแก้แค้นให้ครอบครัวสำเร็จหรือไม่ หรือจะเกิดเหตุการณ์ใดกับเขาต่อ 14 พฤศจิกายน นี้ ในโรงภาพยนตร์

CR. https://www.sanook.com/

มาแน่ ! House of the Dragon ภาคแยก Game of Thrones จ่อคิวฉายช่อง HBO

 สาวกซีรีส์ Game of Thrones ใกล้จะได้ชมกันแล้วจ้า กับภาคแยกของ Game of Thrones ที่ชื่อว่า House of the Dragon อีกอึดใจเดียวที่ HBO เลย

HBO

            ซีรีส์ Game of Thrones ภาคใหม่กำลังจะมาแล้วจ้า ใครที่รอดูเรื่องนี้อยู่ขอให้ตั้งตารอกันอีกนิดเดียว เพราะล่าสุด ทวิตเตอร์ทางการของ Game of Thrones ได้ทวิตข้อความน่าดีใจว่า ซีรีส์ Game of Thrones กำลังรอคิวฉายทางช่อง HBO ในเร็ว ๆ นี้ แล้วล่ะ
           House of the Dragon ภาคแยกของ Game of Thrones กำลังจะลงจอให้ได้ชมกันแล้วในปี 2020 ทางช่อง HBO โดย Game of Thrones ในภาคนี้จะเป็นเรื่องราวที่ย้อนไปประมาณ 300 ปี ก่อนเกิดศึกชิงบัลลังก์ ซึ่งเราจะได้รู้เรื่องราวความเป็นมาของตระกูลทาร์กาเรียนตั้งแต่เริ่มเดิมทีเลยล่ะ สาวก Game of Thrones รอชมกันได้เลยค่า

“โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์” ในหนังใหม่ Dolittle ชายผู้คุยกับสัตว์ได้

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ รับบท ด็อกเตอร์ดูลิตเติ้ล ในภาพยนตร์ Dolittle ด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล ภาพยนตร์สร้างจากวรรณกรรมที่มีตัวละครระดับตำนาน ซึ่งเล่าเรื่องราวสุดคลาสสิคของชายผู้สามารถพูดคุยกับสัตว์ได้ ดูลิตเติ้ล

หลังจากสูญเสียภรรยาเมื่อเจ็ดปีก่อน ด็อกเตอร์ จอห์น ดูลิตเติ้ล (ดาวนีย์) ผู้มีความแปลกไม่เหมือนใครและสร้างชื่อเสียงเป็นหมอและสัตว์แพทย์ของสมเด็จพระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษ เขาใช้ชีวิตอย่างสันโดษอยู่หลังกำแพงสูง ซึ่งเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ดูลิตเติ้ลกับสวนสัตว์ที่มีสัตว์หายาก แต่เมื่อพระราชินี (เจสซี่ บัคลีย์ จาก Wild Rose) มีพระอาการประชวรอย่างสาหัส ดูลิตเติ้ลจึงต้องออกเดินทางผจญภัยไปยังเกาะในตำนาน เพื่อหาวิธีรักษา พร้อมทั้งรื้อฟื้นสติปัญญาและความกล้าหาญ ต้องต่อสู้กับศัตรูและค้นพบสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์

คุณหมอออกเดินทางไปกับนักเดินทางวัยเยาว์ (แฮร์รี่ คอลเล็ตต์) และเหล่าเพื่อนที่เป็นสัตว์ดุร้าย อาทิ ลิงกอริลลาผู้มีความกังวล (รามี มาเล็ก เจ้าของรางวัลออสการ์)เป็ดสมองนก ผู้กระตือรือล้น (เจ้าของรางวัลออสการ์ ออคตาเวีย สเปนเซอร์)นกกระจอกเทศจอมถากถาง (คูเมล นันจานี จาก The Big Sick) หมีขั้วโลกที่มองโลกในแง่ดี (จอห์น ซีนา จาก Bumblebee) และนกแก้วหัวแข็ง (เจ้าของรางวัลออสการ์ เอ็มม่า ธอมป์สัน) ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและเป็นสัตว์ที่ดูลิตเติ้ลที่ไว้วางใจและเชื่อถือมากที่สุด

ภาพยนตร์ยังได้ แอนโตนิโอ แบนเดรัส, ไมเคิล ชีน (The Queen) และเจ้าของรางวัลออสการ์ จิม บรอดเบนท์ มาร่วมแสดง รวมถึง มาริยง กอติยาร์ เจ้าของรางวัลออสการ์, ฟรานเซส เดอ ลา ทัวร์, คาร์เมน อีโจโก, เรล์ฟ ไฟนส์, เซเลน่า โกเมซ, ทอม ฮอลแลนด์ และ เคร็ก โรบินสัน ให้เสียงพากย์

ภาพยนตร์ กำกับโดย เจ้าของรางวัลออสการ์ สตีเฟ่น กากัน (Syriana, Traffic) Dolittle อำนวยการสร้างโดย โจ รอธ และ เจฟฟ์ เคอร์สเชนบอม ภายใต้ รอธ/เคอร์สเชนบอม ฟิล์ม (ผู้สร้าง Alice in Wonderland, Maleficent) ซูซาน ดาวนี่ย์ (Sherlock Holmes franchise, The Judge) บริหารงานสร้างโดย โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์, ซาราห์ แบรดชอว์ (The Mummy, Maleficent) และ แซคคารี รอธ (Maleficent: Mistress of Evil)

Dolittle มีกำหนดการเข้าฉายในไทย 16 มกราคม ปีหน้า

ตัวอย่างภาพยนตร์ Dolittle

The Grudge ผีดุ ขึ้นจออีกรอบ คำสาปบ้านเฮี้ยนยังไม่จบ!

The Grudge ผีดุ ขึ้นจออีกรอบ คำสาปบ้านเฮี้ยนยังไม่จบ!

คนยุคมิลเลเนียมน่าจะไม่มีใคร ไม่รู้จักหนังสยองขวัญเรื่องดังสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Ju-On หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “ผีดุ” ซึ่งออกฉายครั้งแรกในปี 2002 จนกลายเป็นหนังผีที่ได้รับการจดจำในฐานะตัวละครไอคอนปีศาจผมยาวคลานลงจากบันไดบ้านในสภาพตัวบิดเบี้ยว และผีเด็กชายหน้าขาววอกสวมกางเกงในตัวเดียว ในปี 2020 เรื่องราวของ “ผีดุ” จะถูกนำมายกเครื่องใหม่เพื่อเล่าถึงคำสาปในบ้านอาถรรพ์หลังนี้อีกครั้งกับ The Grudge

ย้อนแฟรนชายส์เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

ก่อนหน้า Ju-On: The Grudge (2002) จะออกฉายในวงกว้าง ความเป็นจริงแล้ว Ju-On: The Curse คือเรื่องราวแบบออริจินัลที่แท้จริง ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาในปี 2000 แต่เป็นภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อส่งตรงลงตลาดวิดีโอ ก่อนที่จะมีภาคต่อตามออกมาอย่างรวดเร็วกับ Ju-On 2: The Curse ในปีเดียวกัน เมื่อหนังได้รับความนิยมอย่างมาก ผู้กำกับอย่างทาคาชิ ชิมิซุ จึงได้รับโอกาสในการกำกับเวอร์ชั่นที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ และประสบความสำเร็จในวงกว้าง หนังได้รับการพูดถึงจากคอหนังสยองขวัญอย่างแพร่หลาย แม้จะมีบางคนตั้งประเด็นว่า “หนังดูไม่รู้เรื่อง” (เพราะหนังไม่ได้เล่าเรื่องตามลำดับเวลา)

จากความสำเร็จในภาคแรก ทำให้หนังคลอดภาคต่อออกมากับ Ju-On: The Grudge 2 (2003) ก่อนที่ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่นจะพักการสร้างไปพักใหญ่ เพราะทาคาชิ ชิมิซุ ไปกำกับเวอร์ชั่นรีเมคที่อเมริกา จนกระทั่งในปี 2009 จึงมี Ju-On: White Ghost และ Ju-On: Black Ghost ออกมา ก่อนที่ในปี 2014 จะมี Ju-On: The Beginning of the End ตามออกมาและในปี 2015 กับ Ju-On: The Final Curse ที่เป็นภาคปิดตำนานผีดุ แต่จนแล้วจนรอดในปี 2016 ก็ยังมีความพยายามในการเอาผีคายาโกะไปปะทะกับผีซาดาโกะใน Sadako vs. Kayako จนคนดูเหวอไปตามๆกัน

เวอร์ชั่นรีเมค

ยุคต้นปี 2000 เป็นช่วงเวลาที่ฮอลลีวูดนิยมนำภาพยนตร์ทางฝั่งเอเชียเอามารีเมคกันอย่างคับคั่ง แน่นอนว่า Ju-On เป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกนำมาสร้างใหม่ภายใต้ชื่อ The Grudge ในปี 2004 ซึ่งเป็นอีกครั้งที่ผู้กำกับทาคาชิ ชิมิซุ ได้กลับมานั่งแท่นผู้กำกับอีกครั้ง ภายใต้การดูแลงานสร้างของ แซม ไรมี่  และนำแสดงโดยซาร่าห์ มิเชล เกลลาร์ ผู้รับบทคาเรน หญิงสาวที่ไปข้องเกี่ยวกับบ้านต้องคำสาปโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้จะได้รับคำวิจารณ์ปานกลางแต่ด้วยกระแสหนัง J-Horror ที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมในเวลานั้นทำให้หนังสามารถทำรายได้ในอเมริกาสูงถึง 110 ล้านเหรียญฯ และทำรายได้ในต่างประเทศไปอีก 76 ล้านเหรียญฯ ส่งผลให้ทำรายรับรวมทั้งสิ้น 187 ล้านเหรียญฯ

จากความสำเร็จในเวอร์ชั่นรีเมคทำให้หนังคลอดภาคต่อตามออกมาในปี 2006 กับ The Grudge 2 ซึ่งก็ยังคงเล่าเรื่องของคำสาปบ้านผีสิงและผีคายาโกะ และยังได้ทาคาชิ ชิมิซุ ได้กลับมานั่งแท่นผู้กำกับอีกครั้ง (จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นผู้กำกับชนิดผูกขาดเลยก็ว่าได้!) ซาร่าห์ มิเชล เกลลาร์ ยังกลับมาในบทรับเชิญ ส่วนแอมเบอร์ แทมบลินท์ มารับบทออเบรย์ เดวิส น้องสาวของคาเรน ที่มาช่วยเหลือและดูอาการของพี่สาวตัวเองจนต้องเข้าไปพัวพันกับบ้านอาถรรพ์

สำหรับ The Grudge 3 ยังคงสานต่อเรื่องราวจากหนังเวอร์ชั่นรีเมคภาค 2 เมื่อเจค ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวถูกนำตัวมาไว้ในโรงพยาบาลจิตเวช แน่นอนว่าคำสาปอาถรรพ์ยังคงไม่จบสิ้นและมีผู้เคราะห์ร้ายอีกจำนวนนับไม่ถ้วน โดย The Grudge 3 ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อส่งตรงลงดีวีดีเลย ทำให้หนังจัดได้ว่าคุณภาพย่ำแย่ จนนักวิจารณ์กล่าวว่า The Grudge 2 ที่จัดว่าแย่แล้ว ยังดูบันเทิงและมีสมองกว่าหนังภาคนี้เลยด้วยซ้ำไป

เวอร์ชั่นรีบูตปี 2020

ความพิเศษสำหรับ The Grudge ในเวอร์ชั่นนี้เป็นหนังสยองขวัญเรท R หมายถึงความโหดสยองแบบถึงเลือดถึงเนื้อ มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดต้นกำเนิดเรื่องราว ให้ฉากหลังเกิดขึ้นในประเทศอเมริกาทั้งหมด ไม่มีความเกี่ยวโยงกับประเทศญี่ปุ่นเลย แก่นหลักยังคงอ้างถึงเรื่อง “เมื่อใครสักคนถูกฆ่าตายด้วยความเคียดแค้น เมื่อนั้นคำสาปจึงบังเกิดขึ้น”  ปีเตอร์ (จอห์น โช) นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ได้เดินทางมายังบ้านแห่งหนึ่งตามคำสั่งของบริษัทเพื่อตรวจสอบสภาพบ้าน หลังจากที่เขาเข้าไปในบ้าน ปีเตอร์ได้พบกับร่างที่อยู่ในสภาพเน่าเปื่อยในอ่างอาบน้ำ เขาจึงแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น มัลดูน (แอนเดรีย ไรซ์โบโรห์) เพื่อสืบสวนเรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนในบ้านหลังนี้ แต่ระหว่างทำคดี เธอกลับพบกับเหตุการณ์ประหลาดราวกับเธอถูกสาป เมื่อเธอรู้สึกว่าเธอกำลังถูกผีสาวที่ชื่อคายาโกะตามล่าเอาชีวิต ท้ายที่สุดแล้วตัวละครไหนจะเอาชีวิตรอดจากคำสาปบ้านหลังนี้ได้บ้าง ในอเมริกา The Grudge มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 3 มกราคม ปี 2020

The Grudge เป็นผลงานการกำกับของนิโคลัส เปสเซ จาก The Eyes of My Mother ซึ่งนอกจากจะนั่งแท่นกำกับแล้วเขายังเป็นคนเขียนบทเองอีกด้วย นอกจากนี้หนังยังได้รับการควบคุมดูแลการสร้างจาก แซม ไรมี ผู้อยู่เบื้องหลัง Evil Dead, Don’t Breath และ Crawl และนอกจากสองนักแสดงนำอย่างจอห์น โชและแอนเดรีย ไรซ์โบโรห์แล้ว ยังมีนักแสดงสมทบอาทิลิน เชย์ (Insidious), เดเมียน บิเชอร์ (The Nun), เบ็ตตี้ กิลพิน (The Hunt) และแจ็คกี้ วีเวอร์ (Bird Box) มาร่วมชะตากรรมคนดวงซวยที่ถูกวิญญาณร้ายตามล่า

ชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่