สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน บอก Black Widow จะไม่ใช่หนังฉาบฉวย

สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน บอก Black Widow จะไม่ใช่หนังฉาบฉวย

 

ดูเหมือนว่าการออกมาโจมตีของผู้กำกับรุ่นอาวุโสที่คร่ำหวอดในวงการหลายต่อหลายคนในช่วงที่ผ่านมา หาว่า หนัง Marvel เหมือนกับการเที่ยวสวนสนุกมากกว่าการชมภาพยนตร์ที่เป็นศิลปะนั้น ก็ส่งผลต่อมุมมองของฟากฝั่ง Marvel อยู่พอสมควร Scarlett Johansson ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงหนัง Black Widow ของเธอที่กำลังจะปล่อยตัวอย่างแรกออกมาเร็ว ๆ นี้ และเป็นหนัง Marvel ที่เป็นหนังแยกเดี่ยวและหนังที่โฟกัสถึงตัวละครของเธอเต็ม ๆ เป็นครั้งแรก หลัง Avengers: Endgame รวมถึงหลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว เธอกล่าวว่า จะไม่ทำหนังเรื่องนี้อย่าง “ฉาบฉวย” (เธอเป็นหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางหนังด้วย)

Black Widow เตรียมเข้าฉายในสหรัฐฯ 1 พฤษภาคม ปีหน้า

Black Widow เตรียมเข้าฉายในสหรัฐฯ 1 พฤษภาคม ปีหน้า

อย่างที่หลายคนคงทราบชะตากรรมและจุดจบของตัวละคร “นาตาชา โรมานอฟ” ใน Endgame ไปแล้ว หนัง ฺBlack Widow จะเจาะลึกถึงตัวละครตัวนี้อย่างเล่าย้อนไปถึงช่วงเวลาที่เกิดขึ้น ระหว่าง Captain America: Civil War และ Avengers: Infinity War  ซึ่ง Scarlett ที่กำลังจะมีหนังดราม่าอีกเรื่องออกฉายทาง Netflix เรื่อง Marriage Story ซึ่งหลายสำนักทำนายว่า เธอจะได้เข้าชิงออสกาณ์จากเรื่องนี้แน่ ๆ เพิ่งออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับนิตยสาร Vanity Fair ว่า

“…ฉันบอกกับทีมผู้สร้างว่า ไม่อยากให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เล่าถึงต้นกำเนิดแบบเดิม ๆ และก็ไม่อยากให้เป็นหนังสายลับจ๋า ซึ่งมันจะฉาบฉวยเกินไป ฉันอยากลงลึกกับตัวละคร โดยเฉพาะความรู้สึกของนาตาชาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่หนังบอกเล่า เอาเข้าจริง ๆ บทนาตาชาได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ไปแล้วนะ ใน Endgame ถ้าเราไม่มีเหตุผลที่ดีพอจะลงลึกกับตัวละครตัวนี้ เราคงไม่ต้องกลับมาสร้างหนังเรื่องนี้กัน เพียงแค่เพื่อจะเรียกเงินจากคนดู…”

Scarlett Johanson กับแฟชันเซ็ตของนิตยสาร Vanity Fair

Scarlett Johansson กับแฟชั่นเซ็ตของนิตยสาร Vanity Fair

อย่างที่แฟน ๆ Marvel และคอหนังต่างสัมผัสกันมาตั้งแต่การปรากฎตัวครั้งแรกของตัวละครตัวนี้ใน Iron Man 2 (2010) ตัวละครนาตาชา โรมานอฟ เป็นตัวละครผู้หญิงที่โดดเด่น และเป็นผู้หญิงคนเดียวใน Avengers รุ่นแรกสุด Scarlett รับบทเป็นสายลับสองหน้าที่มีความลับดำมืดซ่อนอยู่ในที่มาที่ไปที่ไม่มีใครรู้ของเธอ อย่างที่หนัง MCU แต่ละเรื่องที่มีเธอ มักจะคายเบาะแสถึงเบื้องหลังสีเทาของเธอออกมาตลอด นี่จึงนับเป็นตัวละครที่มีสีสันและยังมีเรื่องราวให้ติดตามอยู่อีกมาก และคงน่าเสียดายที่คนดูจะหมดโอกาสสำรวจ หลังจากเธอจบบทบาทไป

Scarlett ยังมุ่งหวังจะให้ตัวละครตัวนี้ เป็นต้นแบบแรงบันดาลใจของผู้ที่ผ่านความเจ็บปวดและบอบช้ำจากการใช้ชีวิต (ยิ่งเฉพาะกับผู้หญิงด้วยแล้ว) ให้ผู้ชมที่ได้ดูเรียนรู้จากความเปราะบางของชีวิต ความละอายใจในการทำสิ่งผิดพลาด ผิดหวังเสียใจ และลุกขึ้นใช้ชีวิตต่อไป ไม่ใช่แค่การเป็นหนังสายลับ แอ็คชันระเบิดตูมตามอย่างเดียว

ทีมนักแสดงจาก Black Widow

ทีมนักแสดงจาก Black Widow

Black Widow ยังนำแสดงโดยนักแสดงอย่าง David Harbour (Stranger Things) นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ Rachel Weisz (The Mummy, The Favourite) Ray Winstone (Beowulf) Florence Pugh และมีข่าวลือว่า Robert Downey Jr. และ William Hurt เจ้าของบทนายพล Ross (จาก The Incredible Hulk) จะกลับมารับบทเดิมในเรื่องนี้ด้วย กำกับโดยผู้กำกับหญิง Cate Shortland ชาวออสเตรเลียที่เคยทำหนังเล็ก ๆ อย่าง Lore และ Berlin Syndrome มาก่อน เข้าฉายในสหรัฐฯ 1 พฤษภาคม ปีหน้า

ทีมนักแสดงจาก Black Widow

ทีมนักแสดงจาก Black Widow

Avengers: Endgame นำทีม ฉากจากหนังที่ดีที่สุดแห่งปี 2019

Avengers: Endgame นำทีม ฉากจากหนังที่ดีที่สุดแห่งปี 2019

ผ่านมา 11 เดือนแล้วสำหรับปี 2019 หากไม่นับอีก 1 เดือนที่เหลืออยู่ซึ่งจะมีหนังใหญ่อย่าง Star Wars ภาคที่ 9 และหนังดราม่าล่ารางวัลอีกหลายเรื่องทยอยเปิดตัว ตลอดทั้ง 11 เดือนของปีนี้ คอหนังก็ได้รับชมหนังหลากหลายแนวเหมือนเช่นทุกปี ในโอกาสเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าของชาวตะวันตก เว็บไซต์ Movieweb ถือโอกาสนี้ย้อนกลับไปดูว่า ฉากเด็ดโดนใจในภาพยนตร์เรื่องไหนบ้างที่แซ่บเวอร์ สุดยอด หรือต้องตบเข่าดังฉาด ร้อง “ขอบคุณพระเจ้า” ที่ดลบันดาลให้เหล่าผู้สร้างผู้กำกับหนังทั้งหลาย สร้างซีนเด็ด ๆ เหล่านี้ออกมา ชาว What The Fact ลองมาดูกันว่า มีฉากไหนที่โดนใจเราด้วยเหมือนกัน

Avengers ประจัญบาน (Avengers: Endgame)

Avengers: End Game

Avengers: Endgame

หนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปีนี้และอาจจะเรียกได้ว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลสำหรับแฟนหนังซูเปอร์ฮีโรและแฟนหนังมาร์เวล ฉากการประจัญบานหลังจากกัปตันอเมริกาพูดคำว่า “Assemble” เปรียบเสมือนจุดสิ้นสุดหรือปลายทางที่รอคอยกันมาตั้งแต่หนังเรื่องแรก Iron Man ในปี 2008 (จริง ๆ ในโรงภาพยนตร์ก็ได้ยินเสียงฮือฮา ตั้งแต่ได้ยินเสียงของฟัลคอนลอยมา ก่อนประตูมิติจะเปิดและทยอยขนพลพรรคมาร่วมรบ) ผู้กำกับพี่น้อง Russo ฉลาดในการสร้างซีนการต่อสู้ที่ค่อย ๆ บิวด์อารมณ์ เปิดศึกกับธานอสด้วยขวัญใจ Avengers รุ่นแรกก่อน อย่างกัปตันอเมริกา ธอร์ และไอรอนแมน ก่อนที่จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และมีเพื่อน ๆ มาช่วยอีกคำรบ ซึ่งก็ถือเป็นการกระจายบทบาทของตัวละครที่มีมากกว่า 20 ตัวได้ดี เราได้เห็นฉากรวมฮีโรฝ่ายหญิงแบบเท่ ๆ ฉากกอดที่คิดถึงและเป็นกอดสุดท้ายเรียกน้ำตาระหว่างโทนี สตาร์คและปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ ฉากเปิดตัวอันทรงพลังของกัปตันมาร์เวล ฉากหมอแปลกมอบทางเลือกสุดท้ายเพียงหนึ่งเดียวให้กับไอรอนแมน ก่อนจะปิดท้ายด้วยความเศร้าตอนท้ายเรื่อง ครบรสและอิ่มเอมเหมือนที่หลายคนเอาไปเปรียบเทียบกับฉากรบสุดท้ายของ The Lord of the Rings พูดได้เลยว่า นี่คือฉากรวมพลประจัญบานของเหล่าฮีโรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา ต้องขอบคุณมาร์เวลที่สร้างช่วงเวลา 10 ปีที่ทรงคุณค่าและสร้างหนังที่สนองนีดแฟน ๆ ได้ถึงอกถึงใจตลอดมา

ความวินาศสันตะโรของสาวก Manson ที่บุกเข้าบ้านผิดหลัง (Once Upon a Time in Hollywood)

Once Upon a Time in Hollywood

Once Upon a Time in Hollywood

(สปอยล์) อีกหนึ่งผู้กำกับสุดกวนที่ทำหนังแบบไม่แคร์โลกความเป็นจริง ต้องยกให้ Quentin Tarantino ที่เคยฆ่าฮิตเลอร์อย่างเมามันมาแล้วใน Inglorious Basterds (2010) เขากลับมาทำแบบเดิมอีกครั้งในหนังที่เล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมของชารอน เทต นักแสดงสาวภรรยาของผู้กำกับ Roman Polanski ที่ถูกสังหารโดยเหล่าสาวกวัยรุ่นที่ถูกหลอนประสานโดยหัวหน้าลัทธิชาร์ล แมนสัน คอหนังหลายคนก็เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว เพื่อเข้าไปดูฉากฆาตกรรมสุดสะเทือนขวัญนี้ แต่กลายเป็นว่า Tarantino หักหลังคนดูอย่างร้ายกาจ ด้วยการให้เหล่าสาวกดันเกิดไม่พอใจริค ดาลตัน ตัวละครของ Leonardo DiCaprio นักแสดงตกอับที่อยู่บ้านข้าง ๆ เทต ที่ออกมาด่าสาดเสียเทเสียขณะที่พวกเขาจอดติดเครื่องรถเสียงดัง ขณะรอจังหวะบุกบ้านเทต เหล่าวัยรุ่นเลยเปลี่ยนใจขอบุกบ้านดาลตันแทน และดันไปเจอกับคลิฟ บูธ สตั๊นแมนท์สายโหดจอมบู๊เพื่อนของริค ตัวละครของ Brad Pitt และสุนัขสุดโหดแบรนดี้ หนึ่งเจ้านายหนึ่งหมาเลยเล่นงานพวกตัวร้ายซะหงายเก๋ง ต้องขอบคุณ Tarantino ทีมอบฉากอันบันเทิงที่สุดของเรื่อง และทำให้อย่างน้อย ๆ ชารอน เทต และลูกน้อยในท้องอายุครรภ์ 8 เดือน ก็ไม่ต้องตายในโลกสมมติเรื่องนี้ซ้ำอีกรอบ

ทุกฉากทุกตอนของหนังแก๊งสเตอร์ทุนสร้างมหาศาล (The Irishman)

The Irishman

The Irishman

เพิ่งเข้าฉายในสัปดาห์วันขอบคุณพระเจ้านี้เอง สำหรับหนังที่ผู้กำกับมือเก๋าอย่างคุณปู่ Martin Scorsese ตั้งใจอยากจะสร้างมาหลายสิบปี แต่เพราะต้องใช้ทุนสร้างราคาแพงไปกับการลดอายุตัวละครหลักทั้ง 3 (หนังเล่าเรื่องตอนช่วงของตัวละครที่มีทั้งตอนอายุ 50 และ 70 ปี) ประจวบเหมาะกับที่ Scorsese ตกลงกับ Netflix เกี่ยวกับทุนสร้างสนนราคาที่ 175 ล้านเหรียญฯ อันจะต้องใช้ไปกับเทคโนโลยี De-Aging ได้อย่างลงตัว Netflix ที่ก็อยากตบหน้าคณะกรรมการออสการ์อีกครั้ง หลังคณะกรรมการพยายามขัดขวางไม่ให้หนังจาก Netflix ได้มีที่ยืนบนเวทีรางวัล (ล้มเหลวไปแล้วกับ Roma ที่ถูกสรรเสริญอย่างมากเมื่อปีก่อน) จึงได้สมหวังกับการมีหนังของผู้กำกับชั้นครูมาอยู่ในสตรีมมิง หลายเสียงชื่นชมมีให้กับหนังแก๊งเสตอร์ความยาว 3 ชั่วโมงครึ่งที่น่าจะเป็นอีกมาสเตอร์พีซตลอดกาล จากฝีมือของผู้กำกับที่ทำหนังแนวนี้ได้ดีที่สุดอย่างไม่มีเบอร์สอง (ประณีตบรรจงถ่ายวันละแค่ 3 ซีนต่อวัน ตลอด 108 วันของการถ่ายทำ) คงต้องขอบคุณทั้ง Netflix ที่กล้าเสี่ยงลงทุน และขอบคุณปู่ Martin ที่ยังมีแรงทำหนังที่เต็มไปด้วยศาสตร์และศิลป์ (อย่างที่ไม่ใช่สวนสนุก?)

ฮิตเลอร์ลอยออกนอกหน้าต่าง (Jojo Rabbit)

Jojo Rabbit

Jojo Rabbit

ผู้กำกับสุดแนวอย่าง Taika Waititi ผู้กำกับหนังอย่าง Thor: Ragnarok (2017) และจะได้กลับมากำกับ Thor: Love and Thunder ก็มีผลงานเพี๊ยน ๆ แนว ๆ ออกมาในปีนี้เช่นกัน ชื่อว่า Jojo Rabbit (ยังไม่เข้าฉายในไทยและน่าจะไม่ได้เข้า) ที่ตัวเขาเองได้มารับบทเป็นฮิตเลอร์ หนังเป็นเรื่องราวของโจโจ ตัวละครหลักที่เป็นเพื่อนในจินตนาการของฮิตเลอร์ รับบทโดยนักแสดงเด็ก Roman Griffin Davis (ต่อไปนี้สปอยล์) ตลอดทั้งเรื่อง ฮิตเลอร์จะให้คำแนะนำและคำสอนผิด ๆ แก่โจโจ ซึ่งพอตอนจบที่โจโจได้เรียนรู้แล้วว่า ฮิตเลอร์พร่ำสอนเขาแต่เรื่องเลวทราม จึงได้รวบรวมความกล้าหาญเตะฮิตเลอร์ลอยออกนอกหน้าต่างไป ซึ่งเป็นฉากที่โดนใจที่สุดแล้วของหนังเรื่องนี้ หนังยังได้นักแสดงอย่าง Scarlett Johansson และ Sam Rockwell มาสมทบด้วย ขอบคุณ Waititi ที่ยังกล้าทำหนังแนว ๆ (…แนวถูกใจตัวเอง) แต่ก็เป็นหนังที่คงความอาร์ตและแหวกแนวได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

โจ๊กเกอร์เต้นรำกลางบันได (Joker)

Joker

Joker

ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ผู้คนต่างพากันกังวลว่ามีเรื่องร้าย ๆ อะไรเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนที่หนัง Joker เข้าฉาย (อย่างตอน The Dark Knight Rises ก็เกิดเหตุกราดยิงในโรงภาพยนตร์จนมีผู้เสียชีวิต) เพราะนับตั้งแต่หนังปล่อยตัวอย่างออกมา จนกระทั่งเริ่มมีนักวิจารณ์ได้ชมมากคนเข้าเรื่อย ๆ ทุกคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า หนังเต็มไปด้วยความเศร้าซึม (ไม่เหมาะกับผู้เป็นโรคหรือภาวะซึมเศร้าจะรับชม) ที่อาจทวีก่อเกิดเป็นความรุนแรงกับฉากปลุกระดมในตอนท้ายเรื่อง ถึงขนาดเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยของสหรัฐฯ ปิดประกาศเตือนให้ระแวดระวังความรุนแรงหน้าโรงภาพยนตร์ทุกแห่งที่ฉายหนังเรื่องนี้ แต่ถึงอย่างนั้น หนังก็มีฉากที่น่าจดจำที่สุดของเรื่องโดยปราศจากความรุนแรงใด ๆ (แต่อาจเต็มไปด้วยความขนพองสยองเกล้าแทน) นั่นคือ ฉากที่โจ๊กเกอร์เต้นรำไปกับเพลง Rock and Roll Part 2 ของ Gary Glitter บนบันไดบรู๊คลินของเมืองนิวยอร์ก ก่อนที่เขาจะไปปฏิบัติการในฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง จนอาจพูดแบบตลกร้ายได้ว่า นี่เป็นหนังที่รุนแรงที่สุดแห่งปี แต่กลับมีฉากที่ทรงพลังที่สุดเป็น “ฉากเต้น” และไม่มีปืนหรืออาวุธร้ายแรงอยู่ในฉากนี้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว (เบื้องหลังของฉากนี้ นักแสดง Joaquin Phoenix บิวด์ตัวเองให้เต้นรำโดยไม่มีการเปิดเพลงประกอบขณะถ่ายทำเลย) ขอบคุณผู้กำกับ Tod Phillips ที่พลิกโฉมและนำความสดใหม่ ความงานคราฟท์อันงดงาม มามอบให้กับหนังตระกูลซูเปอร์ฮีโรสายดาร์ก

จีนี่จ๋าพาเจ้าชายอะลาดินขึ้นขบวนแห่เข้าเมือง (Aladdin)

Aladdin

Aladdin

หนังที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นยักษ์ล้มเรื่องแรกของหนัง Live Action เทพนิยายของ Disney แต่ทำไปทำมาก็กลับกลายเป็นหนังที่ทำเงินทั่วโลกไปเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลของนักแสดงอย่าง Will Smith ด้วย Aladdin กลายเป็นความบันเทิงสำหรับทุกคนในครอบครัวโดยแท้ เพราะเต็มไปด้วยเรื่องราวแฟนตาซีสุดมหัศจรรย์ ลิง นกยักษ์ พรมวิเศษ และแน่นอน เพลงประกอบที่ทำให้คนดูแทบจะอยากลุกขึ้นร้องและเต้นตามขณะที่ได้ชม แม้ว่าโดยภาพรวมก็จะเหมือน ๆ กับหนัง Live Action ของ Disney เรื่องอื่น ๆ ที่ก็อปฉบับการ์ตูนมาแบบช็อตต่อช็อต Will Smith ขับร้องเพลง Friend Like Me ได้อย่างสนุกสนานในฉากที่ยักษ์จีนี่ตัวสีฟ้า เสกให้อะลาดินกลายเป็นเจ้าชายอาลี แล้วพาขึ้นขบวนแห่มาสู่แนะนำตัวเพื่อสู่ขอเจ้าหญิงจัสมินจากเจ้าเมือง ฉากเวอร์วังอลังการนี้แทบจะทำให้นึกถึงสุนทรียภาพของขบวนแห่ในหนัง Raiders of the Lost Ark (1981) (หรือ Indiana Jones ภาคแรก) กันเลยทีเดียว ขอบคุณ Will Smith และ Guy Ritchie ผู้กำกับ ที่ทำให้ฉากนี้กลายเป็นฉากที่ทำให้คนดูยิ้มกว้างที่สุดในรอบปี

ฉากการต่อสู้บนหลังม้า (John Wick: Chapter 3-Parabellum)

John Wick: Chapter 3-Parabellum

John Wick: Chapter 3-Parabellum

Keanu Reeves ได้ปีนี้เป็นปีทองหลังจากเงียบหายนาน เพราะความสำเร็จของ John Wick ภาค 3 ที่สุกงอมจนทำให้กลายเป็นหนังไตรภาคที่ประสบความสำเร็จ (รายได้ภาค 3 ของ John Wick ทำได้มากกว่าภาค 3 ของ The Matrix) จนทำให้ภาค 4 มารอจ่อถ่ายทำอยู่ทั้ง 2 เรื่องที่ว่า จุดขายที่โดดเด่นมาทุกภาคของเหล่านักล่าของ The Continental ก็คือฉากการต่อสู้ที่ดิบ เถื่อน สมจริง ของผู้กำกับทุกภาคที่ผ่านมาซึ่งเคยเป็นทีมสตั๊นแมนท์ของ The Matrix มาก่อน ในภาค 3 นี้ ฉากที่เป็นที่ประทับใจของคอหนังบู๊ ก็คือฉากต่อสู้บนหลังม้าของจอห์นระหว่างหนีจากการตามล่าของแก๊งมอร์เตอร์ไซค์นินจา ซึ่งเป็นฉากของเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องทันทีจากตอนจบในภาค 2 หลังจอห์นถูกอัปเปหิจากองค์กรนักฆ่าและต้องเริ่มหนีจากการไล่ล่าอย่างหัวซุกหัวซุน นอกจากนั้นหนังก็ยังมอบความบันเทิงแบบแอ็กชันจัดเต็ม ทั้งฉากหมัดแลกหมัด ต่อสู้ด้วยมีด ดาบ และฉาก long-take การต่อสู้แบบไม่มีคัท ขอบคุณความแก่แต่เก๋าของป๋าที่ยังมาเล่นหนังบู๊ได้อย่างมันหยดขนาดนี้ในวัย 50 กว่าแบบนี้

อ้างอิง Movieweb