Jexi แอปพลิเคชันนางมาร!

จะดีแค่ไหน ถ้าวันหนึ่งมีแอปพลิเคชันที่สามารถกลายเป็นเพื่อนแก้เหงาของมนุษย์ได้ หนุ่มโสดคงไม่ต้องเหงาใจอีกต่อไป เมื่อเราสามารถพูดคุยได้กับโทรศัพท์ของตัวเอง แต่แล้ววันหนึ่ง ถ้าหากเจ้าแอปฯ ดังกล่าวเกิดกลายร่างเป็นนางมารร้ายและคุกคามชีวิตเจ้าของขั้นสุด ขอเชิญพบกับเจ็กซี่ แอปฯ เจ้าปัญหาที่เรากล่าวถึง

ฟิล ชายโสดผู้ติดมือถือ

ฟิล (อดัม เดวีน) ชายหนุ่มไร้เพื่อนที่เสพติดมือถือ อาชีพของเขาคือการเขียนเทรนดิ้ง 10 อันดับแรกของปัจจุบัน เขาเป็นชายที่ไม่เคยพบกับชีวิตรัก แต่สถานะเนื้อคู่บน Facebook ของเขากำลังจะเปลี่ยนไปในไม่ช้านี้เมื่อเขาต้องจำใจเปลี่ยนมือถือเครื่องใหม่ จนทำให้เขาได้พบกับ “เจ็กซี่” (ให้เสียงพากย์โดยโรส เบิร์น) ไลฟ์โค้ช ผู้ช่วยส่วนตัว และเชียร์ลีดเดอร์ที่มาในรูปแบบของปัญญาประดิษฐ์ ในเวลาอันไม่ช้าเธอก็ได้ทำให้ชีวิตของฟิลเป็นเหมือนคนปกติ แต่นั่นก็ทำให้เขาพึ่งพามือถือน้อยลง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายสำหรับฟิลเมื่อเจ็กซี่ได้เปลี่ยนเป้าหมายใหม่มาเป็นการครอบครองหัวใจของเขาแทน

 

ไอเดียของแอปฯ นางมาร

ก่อนหน้านี้จอน ลูคัส และ สก็อตต์ มัวร์ได้ทำให้หนังอย่าง Bad Moms กลายเป็นหนังฮิตมาแล้ว แต่ไอเดียในการสร้าง Jexi เกิดขึ้นระหว่างที่พวกเขากำลังนั่งคุยงานกันแล้วจู่ๆก็มีสายโทรศัพท์ของมัวร์เข้ามาระหว่างนั้น ทำให้มัวร์ถามขึ้นมาว่า “ตอนนี้มือถือของผมกำลังดังอยู่ ผมจะรับมันดีมั้ยนะ… (รับสาย) ฮัลโหล” ลูคัสได้จ้องมองไปที่เพื่อนและคู่หูของเขาในช่วงตลอด 18 ปีที่ผ่านมา “เยี่ยมไปเลย นี่ล่ะครับโจทย์ของพวกเรา นี่คือสิ่งที่ภาพยนตร์ของพวกเราต้องการจะสื่อ”

ไอเดียหลักของ Jexi ไม่ได้มาจากการที่มีคนโทรมาขัดจังหวะการสนทนาอย่างเดียว แต่ทั้งสองยังนำประสบการณ์จากการใช้แอปพลิเคชันนำทางยอดนิยมอย่าง Waze (หลักการทำงานคล้ายกับ Google Maps นั่นแหละ) ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ Waze พยายามนำทางทั้งสองให้ขับรถข้ามถนน 8 เลน ซึ่งเป็นอะไรที่น่าหงุดหงิดมาก และมันก็ส่งเสียงเตือนอย่างน่ารำคาญว่า ‘เลี้ยวซ้าย’ ‘เลี้ยวซ้าย’ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งโดยปกติแล้วการขับข้ามถนน 8 เลนมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว

ทั้งสองจึงได้เปลี่ยนประสบการณ์ส่วนตัวให้กลายเป็นบทภาพยนตร์ แน่นอนว่าฉากที่ตัวเอกอย่างฟิล จะต้องพยายามขับรถเพื่อเลี้ยวซ้ายบนถนนมาร์เก็ต เมืองซานฟรานซิสโก ทั้ง ๆ ที่สภาพการจราจรยังคงคับคั่ง เพราะคำพูดยั่วยุของเจ็กซี่ นอกเสียจากปัญญาประดิษฐ์สุดป่วนตัวนี้แล้ว ผู้สร้างยังได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการแสดงให้เห็นว่าพวกเราทุกคนในปัจจุบัน เชื่อฟังโทรศัพท์มือถือกันมากขนาดไหน

ทำความรู้จักตัวละครชายโสด ฟิล

คาแรกเตอร์ของตัวละครอย่างฟิลนั้น คือชายหนุ่มที่ติดโทรศัพท์มือถือมาตั้งแต่เด็ก เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่เคยมีแฟน ไม่มีเพื่อนสนิท ไม่ชอบการออกไปไหนมาไหน และฟิลก็เกลียดงานของเขามาก มือถือเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา เมื่อมือถือของเขาพังเพราะอุบัติเหตุ เขาจึงต้องยอมจำใจซื้อมือถือเครื่องใหม่ที่มาพร้อมกับปัญญาประดิษฐ์ชื่อ เจ็กซี่ มันได้สร้างความลำบากใจให้กับเขานับตั้งแต่วันแรกที่แกะกล่อง

เจ็กซี่ก้าวเข้าไปมีส่วนในชีวิตของฟิลทุกซอกมุม และเหวี่ยงทุกครั้งที่เขาพยายามวางมือถือ เจ็กซี่พยายามอย่างเต็มที่ในการสั่งสอนให้ฟิลเป็นเหมือนคนปกติทั่วไป แต่คำแนะนำของมันหลาย ๆ อย่างกลับทำให้สถานการณ์ดูตลกขบขัน และมันก็ทำให้ฟิลได้ทำความรู้จักกับสาวสวยเจ้าของร้านจักรยาน เคท (รับบทโดย อเล็กซานดรา ชิปป์) ในขณะที่เขากำลังก้มหน้ามองดูมือถือของเขา

อารมณ์หึงหวงของปัญญาประดิษฐ์

เจ๊กซี่เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่รู้เรื่องของคุณ พูดคุยกับคุณ คอยตักเตือนคุณ มันจะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณมีสิ่งที่เชื่อมโยงกับมัน หลังจากนั้นมือถือเครื่องนั้นก็เกิดอาการหึงหวงเพราะแฟนสาวของฟิล มันทำให้เจ็กซี่เกิดอาการอิจฉา เสมือนว่าเธอเป็นแฟนเก่าของฟิล

ผู้ชมทั่วไปจะสามารถทำความเข้าใจกับตัวละครและมีประสบการณ์ร่วมได้ไม่ยาก เพราะเราทุกคนนั้นล้วนแล้วแต่ติดโทรศัพท์มือถือ ทุกคนต้องมี ต้องใช้ และไม่สามารถแยกจากมันได้ การโยนมุกตลกต่างๆเข้ามาทำให้คนดูได้ขบคิดว่า โทรศัพท์มือถือกำลังสร้างปัญหาอะไรให้กับเรา และแน่ใจเหรอว่าเราต้องใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการจ้องหน้าจอ

เจ็กซี่มีวิธีต่าง ๆ นา ๆ ที่จะทำให้ฟิลก้มมองดูมือถือของเขา ด้วยปัญญาประดิษฐ์ระดับอัจฉริยะ เธอจึงมีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับฟิล ตั้งแต่บัญชีธนาคารไปจนถึงระบบกล้องจับภาพ เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า สักวันหนึ่งโทรศัพท์มือถือจะกลายเป็นเจ้านายของมนุษย์ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามามีบทบาทในทุกส่วนของชีวิตคุณ มันจะมีข้อมูลเครดิตการ์ดของคุณ ข้อมูลทุกอย่างในบัญชีโซเชียลมีเดีย และมันก็จะรู้แม้แต่สิ่งที่คุณเองก็ไม่รู้ว่ากำลังให้ความสนใจอยู่ด้วย อันที่จริงแล้วเทคโนโลยีทุกอย่างมาพร้อมกับคำเตือน เช่น ฉากที่ฟิลพึ่งจะแกะกล่องโทรศัพท์มือถือของเขา แม้ว่าเจ็กซี่จะเตือนให้เขาอ่านข้อตกลงในการใช้งานแล้วเขาก็ยังปฏิเสธที่จะอ่านมันอย่างไม่ลังเล

สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่อง Jexi คือการหยิบเอาพฤติกรรมในการเสพย์ติดโทรศัพท์สมาร์ทโฟน เอามายำใหญ่ให้กลายเป็นมุกตลกที่ผู้ชมจะได้ฮาแตกส่งท้ายปี 2019

เฉินหลงบู๊หนักมาก ! ตัวอย่างหนัง Vanguard

          ปล่อยตัวอย่างใหม่ออกมาระเบิดความมันกันแบบติด ๆ สำหรับหนัง แวนการ์ด (Vanguard) หนังใหม่ของแอ็คชั่นสตาร์ระดับ เฉินหลง พร้อมทัพนักแสดงคับคั่ง อาทิ หยางหยาง, อ้ายหลุน, มิย่า มูฉี และ จูเจิ้งถิง กับเรื่องราวการต่อสู้ไล่ล่าข้ามทวีปของทีมแวนการ์ด องค์กรรักษาความปลอดภัยระดับนานาชาติ ที่นำทีมโดย ถังฮั่วถิง (เฉินหลง) และสมาชิกมากฝีมืออย่าง เหลยเจิ้นอวี่ (หยางหยาง) ที่ต้องเสี่ยงชีวิตต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายเพื่อช่วยเหลือนักธุรกิจชาวจีนและลูกสาวของเขา พร้อมยุติแผนการก่อการร้ายครั้งใหญ่ที่มีชีวิตผู้บริสุทธิ์นับล้านเป็นเดิมพัน…

T&B Media Global | Warner Bros.

T&B Media Global | Warner Bros.

T&B Media Global | Warner Bros.

          แวนการ์ด (Vanguard) พร้อมระเบิดความมันต้อนรับตรุษจีน 25 มกราคม 2020

Daisy Ridley วิ่งออกไปร้องไห้ในรถ! หลังจากดู Star Wars: The Rise of Skywalker จบ

เพิ่งเข้าฉายกันไปได้ไม่นานกับ Star Wars: The Rise of Skywalker ที่กระแสวิจารณ์แตกออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน แต่นอกเหนือจากเรื่องนั้น Daisy Ridley นักแสดงนำผู้รับบท Rey หลังจากได้รับชมภาคนี้ด้วยตนเองแล้ว เธอถึงกับวิ่งออกจากโรงหนังและร้องไห้เลยทีเดียว

Daisy Ridley วิ่งออกไปร้องไห้ในรถ! หลังจากดู Star Wars: The Rise of Skywalker จบ

เหล่านักแสดงและทีมงาน The Rise of Skywalker ได้ดูเรื่องนี้ในโรงส่วนตัวก่อนที่จะฉายรอบปฐมทัศน์ และนั่นนับเป็นครั้งแรกของทุกคนที่ได้ดูผลงานนี้แบบสมบูรณ์เต็มๆ แต่คนที่มีอารมณ์ร่วมที่สุดดูเหมือนจะเป็นตัวของ Daisy นี่แหละ

“พวกเราทุกคนนั่งอยู่ตรงนั้น นิ่งกันไปหมดเลย และหลังจากนั้นฉันพยายามจะรีบลุกออกไปที่รถเพื่อร้องไห้ และ (ผู้อำนวยการสร้าง) Michelle Rejwan กับ (คนเขียนบท) Chris Terrio หันมาแล้วบอกว่า

‘ไม่เป็นไร, ไปเลย’

ฉันก็แบบว่า ‘ฉันไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าพวกคุณ! ฉันแค่อยากเข้าไปร้องในรถเท่านั้น’ “

แต่เหตุผลที่เธอร้องไห้นั้น ตัวเธอเองก็ไม่ได้เปิดเผยอะไรออกมาสักเท่าไหร่ว่าเพราะเหตุใด แต่แน่นอนว่าการที่เธอได้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลอันยิ่งใหญ่นี้แถมยังเป็นภาคปิดตำนานอีก ต้องทำให้เธอมีอารมณ์ร่วมกับหนังมากแน่ๆ

 “คือ แบบ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ฉันไม่ทันตั้งตัวและปรับอารมณ์ต่างๆ ไม่ทันเลย จนกระทั่งหนังจบลง มันแบบ…คือ…ความรู้สึกหลายๆ อย่างมันท่วมท้นไปหมด”

Daisy Ridley วิ่งออกไปร้องไห้ในรถ! หลังจากดู Star Wars: The Rise of Skywalker จบ

สำหรับตัวของ Daisy Ridley แล้ว นี่ก็ถือเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะมารับบทในแฟรนไชส์สงครามแห่งดวงดาวนี้ เพราะเธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ไม่มีแผนจะกลับมารับบทในจักรวาลนี้แล้ว แต่ไม่แน่ว่าในอนาคตหลายๆ อย่างอาจเปลี่ยนแปลงก็เป้นได้ ไม่แน่เธออาจจะมารับเล่นหนังหรือซีรีส์เกี่ยวกับ Star Wars ทาง Disney+

ที่มา : movieweb.com

ยังไม่ยอมแพ้ Power Rangers ขอรีบูตอีกรอบ โดยผู้กำกับ The End of the F***ng World

รียกว่ายังไม่ยอมแพ้กันง่าย ๆ สำหรับค่าย Paramount เจ้าของลิขสิทธิ์ของ Power Rangers ซึ่งหลังจากฉบับรีบูตรอบหลังสุดปี 2017 ไม่ประสบความสำเร็จ สิทธิของหนังก็คืนกลับมาที่ค่ายเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งค่ายก็ได้ส่งต่อให้ Allspark Pictures บริษัทสร้างหนังจากบริษัทของเล่นอย่าง Hasbro ผู้ถือสิทธิตัวละครอย่าง Transformers และ G.I. Joe มาเดินงานสร้างต่อ โดยได้มอบหมายให้ Jonathan Entwistle ผู้สร้างซีรีส์ยอดฮิต The End of the F***ing World ของ Netflix มารับหน้าที่กำกับ และผู้เขียนบท Patrick Burleigh ซึ่งเป็นผู้เขียนบทหนังแอนิเมชั่นเรื่อง Peter Rabbit 2: The Runaway ที่จะเข้าฉายในปีหน้า

ผู้กำกับ Jonathan Entwistle

ผู้กำกับ Jonathan Entwistle

เรื่องราวของการกลับมาในฉบับใหม่นี้ คาดว่าจะกลับไปยังรากเหง้าที่สร้างมาเป็นหนังการ์ตูนที่เจาะตลาดกลุ่มผู้ชมเด็กจริง ๆ (ไม่พยายามเล่าให้จริงจังและเป็นผู้ใหญ่ อย่างที่ล้มเหลวกับฉบับรีบูตครั้งหลังสุด) โดยจะให้กลุ่มตัวละครหลักย้อนเวลาไปยังยุค 90s และพวกเขาก็ต้องหาทางกลับมายังยุคปัจจุบันให้ได้ ซึ่งมีโทนคล้ายกับหนังย้อนเวลาสุดฮิต Back to the Future (1985)

จากเวอร์ชันญีปุ่นสู่เวอร์ชันสหรัฐฯ กลายเป็นหนังยอดมนุษย์สุดฮิตในปี 1995

จากเวอร์ชันญีปุ่นสู่เวอร์ชันสหรัฐฯ กลายเป็นหนังยอดมนุษย์สุดฮิตในปี 1995

Power Rangers ถูกทำเป็นทีวีซีรีส์ในยุค 90s ระหว่างปี 1993-1997 (ก่อนหน้านั้นโด่งดังเป็นการ์ตูนจากฝั่งญี่ปุ่น ซึ่งเด็ก ๆ ที่โตมาในสมัยนั้นรู้จักในนาม “จูเรนเจอร์”) พอมาฉายในสหรัฐฯ ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น The Mighty Morphin Power Rangers เล่าเรื่องราวของกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่ได้รับพลังจากต่างดาว ฉายครั้งแรกทางช่อง Fox Kids

Mighty Morphin Power Rangers: The Movie (1995)

Mighty Morphin Power Rangers: The Movie (1995)

จนเมื่อปี 2017 ค่ายหนังอย่าง Liongates ได้นำหนังกลับมาทำใหม่ในโทนของความเป็นผู้ใหญ่และให้หนักแน่นจริงจังมากขึ้น คาดหวังให้เป็นจุดเริ่มต้นของแฟรนไชส์ภาคต่อ แต่หนังกลับล้มเหลวทั้งคำวิจารณ์และรายได้ในสหรัฐฯ ไปแค่ 85 ล้านเหรีญฯ และจากทั่วโลกเพียงแค่ $142 ล้านจากทุนสร้าง $100 ล้านเหรียญฯ นำแสดงโดย Dacre Montgomery (Stranger Things) Naomi Scott (เจ้าหญิงจัสมินใน Aladdin ฉบับคนแสดง) และ Ludi Lin จาก Aquaman ซึ่ง Dacre Montgomery เคยออกมาให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ถ้าผู้สร้างอยากจะรีบูตใหม่ เขาก็พร้อมกลับมารับบทเดิมเสมอ (แต่ดูเหมือนจะอดแล้วละนะพ่อหนุ่ม)

Power Rangers (2017) ฉบับรีบูตที่ไม่ประสบความสำเร็จ

Power Rangers (2017) ฉบับรีบูตที่ไม่ประสบความสำเร็จ

ปิดฉากมหาสงครามแห่งจักรวาล Star Wars บทสรุปที่จะถูกพูดถึงไปตลอดกาล!

เตรียมไลท์เซเบอร์ของคุณให้ พร้อม ! เพราะสตาร์วอร์คเกอร์จะอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวอันน่าทึ่งของมหากาพย์สงครามแห่งดวงดาวในไตรภาคสุดท้ายกับการผ่อนคลายปมปริศนาครั้งสำคัญและปิดการต่อสู้เพื่อต่อต้านการสังหารหมู่ ด้านมืดและด้านสว่างที่แฟน ๆ ทั่วโลกตั้งค่ารอคอยที่จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

การันตีตการรับตั๋วเงินเพื่อขายตั๋วล่วงหน้าให้ทุกคนที่ได้รับเงินก้อนโตจากการโจมตีครั้งสุดท้าย สชาวไทยได้ร่วมพิสูจน์ไปพร้อม ๆ กัน 19 ธันวาคมนี้ก่อนอเมริกา

• ความตื่นเต้นแรก: เรย์ คือใคร?
คำถามที่เหล่าแฟนๆ สงสัยกันมานานจะถูกเปิดเผยในภาคนี้ ว่าที่แท้จริงแล้ว หญิงสาวที่มาพร้อมกับพลังผู้นี้เป็นใครกันแน่ โดยผู้เขียนบท คริส เทอร์ริโอ (Chris Terrio) แอบกระซิบว่า แฟนๆ จะได้ทราบถึงต้นกำเนิดของเรย์ และเธอกลายมาเป็นผู้สืบทอดจิตวิญญาณของเจไดได้อย่างไร

• ความตื่นเต้นที่สอง: การกลับมารับหน้าที่ผู้กำกับของ เจ.เจ. เอบรามส์
ผู้กำกับมือทอง เจ.เจ. เอบรามส์ ที่การันตีฝีมือการกำกับของเขาต่อเหล่าสาวกสตาร์ วอร์สเอาไว้ใน
สตาร์ วอร์ส อุบัติการณ์แห่งพลัง (Star Wars: The Force Awakens) เมื่อปี 2558 และในครั้งนี้เขาจะได้ส่งมอบบทสรุปของมหากาพย์สงครามแห่งจักรวาลให้กับแฟนๆ สตาร์ วอร์ส ซึ่งรับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

• ความตื่นเต้นที่สาม: เจ้าหญิงเลอา ผู้จะอยู่ในดวงใจของเราตลอดไป
จากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของเหล่าแฟนคลับจักรวาลสตาร์ วอร์สเมื่อปี 2559 กับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ แคร์รี่ ฟิชเชอร์ ผู้รับบทเจ้าหญิง เลอา โดยใน สตาร์ วอร์ส: กำเนิดใหม่สกายวอล์คเกอร์ อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่แฟนๆ จะได้พบกับตัวละครระดับตำนานอย่างเลอาบนจอเงิน

• ความตื่นเต้นที่สี่: การกลับมาของความชั่วร้ายสุดดำมืดของพัลพาทีน
จักรพรรดิพัลพาทีน รับบทโดยนักแสดงระดับตำนานอย่าง เอียน แม็คเดียร์มิด หนึ่งในวายร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไตรภาคสตาร์ วอร์ส จะกลับมาปรากฏตัวให้เหล่าแฟนๆ ได้เห็นและขวัญผวาไปกับความชั่วร้ายของเขาอีกครั้งหรือไม่นั้นต้องไปพิสูจน์ใน สตาร์ วอร์ส: กำเนิดใหม่สกายวอล์คเกอร์

• ความตื่นเต้นที่ห้า: ศึกตัดสินมหากาพย์สงครามดวงดาว บทสรุปที่จะถูกพูดถึงไปตลอดกาล

และแน่นอนที่สุดกับศึกไลท์เซเบอร์สุดอลังการระหว่างเรย์และไคโลเรน ฉากแอ็คชั่นดุดันที่เต็มไปด้วยเอฟเฟกต์สุดตระการตา เต็มอิ่มกับประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ในระบบพิเศษ IMAX ให้เหล่าสาวกสตาร์ วอร์สได้ร่วมลุ้นไปกับบทสรุปครั้งนี้

ลูคัสฟิล์ม และผู้กำกับ เจ.เจ. เอบรามส์ รวมพลังกันอีกครั้งเพื่อพาผู้ชมไปสู่มหากาพย์การผจญภัยในกาแล็คซี่อันไกลโพ้นกับ สตาร์ วอร์ส: กำเนิดใหม่สกายวอร์คเกอร์ บทสรุปของตำนานอันน่าตื่นเต้นของตระกูลสกายวอร์คเกอร์
เมื่อตำนานใหม่จะถือกำเนิดและการต่อสู้ครั้งสุดท้ายเพื่ออิสรภาพกำลังจะมาถึง

นำแสดงโดย แคร์รี่ ฟิชเชอร์, มาร์ค ฮามิลล์, อดัม ไดรเวอร์, เดซี่ ริดสีย์, จอห์น โบเยก้า, ออสการ์ ไอแซค, แอนโธนี แดเนียลส์, นาโอมิ แอคกี้, ดอมห์นัล กลีสัน, ริชาร์ด อี. แกรนท์, ลูปิต้า ยองโก, เคอรี รัสเซลจูนาส ซูโอทาโม่, เคลลี่ มารี ทราน, และบิลลี ดี วิลเลี่ยม

นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่รอให้แฟน ๆ ได้ร่วมกันบทสรุปของมหาสงครามแห่งจักรวาลในสตาร์วอร์ส: สตาร์วอร์คเกอร์ (กำเนิดใหม่) Skywalker) ปิดฉากความมันส์ถึงใจในระบบพิเศษไอแมกซ์ก่อนที่จะถึงอเมริกา 19 ธันวาคมในภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นตำนาน แต่เรื่องราวของพวกเขาจะพูดถึงตลอดกาล! “ ขอพลังจงสถิตอยู่กับท่าน – ขอให้กองทัพอยู่กับคุณ” สาวกสตาร์วอร์สทุกคน

ลูกโลกทองคำ 2020: รายนามผู้เข้าชิง Marriage Story มีชื่อ 6 สาขา

เปิดเผยออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับรายนามผู้เข้าชิงของ ลูกโลกทองคำ 2020 หรือ Golden Globes ครั้งที่ 77 ซึ่งทางฝั่งภาพยนตร์นั้นถือได้ว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างหนังที่เข้าฉายโรงใหญ่และหนังที่ฉายบน Netflix

Marriage Story ภาพยนตร์บน Netflix ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ในการหย่าร้างระหว่างคนสองคนที่เน้นไปที่อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครมาแรงแซงโค้ง มีชื่อเข้าชิงมากที่สุดถึง 6 สาขา ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า (อดัม ไดรเวอร์), นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า (สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน), นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า (ลอร่า เดิร์น), บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

Marriage StoryMarriage Story

อีกเรื่องจาก Netflix ที่มาแรงก็คือหนังแก๊งสเตอร์อย่าง The Irishman ที่เข้าชิงทั้งหมด 4 สาขา ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า, ผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม (มาร์ติน สกอร์เซซี), นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า (อัล ปาชิโน และ โจ เพสซี) และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ฟากฝั่งภาพยนตร์ที่เข้าฉายในโรงนำหน้ามาโดย Once Upon a Time in Hollywood ที่ปรากฏชื่อทั้งหมด 5 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทตลกหรือเพลง, ผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม (เควนติน ทาแรนติโน), นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทตลกหรือเพลง (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ), นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ประเภทตลกหรือเพลง (แบรด พิตต์) และ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

JokerJoker

ส่วน Joker มีชื่อเข้าชิง 4 สาขาจาก ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า, ผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม (ทอดด์ ฟิลิปส์), นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า (ฮวาคิน ฟีนิกซ์) และดนตรีประกอบยอดเยี่ยม ส่วนทางฝั่งละครโทรทัศน์ที่น่าสนใจก็มีทั้ง SuccessionBig Little Lies และ The Crown ที่เรียงหน้าเข้าชิงสาขาใหญ่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำประจำปี 2020 จะมีขึ้นในเช้าวันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2020 (ตามเวลาในประเทศไทย)

The CrownThe Crown

รายชื่อผู้เข้าชิง ลูกโลกทองคำ 2020

สาขาภาพยนตร์

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า
The Irishman
Joker
The Two Popes
Marriage Story
1917

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทตลกหรือเพลง
Once Upon a Time in Hollywood
Knives Out
Dolemite Is My Name
Jojo Rabbit
Rocketman

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า
Christian Bale, Ford v Ferrari
Joaquin Phoenix, Joker
Antonio Banderas, Pain and Glory
Jonathan Pryce, The Two Popes
Adam Driver, Marriage Story

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า
Renée Zellweger, Judy
Charlize Theron, Bombshell
Saoirse Ronan, Little Women
Cynthia Erivo, Harriet
Scarlett Johansson, Marriage Story

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทตลกหรือเพลง
Leonardo DiCaprio, Once Upon a Time in Hollywood
Eddie Murphy, Dolemite Is My Name
Daniel Craig, Knives Out
Taron Egerton, Rocketman
Roman Griffin Davis, Jojo Rabbit

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ประเภทตลกหรือเพลง
Awkwafina, The Farewell
Beanie Feldstein, Booksmart
Ana de Armas, Knives Out
Emma Thompson, Late Night
Cate Blanchett, Where’d You Go, Bernadette?

รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม
Brad Pitt, Once Upon a Time in Hollywood
Al Pacino, The Irishman
Tom Hanks, A Beautiful Day in the Neighborhood
Joe Pesci, The Irishman
Anthony Hopkins, The Two Popes

รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม
Jennifer Lopez, Hustlers
Laura Dern, Marriage Story
Margot Robbie, Bombshell
Kathy Bates, Richard Jewell
Annette Bening, The Report

รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
Martin Scorsese, The Irishman
Quentin Tarantino, Once Upon a Time in Hollywood
Bong Joon-ho, Parasite
Sam Mendes, 1917
Todd Phillips, Joker

รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
Quentin Tarantino, Once Upon a Time in Hollywood
Noah Baumbach, Marriage Story
Anthony McCarten, The Two Popes
Bong Joon-ho and Han Jin-won, Parasite
Steven Zaillian, The Irishman

รางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
“(I’m Gonna) Love Me Again,” Rocketman
“Spirit,” The Lion King
“Into the Unknown,” Frozen 2
“Stand Up,” Harriet
“Beautiful Ghosts,” Cats

รางวัลดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
Thomas Newman, 1917
Hildur Guonadottir, Joker
Randy Newman, Marriage Story
Alexandre Desplat, Little Women
Daniel Pemberton, Motherless Brooklyn

รางวัลภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม
Frozen 2
Toy Story 4
How to Train Your Dragon: The Hidden World
Missing Link
The Lion King

รางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม
The Farewell
Pain and Glory
Parasite
Portrait of a Lady on Fire
Les Misérables

 

สาขาละครโทรทัศน์

รางวัลละครโทรทัศน์ยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า
The Crown
The Morning Show
Succession
Big Little Lies
Killing Eve

รางวัลละครโทรทัศน์ยอดเยี่ยม ประเภทตลกหรือเพลง
Barry
The Politician
Fleabag
The Kominsky Method
The Marvelous Mrs. Maisel

รางวัลมินิซีรีส์หรือภาพยนตร์โทรทัศน์ยอดเยี่ยม
Loudest Voice
Chernobyl
Unbelievable
Fosse/Verdon
Catch-22

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ละครโทรทัศน์ประเภทดราม่า
Brian Cox, Succession
Tobias Menzies, The Crown
Billy Porter, Pose
Kit Harington, Game of Thrones
Rami Malek, Mr. Robot

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ละครโทรทัศน์ประเภทดราม่า
Jennifer Aniston, The Morning Show
Olivia Colman, The Crown
Jodie Comer, Killing Eve
Nicole Kidman, Big Little Lies
Reese Witherspoon, The Morning Show

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ละครโทรทัศน์ประเภทตลกหรือเพลง
Michael Douglas, The Kominsky Method
Bill Hader, Barry
Ben Platt, The Politician
Paul Rudd, Living With Yourself
Ramy Youssef, Ramy

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ละครโทรทัศน์ประเภทตลกหรือเพลง
Rachel Brosnahan, The Marvelous Mrs. Maisel
Kirsten Dunst, On Becoming a God in Central Florida
Christina Applegate, Dead to Me
Natasha Lyonne, Russian Doll
Phoebe Waller-Bridge, Fleabag

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทมินิซีรีส์หรือภาพยนตร์โทรทัศน์
Sam Rockwell, Fosse/Verdon
Russell Crowe, The Loudest Voice
Jared Harris, Chernobyl
Christopher Abbott, Catch-22
Sacha Baron Cohen, The Spy

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ประเภทมินิซีรีส์หรือภาพยนตร์โทรทัศน์
Helen Mirren, Catherine the Great
Michelle Williams, Fosse/Verdon
Merritt Weaver, Unbelievable
Kaitlyn Dever, Unbelievable
Joey King, The Act

รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ประเภทละครโทรทัศน์, มินิซีรีส์ และภาพยนตร์โทรทัศน์
Alan Arkin, The Kominsky Method
Kieran Culkin, Succession
Henry Winkler, Barry
Andrew Scott, Fleabag
Stellan Skarsgard, Chernobyl

รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ประเภทละครโทรทัศน์, มินิซีรีส์ และภาพยนตร์โทรทัศน์
Toni Colette, Unbelievable
Meryl Streep, Big Little Lies
Helena Bonham Carter, The Crown
Patricia Arquette, The Act
Emily Watson, Chernobyl

สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน บอก Black Widow จะไม่ใช่หนังฉาบฉวย

สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน บอก Black Widow จะไม่ใช่หนังฉาบฉวย

 

ดูเหมือนว่าการออกมาโจมตีของผู้กำกับรุ่นอาวุโสที่คร่ำหวอดในวงการหลายต่อหลายคนในช่วงที่ผ่านมา หาว่า หนัง Marvel เหมือนกับการเที่ยวสวนสนุกมากกว่าการชมภาพยนตร์ที่เป็นศิลปะนั้น ก็ส่งผลต่อมุมมองของฟากฝั่ง Marvel อยู่พอสมควร Scarlett Johansson ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงหนัง Black Widow ของเธอที่กำลังจะปล่อยตัวอย่างแรกออกมาเร็ว ๆ นี้ และเป็นหนัง Marvel ที่เป็นหนังแยกเดี่ยวและหนังที่โฟกัสถึงตัวละครของเธอเต็ม ๆ เป็นครั้งแรก หลัง Avengers: Endgame รวมถึงหลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว เธอกล่าวว่า จะไม่ทำหนังเรื่องนี้อย่าง “ฉาบฉวย” (เธอเป็นหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางหนังด้วย)

Black Widow เตรียมเข้าฉายในสหรัฐฯ 1 พฤษภาคม ปีหน้า

Black Widow เตรียมเข้าฉายในสหรัฐฯ 1 พฤษภาคม ปีหน้า

อย่างที่หลายคนคงทราบชะตากรรมและจุดจบของตัวละคร “นาตาชา โรมานอฟ” ใน Endgame ไปแล้ว หนัง ฺBlack Widow จะเจาะลึกถึงตัวละครตัวนี้อย่างเล่าย้อนไปถึงช่วงเวลาที่เกิดขึ้น ระหว่าง Captain America: Civil War และ Avengers: Infinity War  ซึ่ง Scarlett ที่กำลังจะมีหนังดราม่าอีกเรื่องออกฉายทาง Netflix เรื่อง Marriage Story ซึ่งหลายสำนักทำนายว่า เธอจะได้เข้าชิงออสกาณ์จากเรื่องนี้แน่ ๆ เพิ่งออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับนิตยสาร Vanity Fair ว่า

“…ฉันบอกกับทีมผู้สร้างว่า ไม่อยากให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เล่าถึงต้นกำเนิดแบบเดิม ๆ และก็ไม่อยากให้เป็นหนังสายลับจ๋า ซึ่งมันจะฉาบฉวยเกินไป ฉันอยากลงลึกกับตัวละคร โดยเฉพาะความรู้สึกของนาตาชาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่หนังบอกเล่า เอาเข้าจริง ๆ บทนาตาชาได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ไปแล้วนะ ใน Endgame ถ้าเราไม่มีเหตุผลที่ดีพอจะลงลึกกับตัวละครตัวนี้ เราคงไม่ต้องกลับมาสร้างหนังเรื่องนี้กัน เพียงแค่เพื่อจะเรียกเงินจากคนดู…”

Scarlett Johanson กับแฟชันเซ็ตของนิตยสาร Vanity Fair

Scarlett Johansson กับแฟชั่นเซ็ตของนิตยสาร Vanity Fair

อย่างที่แฟน ๆ Marvel และคอหนังต่างสัมผัสกันมาตั้งแต่การปรากฎตัวครั้งแรกของตัวละครตัวนี้ใน Iron Man 2 (2010) ตัวละครนาตาชา โรมานอฟ เป็นตัวละครผู้หญิงที่โดดเด่น และเป็นผู้หญิงคนเดียวใน Avengers รุ่นแรกสุด Scarlett รับบทเป็นสายลับสองหน้าที่มีความลับดำมืดซ่อนอยู่ในที่มาที่ไปที่ไม่มีใครรู้ของเธอ อย่างที่หนัง MCU แต่ละเรื่องที่มีเธอ มักจะคายเบาะแสถึงเบื้องหลังสีเทาของเธอออกมาตลอด นี่จึงนับเป็นตัวละครที่มีสีสันและยังมีเรื่องราวให้ติดตามอยู่อีกมาก และคงน่าเสียดายที่คนดูจะหมดโอกาสสำรวจ หลังจากเธอจบบทบาทไป

Scarlett ยังมุ่งหวังจะให้ตัวละครตัวนี้ เป็นต้นแบบแรงบันดาลใจของผู้ที่ผ่านความเจ็บปวดและบอบช้ำจากการใช้ชีวิต (ยิ่งเฉพาะกับผู้หญิงด้วยแล้ว) ให้ผู้ชมที่ได้ดูเรียนรู้จากความเปราะบางของชีวิต ความละอายใจในการทำสิ่งผิดพลาด ผิดหวังเสียใจ และลุกขึ้นใช้ชีวิตต่อไป ไม่ใช่แค่การเป็นหนังสายลับ แอ็คชันระเบิดตูมตามอย่างเดียว

ทีมนักแสดงจาก Black Widow

ทีมนักแสดงจาก Black Widow

Black Widow ยังนำแสดงโดยนักแสดงอย่าง David Harbour (Stranger Things) นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ Rachel Weisz (The Mummy, The Favourite) Ray Winstone (Beowulf) Florence Pugh และมีข่าวลือว่า Robert Downey Jr. และ William Hurt เจ้าของบทนายพล Ross (จาก The Incredible Hulk) จะกลับมารับบทเดิมในเรื่องนี้ด้วย กำกับโดยผู้กำกับหญิง Cate Shortland ชาวออสเตรเลียที่เคยทำหนังเล็ก ๆ อย่าง Lore และ Berlin Syndrome มาก่อน เข้าฉายในสหรัฐฯ 1 พฤษภาคม ปีหน้า

ทีมนักแสดงจาก Black Widow

ทีมนักแสดงจาก Black Widow

Avengers: Endgame นำทีม ฉากจากหนังที่ดีที่สุดแห่งปี 2019

Avengers: Endgame นำทีม ฉากจากหนังที่ดีที่สุดแห่งปี 2019

ผ่านมา 11 เดือนแล้วสำหรับปี 2019 หากไม่นับอีก 1 เดือนที่เหลืออยู่ซึ่งจะมีหนังใหญ่อย่าง Star Wars ภาคที่ 9 และหนังดราม่าล่ารางวัลอีกหลายเรื่องทยอยเปิดตัว ตลอดทั้ง 11 เดือนของปีนี้ คอหนังก็ได้รับชมหนังหลากหลายแนวเหมือนเช่นทุกปี ในโอกาสเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าของชาวตะวันตก เว็บไซต์ Movieweb ถือโอกาสนี้ย้อนกลับไปดูว่า ฉากเด็ดโดนใจในภาพยนตร์เรื่องไหนบ้างที่แซ่บเวอร์ สุดยอด หรือต้องตบเข่าดังฉาด ร้อง “ขอบคุณพระเจ้า” ที่ดลบันดาลให้เหล่าผู้สร้างผู้กำกับหนังทั้งหลาย สร้างซีนเด็ด ๆ เหล่านี้ออกมา ชาว What The Fact ลองมาดูกันว่า มีฉากไหนที่โดนใจเราด้วยเหมือนกัน

Avengers ประจัญบาน (Avengers: Endgame)

Avengers: End Game

Avengers: Endgame

หนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปีนี้และอาจจะเรียกได้ว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลสำหรับแฟนหนังซูเปอร์ฮีโรและแฟนหนังมาร์เวล ฉากการประจัญบานหลังจากกัปตันอเมริกาพูดคำว่า “Assemble” เปรียบเสมือนจุดสิ้นสุดหรือปลายทางที่รอคอยกันมาตั้งแต่หนังเรื่องแรก Iron Man ในปี 2008 (จริง ๆ ในโรงภาพยนตร์ก็ได้ยินเสียงฮือฮา ตั้งแต่ได้ยินเสียงของฟัลคอนลอยมา ก่อนประตูมิติจะเปิดและทยอยขนพลพรรคมาร่วมรบ) ผู้กำกับพี่น้อง Russo ฉลาดในการสร้างซีนการต่อสู้ที่ค่อย ๆ บิวด์อารมณ์ เปิดศึกกับธานอสด้วยขวัญใจ Avengers รุ่นแรกก่อน อย่างกัปตันอเมริกา ธอร์ และไอรอนแมน ก่อนที่จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และมีเพื่อน ๆ มาช่วยอีกคำรบ ซึ่งก็ถือเป็นการกระจายบทบาทของตัวละครที่มีมากกว่า 20 ตัวได้ดี เราได้เห็นฉากรวมฮีโรฝ่ายหญิงแบบเท่ ๆ ฉากกอดที่คิดถึงและเป็นกอดสุดท้ายเรียกน้ำตาระหว่างโทนี สตาร์คและปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ ฉากเปิดตัวอันทรงพลังของกัปตันมาร์เวล ฉากหมอแปลกมอบทางเลือกสุดท้ายเพียงหนึ่งเดียวให้กับไอรอนแมน ก่อนจะปิดท้ายด้วยความเศร้าตอนท้ายเรื่อง ครบรสและอิ่มเอมเหมือนที่หลายคนเอาไปเปรียบเทียบกับฉากรบสุดท้ายของ The Lord of the Rings พูดได้เลยว่า นี่คือฉากรวมพลประจัญบานของเหล่าฮีโรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา ต้องขอบคุณมาร์เวลที่สร้างช่วงเวลา 10 ปีที่ทรงคุณค่าและสร้างหนังที่สนองนีดแฟน ๆ ได้ถึงอกถึงใจตลอดมา

ความวินาศสันตะโรของสาวก Manson ที่บุกเข้าบ้านผิดหลัง (Once Upon a Time in Hollywood)

Once Upon a Time in Hollywood

Once Upon a Time in Hollywood

(สปอยล์) อีกหนึ่งผู้กำกับสุดกวนที่ทำหนังแบบไม่แคร์โลกความเป็นจริง ต้องยกให้ Quentin Tarantino ที่เคยฆ่าฮิตเลอร์อย่างเมามันมาแล้วใน Inglorious Basterds (2010) เขากลับมาทำแบบเดิมอีกครั้งในหนังที่เล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมของชารอน เทต นักแสดงสาวภรรยาของผู้กำกับ Roman Polanski ที่ถูกสังหารโดยเหล่าสาวกวัยรุ่นที่ถูกหลอนประสานโดยหัวหน้าลัทธิชาร์ล แมนสัน คอหนังหลายคนก็เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว เพื่อเข้าไปดูฉากฆาตกรรมสุดสะเทือนขวัญนี้ แต่กลายเป็นว่า Tarantino หักหลังคนดูอย่างร้ายกาจ ด้วยการให้เหล่าสาวกดันเกิดไม่พอใจริค ดาลตัน ตัวละครของ Leonardo DiCaprio นักแสดงตกอับที่อยู่บ้านข้าง ๆ เทต ที่ออกมาด่าสาดเสียเทเสียขณะที่พวกเขาจอดติดเครื่องรถเสียงดัง ขณะรอจังหวะบุกบ้านเทต เหล่าวัยรุ่นเลยเปลี่ยนใจขอบุกบ้านดาลตันแทน และดันไปเจอกับคลิฟ บูธ สตั๊นแมนท์สายโหดจอมบู๊เพื่อนของริค ตัวละครของ Brad Pitt และสุนัขสุดโหดแบรนดี้ หนึ่งเจ้านายหนึ่งหมาเลยเล่นงานพวกตัวร้ายซะหงายเก๋ง ต้องขอบคุณ Tarantino ทีมอบฉากอันบันเทิงที่สุดของเรื่อง และทำให้อย่างน้อย ๆ ชารอน เทต และลูกน้อยในท้องอายุครรภ์ 8 เดือน ก็ไม่ต้องตายในโลกสมมติเรื่องนี้ซ้ำอีกรอบ

ทุกฉากทุกตอนของหนังแก๊งสเตอร์ทุนสร้างมหาศาล (The Irishman)

The Irishman

The Irishman

เพิ่งเข้าฉายในสัปดาห์วันขอบคุณพระเจ้านี้เอง สำหรับหนังที่ผู้กำกับมือเก๋าอย่างคุณปู่ Martin Scorsese ตั้งใจอยากจะสร้างมาหลายสิบปี แต่เพราะต้องใช้ทุนสร้างราคาแพงไปกับการลดอายุตัวละครหลักทั้ง 3 (หนังเล่าเรื่องตอนช่วงของตัวละครที่มีทั้งตอนอายุ 50 และ 70 ปี) ประจวบเหมาะกับที่ Scorsese ตกลงกับ Netflix เกี่ยวกับทุนสร้างสนนราคาที่ 175 ล้านเหรียญฯ อันจะต้องใช้ไปกับเทคโนโลยี De-Aging ได้อย่างลงตัว Netflix ที่ก็อยากตบหน้าคณะกรรมการออสการ์อีกครั้ง หลังคณะกรรมการพยายามขัดขวางไม่ให้หนังจาก Netflix ได้มีที่ยืนบนเวทีรางวัล (ล้มเหลวไปแล้วกับ Roma ที่ถูกสรรเสริญอย่างมากเมื่อปีก่อน) จึงได้สมหวังกับการมีหนังของผู้กำกับชั้นครูมาอยู่ในสตรีมมิง หลายเสียงชื่นชมมีให้กับหนังแก๊งเสตอร์ความยาว 3 ชั่วโมงครึ่งที่น่าจะเป็นอีกมาสเตอร์พีซตลอดกาล จากฝีมือของผู้กำกับที่ทำหนังแนวนี้ได้ดีที่สุดอย่างไม่มีเบอร์สอง (ประณีตบรรจงถ่ายวันละแค่ 3 ซีนต่อวัน ตลอด 108 วันของการถ่ายทำ) คงต้องขอบคุณทั้ง Netflix ที่กล้าเสี่ยงลงทุน และขอบคุณปู่ Martin ที่ยังมีแรงทำหนังที่เต็มไปด้วยศาสตร์และศิลป์ (อย่างที่ไม่ใช่สวนสนุก?)

ฮิตเลอร์ลอยออกนอกหน้าต่าง (Jojo Rabbit)

Jojo Rabbit

Jojo Rabbit

ผู้กำกับสุดแนวอย่าง Taika Waititi ผู้กำกับหนังอย่าง Thor: Ragnarok (2017) และจะได้กลับมากำกับ Thor: Love and Thunder ก็มีผลงานเพี๊ยน ๆ แนว ๆ ออกมาในปีนี้เช่นกัน ชื่อว่า Jojo Rabbit (ยังไม่เข้าฉายในไทยและน่าจะไม่ได้เข้า) ที่ตัวเขาเองได้มารับบทเป็นฮิตเลอร์ หนังเป็นเรื่องราวของโจโจ ตัวละครหลักที่เป็นเพื่อนในจินตนาการของฮิตเลอร์ รับบทโดยนักแสดงเด็ก Roman Griffin Davis (ต่อไปนี้สปอยล์) ตลอดทั้งเรื่อง ฮิตเลอร์จะให้คำแนะนำและคำสอนผิด ๆ แก่โจโจ ซึ่งพอตอนจบที่โจโจได้เรียนรู้แล้วว่า ฮิตเลอร์พร่ำสอนเขาแต่เรื่องเลวทราม จึงได้รวบรวมความกล้าหาญเตะฮิตเลอร์ลอยออกนอกหน้าต่างไป ซึ่งเป็นฉากที่โดนใจที่สุดแล้วของหนังเรื่องนี้ หนังยังได้นักแสดงอย่าง Scarlett Johansson และ Sam Rockwell มาสมทบด้วย ขอบคุณ Waititi ที่ยังกล้าทำหนังแนว ๆ (…แนวถูกใจตัวเอง) แต่ก็เป็นหนังที่คงความอาร์ตและแหวกแนวได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

โจ๊กเกอร์เต้นรำกลางบันได (Joker)

Joker

Joker

ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ผู้คนต่างพากันกังวลว่ามีเรื่องร้าย ๆ อะไรเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนที่หนัง Joker เข้าฉาย (อย่างตอน The Dark Knight Rises ก็เกิดเหตุกราดยิงในโรงภาพยนตร์จนมีผู้เสียชีวิต) เพราะนับตั้งแต่หนังปล่อยตัวอย่างออกมา จนกระทั่งเริ่มมีนักวิจารณ์ได้ชมมากคนเข้าเรื่อย ๆ ทุกคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า หนังเต็มไปด้วยความเศร้าซึม (ไม่เหมาะกับผู้เป็นโรคหรือภาวะซึมเศร้าจะรับชม) ที่อาจทวีก่อเกิดเป็นความรุนแรงกับฉากปลุกระดมในตอนท้ายเรื่อง ถึงขนาดเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยของสหรัฐฯ ปิดประกาศเตือนให้ระแวดระวังความรุนแรงหน้าโรงภาพยนตร์ทุกแห่งที่ฉายหนังเรื่องนี้ แต่ถึงอย่างนั้น หนังก็มีฉากที่น่าจดจำที่สุดของเรื่องโดยปราศจากความรุนแรงใด ๆ (แต่อาจเต็มไปด้วยความขนพองสยองเกล้าแทน) นั่นคือ ฉากที่โจ๊กเกอร์เต้นรำไปกับเพลง Rock and Roll Part 2 ของ Gary Glitter บนบันไดบรู๊คลินของเมืองนิวยอร์ก ก่อนที่เขาจะไปปฏิบัติการในฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง จนอาจพูดแบบตลกร้ายได้ว่า นี่เป็นหนังที่รุนแรงที่สุดแห่งปี แต่กลับมีฉากที่ทรงพลังที่สุดเป็น “ฉากเต้น” และไม่มีปืนหรืออาวุธร้ายแรงอยู่ในฉากนี้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว (เบื้องหลังของฉากนี้ นักแสดง Joaquin Phoenix บิวด์ตัวเองให้เต้นรำโดยไม่มีการเปิดเพลงประกอบขณะถ่ายทำเลย) ขอบคุณผู้กำกับ Tod Phillips ที่พลิกโฉมและนำความสดใหม่ ความงานคราฟท์อันงดงาม มามอบให้กับหนังตระกูลซูเปอร์ฮีโรสายดาร์ก

จีนี่จ๋าพาเจ้าชายอะลาดินขึ้นขบวนแห่เข้าเมือง (Aladdin)

Aladdin

Aladdin

หนังที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นยักษ์ล้มเรื่องแรกของหนัง Live Action เทพนิยายของ Disney แต่ทำไปทำมาก็กลับกลายเป็นหนังที่ทำเงินทั่วโลกไปเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลของนักแสดงอย่าง Will Smith ด้วย Aladdin กลายเป็นความบันเทิงสำหรับทุกคนในครอบครัวโดยแท้ เพราะเต็มไปด้วยเรื่องราวแฟนตาซีสุดมหัศจรรย์ ลิง นกยักษ์ พรมวิเศษ และแน่นอน เพลงประกอบที่ทำให้คนดูแทบจะอยากลุกขึ้นร้องและเต้นตามขณะที่ได้ชม แม้ว่าโดยภาพรวมก็จะเหมือน ๆ กับหนัง Live Action ของ Disney เรื่องอื่น ๆ ที่ก็อปฉบับการ์ตูนมาแบบช็อตต่อช็อต Will Smith ขับร้องเพลง Friend Like Me ได้อย่างสนุกสนานในฉากที่ยักษ์จีนี่ตัวสีฟ้า เสกให้อะลาดินกลายเป็นเจ้าชายอาลี แล้วพาขึ้นขบวนแห่มาสู่แนะนำตัวเพื่อสู่ขอเจ้าหญิงจัสมินจากเจ้าเมือง ฉากเวอร์วังอลังการนี้แทบจะทำให้นึกถึงสุนทรียภาพของขบวนแห่ในหนัง Raiders of the Lost Ark (1981) (หรือ Indiana Jones ภาคแรก) กันเลยทีเดียว ขอบคุณ Will Smith และ Guy Ritchie ผู้กำกับ ที่ทำให้ฉากนี้กลายเป็นฉากที่ทำให้คนดูยิ้มกว้างที่สุดในรอบปี

ฉากการต่อสู้บนหลังม้า (John Wick: Chapter 3-Parabellum)

John Wick: Chapter 3-Parabellum

John Wick: Chapter 3-Parabellum

Keanu Reeves ได้ปีนี้เป็นปีทองหลังจากเงียบหายนาน เพราะความสำเร็จของ John Wick ภาค 3 ที่สุกงอมจนทำให้กลายเป็นหนังไตรภาคที่ประสบความสำเร็จ (รายได้ภาค 3 ของ John Wick ทำได้มากกว่าภาค 3 ของ The Matrix) จนทำให้ภาค 4 มารอจ่อถ่ายทำอยู่ทั้ง 2 เรื่องที่ว่า จุดขายที่โดดเด่นมาทุกภาคของเหล่านักล่าของ The Continental ก็คือฉากการต่อสู้ที่ดิบ เถื่อน สมจริง ของผู้กำกับทุกภาคที่ผ่านมาซึ่งเคยเป็นทีมสตั๊นแมนท์ของ The Matrix มาก่อน ในภาค 3 นี้ ฉากที่เป็นที่ประทับใจของคอหนังบู๊ ก็คือฉากต่อสู้บนหลังม้าของจอห์นระหว่างหนีจากการตามล่าของแก๊งมอร์เตอร์ไซค์นินจา ซึ่งเป็นฉากของเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องทันทีจากตอนจบในภาค 2 หลังจอห์นถูกอัปเปหิจากองค์กรนักฆ่าและต้องเริ่มหนีจากการไล่ล่าอย่างหัวซุกหัวซุน นอกจากนั้นหนังก็ยังมอบความบันเทิงแบบแอ็กชันจัดเต็ม ทั้งฉากหมัดแลกหมัด ต่อสู้ด้วยมีด ดาบ และฉาก long-take การต่อสู้แบบไม่มีคัท ขอบคุณความแก่แต่เก๋าของป๋าที่ยังมาเล่นหนังบู๊ได้อย่างมันหยดขนาดนี้ในวัย 50 กว่าแบบนี้

อ้างอิง Movieweb