Patrick Stewart ได้เข้าพูดคุยกับทาง Marvel เกี่ยวกับหนัง X-Men

Patrick Stewart ผู้รับบท Professor X (Charles Xavier) ในหนังแฟรนไชส์ X-Men ได้เข้าพูดคุยกับทาง Kevin Feige และ Marvel Studios เกี่ยวกับหนัง X-Men ในอนาคต แต่เจ้าตัวไม่ได้วางแผนจะกลับมารับบท Professor X แต่อย่างใด

Patrick Stewart ได้เข้าพูดคุยกับทาง Marvel เกี่ยวกับหนัง X-Men

Stewart ได้ครองสถิติ Guinness World Record สำหรับการเล่นหนังฮีโร่ Marvel มาอย่างยาวนานที่สุดสำหรับบทบาทของ Professor X (Charles Xavier) ด้วยระยะเวลาถึง 17 ปี และจบบทบาทนี้ครั้งสุดท้ายในปี 2017 ในเรื่อง Logan เคียงคู่กับ Hugh Jackman ในบทบาท Wolverine (Logan)

Patrick Stewart ได้เข้าพูดคุยกับทาง Marvel เกี่ยวกับหนัง X-Men

แน่นอนว่าทาง Marvel ได้ยืนยันเอาไว้ว่าจะนำ X-Men เข้ามาสู่จักรวาล MCU ในงาน San Diego Comic-Con 2019 ว่าจะนำเหล่า X-Men เข้ามาในช่วง Phase 5 ของจักรวาล MCU

จากการให้สัมภาษณ์กับทาง Digital Spy ของ Stewart เขาได้ยืนยันว่าเข้าพบ Feige เมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมาและได้พูดคุยกัน “อย่างยาวนาน” รวมถึงการพูดถึง “ทิศทางและคำแนะนำ ซึ่งรวมถึงตัวละคร Charles Xavier” แต่แน่นอนว่าเจ้าตัวไม่ได้วางแผนว่าจะกลับมารับบทบาทนี้แต่อย่างใด

“ปัญหามันอยู่ตรงนี้…ถ้าเราไม่ได้ทำ Logan ขึ้นมา แน่นอนผมอาจจะพร้อมกับนั่งรถเเข็นอีกครั้งในฐานะ Charles Xavier ก็ได้ แต่ในหนัง Logan ได้เปลี่ยนแปลงจุดนั้นไปเรียบร้อยแล้ว”

ใน Logan แน่นอนว่าตัวละครของ Professor X ได้ยกระดับ แสดงภาวะทางอารมณ์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ และก็ปิดฉากตัวละครนี้ได้อย่างดีแล้ว ซึ่งถ้าทาง MCU จะชุบชีวิตตัวละครนี้กลับมามันก็ออกจะแปลกๆ ไปเสียหน่อย และน่าจะกระทบกับอารมณ์ความรู้สึก และอะไรหลายๆ อย่างจากเรื่อง Logan แน่นอน ซึ่งความยอดเยี่ยมของ Logan ยังถูกหลายๆ คนยกให้เป็นตัวปิดยุค X-Men ของ Fox มากกว่าที่ Dark Phoenix ทำเอาไว้เสียอีก

ทางที่ดี Marvel ควรจะเริ่มต้นใหม่ล้างไพ่ ล้างหน้ากระดานของ X-Men ซะ ดีกว่าพยายามจับ Stewart, Jackman หรือใครก็ตามที่เคยได้รับบทใน X-Men จาก Fox มาสู่จักรวาล MCU (ยกเว้น Deadpool (Ryan Reynolds) ที่อยากให้เข้าจักรวาลเร็วๆ สักที)

ที่มา : screenrant.com

Colin Farrell ได้ออกมาพูดถึงภาพหลุดผมสีขาวว่ามันเป็น “ความผิดพลาด”

Colin Farrell ได้เคลียร์ชัดถึงประเด็นเกี่ยวกับบทบาท The Penguin ที่เขาแสดงในหนัง The Batman ของ Matt Reeves จากภาพหลุดที่ตัวเขามีลักษณะผมเป็นสีขาวออกเงินๆ ที่มีลักษณะคล้ายกับภาพหลุดที่ออกมาจากกองถ่ายก่อนหน้านี้

Colin Farrell ได้ออกมาพูดถึงภาพหลุดผมสีขาวว่ามันเป็น "ความผิดพลาด"
Colin Farrell ได้ออกมาพูดถึงภาพหลุดผมสีขาวว่ามันเป็น "ความผิดพลาด"

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเจ้าตัวได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่ามันไม่ใช่แบบนั้น ที่ผมของเขามีสีแบบนั้นนั่นก็เพราะว่าเป็นความผิดพลาดในการย้อมผมของเขานั่นแหละ!

Farrell ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในรายการ The Ellen Show ถึงกรณีสีผมที่ผิดพลาดอันนี้เอาไว้ว่าเขาเพิ่งกลับมาจากการถ่ายทำหนังอีกเรื่อง และก็ตัดสินใจอยากย้อมผม (ในรายการนี้เขาผมดำแล้วนะ)

“หลังจากผมกลับมาจากถ่ายทำหนังใกล้กับที่ North Pole ผมก็อยากทำอะไรบางอย่างเช่นตัดสินใจเพ้นท์เล็บเป็นสีดำ, ตัดผม, อาบน้ำ และผมก็ตัดสินใจที่จะย้อมผมเมื่อผมกลับมาที่ Los Angeles ผมไปที่ร้านและซื้อยาทำผมที่ดีที่สุดของ L’Oréal ในราคา 80 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,400 บาท)

ผมคิดว่ารูปที่เห็นกันนั่นเป็นสีที่ 5 ละนะ  ตอนแรกมันเป็นสีม่วง แล้วจากนั้นมันก็กลายเป็นสีเหลืองเหมือนปัสสาวะ ต่อมาก็เป็นสีแบบที่คุณเห็นไม่ว่ามันจะเรียกว่าสีอะไรก็ตาม Foxy silver gray และหลังจากนั้นผมเลยไปหาเพื่อนให้มาที่บ้านผมเพื่อแก้ไขมันซะ”

หลังจากนั้นเจ้าตัวยังพูดถึงบทบาทที่เขาได้รับเกี่ยวกับตัว Oswald Cobblepot/ The Penguin ว่าลูกๆ เขาไม่ปลื้มเอาซะเลยที่พ่อของพวกเขาต้องรับบทเป็นวายร้าย จริงๆ แล้วเขาก็เคยรับบทวายร้ายในหนังฮีโร่มาก่อน เช่นบทบาท Bullseye ในเรื่อง Daredevil (2003)

Colin Farrell ได้ออกมาพูดถึงภาพหลุดผมสีขาวว่ามันเป็น "ความผิดพลาด"

อีกครั้งเขาปรากฏตัวในรายการ Jimmy Kimmel Live พูดถึงบทบาทที่เขาได้รับใน The Batman เอาไว้ว่า

“ผมกำลังอยู่ในขั้นตอนพูดคุยกับ Matt Reeves เขาเป็นทั้งผู้กำกับ คนเขจียนบท และเขาเขียนมันบอกมาได้โคตรของโคตรงดงาม และมืดมน บทที่เขาเขียนออกมานั้นมันงดงามมากจริงๆ แถมทั้งหมดนั้นยังมีความลึกลับมากๆ อีกด้วย แต่มันเป็นบทที่สวยงามมากที่เขาได้เขียนออกมาและเขารักมันมาก พวกเรายังอยู่ในขั้นตอนการออกแบบภาพลักษณ์ของตัวละครตัวนี้อยู่เลย”

The Batman มีกำหนดฉาย 25 มิถุนายน 2021 ตามเวลาในประเทศอเมริกา

ตัวอย่างใหม่ Bloodshot จักรกลเลือดดุ หนังล่าสุดของ วิน ดีเซล

   Sony Pictures เปิดจักรวาลฮีโร่ใหม่จาก Valiant Comics วิน ดีเซล แปลงโฉมเป็นจักรกลไร้พ่ายใน Bloodshot จักรกลเลือดดุ ล่าสุดตัวอย่างใหม่ของหนังก็ถูกปล่ยมาให้แฟน ๆ ได้ชมกันอีกครั้ง พร้อมกับฉากแอ็คชั่นเลือดเดือดที่ทำให้เราเข้าใจถึงที่มา ที่ไปของฮีโร่สายพันธุ์โหด บลัดช็อต มากยิ่งขึ้น 

          สำหรับ Bloodshot จะเล่าเรื่องราวของ เรย์ แกริสัน ทหารผู้เสียชีวิตระหว่างรบในสงคราม แต่เขาได้รับการชุบชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกครั้งโดย RST Corporation บริษัทชั้นนำที่ศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ฝังไว้ในเลือด “นาไนท์ส” ในชื่อว่า บลัดช็อต (Bloodshot) ที่ได้เพิ่มศักยภาพให้ตัว เรย์ ไม่ว่าจะเป็นพละกำลัง ความว่องไว และฟื้นฟูเซลล์ที่บาดเจ็บ ทำให้เขามีความแข็งแกร่งเหนือคนทั่วไป แต่ความทรงจำที่หายไปของเขากลับยิ่งสับสนมากยิ่งขึ้น เมื่อบริษัทใส่ข้อมูลความทรงจำต่าง ๆ มั่วไปหมด เขาจริงต้องออกตามหาว่าเรื่องจริงไหนเป็นเรื่องจริง และเรื่องไหนถูกแต่งเติมขึ้นมา

          นอกจาก วิน ดีเซล (Vin Diesel) แล้วหนังยังรวมด้วย โทบี เคบเบลล์ (Toby Kebbell), แซม ฮิวแกน (Sam Heughan), ไอซา กอนซาเลส (Eiza González), ทาลูลาห์ ไรลี่ย์ (Talulah Riley), อเล็กซ์ เอร์นันเดซ (Alex Hernandez) และ กาย เพียร์ซ (Guy Pearce) หนังได้ตัว เดฟ วิลสัน (Dave Wilson) มานั่งแท่นกำกับ ร่วมด้วยผู้เขียนบท อีริค ไฮเซอร์เรอร์ (Eric Heisserer) จาก Arrival และ เจฟฟ์ แวดโลว์ (Jeff Wadlow) สร้างจากการ์ตูนชื่อเดียวกันของผู้เขียน เควิน แวน ฮุค (Kevin Van Hook), ดอน เพอร์ลิน (Don Perlin) และ บ็อบ เลย์ตัน (Bob Layton) หนัง Bloodshot จักรกลเลือดดุ วางกำหนดฉายในบ้านเราไว้ 27 กุมภาพันธ์ 2020

https://www.youtube.com/watch?v=0R-qIOGyEcw

Parasite กลับมาฉายอีกครั้ง ฉลองเข้าชิง 6 รางวัลออสการ์ 2020

Parasite ชนชั้นปรสิต สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ภาพยนตร์เกาหลีใต้เรื่องแรกเข้าชิง 6 รางวัล ออสการ์ 2020 รวมถึงสามรางวัลใหญ่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม-ผู้กำกับยอดเยี่ยม-ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม

Mongkol Cinema

          ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์เกาหลีใต้ เมื่อภาพยนตร์ Parasite ชนชั้นปรสิต ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 92 (92nd Academy Awards) มากถึง 6 สาขา และยังเป็นครั้งแรกของภาพยนตร์เกาหลีใต้ที่ได้เข้าชิงทั้งสาขา ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม อีกด้วย รวมถึงรางวัลสำคัญอย่าง ผู้กำกับยอดเยี่ยม (บงจุนโฮ), บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, ออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม และ ลำดับภาพยอดเยี่ยม

Mongkol Cinema

Mongkol Cinema

          Parasite ชนชั้นปรสิต ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองของผู้กำกับ บงจุนโฮ ที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนของประเทศเกาหลีส่งชิงรางวัลออสการ์ โดยก่อนหน้านั้น ในปี 2006 ภาพยนตร์ Mother ได้รับเลือกเป็นตัวแทนแต่ไม่ได้ผ่านเข้ารอบในท้ายที่สุด

Mongkol Cinema

Mongkol Cinema

          Parasite เล่าเรื่องราวของ 2 ครอบครัวที่ต่างกันสุดขั้ว ครอบครัวตระกูลคี มีสมาชิกทั้งสิ้น 4 คน เป็นครอบครัวเล็ก ๆ อบอุ่น แต่สมาชิกในบ้านต่างตกงาน วันหนึ่ง คีวู ลูกชายคนโตของบ้านถูกเพื่อนบ้านรวยและเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำเสนอให้เข้าไปทำงานเป็นติวเตอร์ ซึ่งจะทำเงินให้กับเขามหาศาล โดยต้องไปทำงานให้กับ ตระกูลพัค ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทด้านไอทีที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก พร้อมแบกความคาดหวังอย่างสูงของครอบครัวไปด้วย เขายังได้เจอกับสาวน้อยอย่าง ยอนคโย แต่หลังจากที่ทั้งสองครอบครัวมาข้องเกี่ยวกัน เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เต็มไปด้วยคำลวงก็เกิดขึ้น…

Mongkol Cinema

Mongkol Cinema

          พิสูจน์ความยอดเยี่ยมของ Parasite ชนชั้นปรสิต ภาพยนตร์ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิง 6 รางวัล #ออสการ์2020 วันนี้ ในโรงภาพยนตร์

Charlie Hunnam อยากจะให้ทำหนัง King Arthur ใหม่อีกรอบ

ในปี 2017 กับหนังเรื่อง King Arthur: Legend of the Sword ของ Guy Ritchie ทำผลงานได้ค่อนข้างน่าผิดหวัง กับคำวิจารณ์ที่ค่อนข้างผสมกัน และรายได้ที่ไม่ได้มากมายใน Box Office

Charlie Hunnam อยากจะให้ทำหนัง King Arthur ใหม่อีกรอบ เนื่องจากหนังเต็มไปด้วยความผิดพลาด ส่วนหนึ่งคือนักแสดงหลัก!

นักแสดงนำอย่าง Charlie Hunnam ที่ได้กลับมาร่วมงานกับ Guy Ritchie อีกครั้งในหนัง The Gentleman ที่คะแนนวิจารณ์ดีกว่ากันเยอะ ได้ให้สัมภาษณ์ในระหว่างเดินสายโปรโมทเรื่องนี้ถึงความล้มเหลวใน King Arthur

เขาได้ถูกถามว่าถ้ามีโอกาสที่จะกลับไปเล่นหนังเรื่องนึงใหม่อีกรอบจะเล่นเรื่องอะไร และคำตอบที่นักแสดงรายนี้ตอบคือ “King Arthur” แถมเจ้าตัวยังบอกอีกว่าหนึ่งเรื่องที่ผิดพลาดของหนังเรื่องนี้คือการแคสนักแสดงสำหรับบางตัวละครที่เป็นตัวละครหลัก

“ผมอยากจะกลับไปแสดง King Arthur ใหม่อีกครั้งนะ เพราะว่ามันมีหลายอย่างที่ผิดพลาด และหลายอย่างที่มันไม่สามารถควบคุมได้ ผมแค่ไม่คิดว่าเราจะสามารถทำหนังได้จากแค่ความทะเยอทะยานเท่านั้น เราแค่ไม่ได้ทำหนังตามอย่างที่เราต้องการเท่านั้นแหละ

มันเคยมีความคิดที่ว่าถ้าหนังมันประสบความสำเร็จ เราก็จะทำภาคอื่นๆ ต่อมา และผมหลงรักเรื่องราวตำนานของ Arthur จริงๆ และผมคิดว่าเราพลาดโอกาสที่จะได้เล่าเรื่องราวอันยาวนานเหล่านั้น มันมีบางส่วนที่ผิดพลาดตั้งแต่การคัดเลือกตัวนักแสดงที่เป็นจุดศูนย์กลางในการเล่าเรื่องราว ที่จริงๆ แล้วมันไม่ได้อยู่ในหนังด้วยซ้ำไป”

Charlie Hunnam อยากจะให้ทำหนัง King Arthur ใหม่อีกรอบ เนื่องจากหนังเต็มไปด้วยความผิดพลาด ส่วนหนึ่งคือนักแสดงหลัก!

แต่ถึงกระนั้น Hunnam ก็ไม่ได้เอ่ยชื่อของนักแสดงคนที่เขารู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมออกมาแต่อย่างใด ปล่อยให้แฟนๆ คาดเดากันไปต่างๆ นานา จริงๆ แล้ว King Arthur: The Legend of the Sword เป็นเพียงตอนแรกจากทั้งหมดที่เคยวางแผนทำไว้ถึง 6 ภาค จริงๆ ส่วนตัวแล้วเราก็ไม่ได้มองว่ามันแย่นะ เป็นมุมมองใหม่ๆ ต่อเรื่องราวของ King Arthur ที่เท่ไม่หยอกเลย นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายจริงๆ

ทีเซอร์แรกของ Pokemon Movie ภาคใหม่มาแล้วในชื่อ Pokemon Coco!

ดูเหมือนว่าทาง Game Freak จะตั้งใจให้เป็นสัปดาห์ของการเปิดตัวของใหม่ในแฟรนไชส์โปเกมอนอย่างแท้จริง เพราะเมื่อช่วง 3 ทุ่มวานนี้ ก็มีรายการ Pokemon Direct เปิดตัว Expansion Pass ของภาค Sword และ Shield ไป พร้อมทั้งการรีเมคเกมเก่า Pokemon Mystery Dungeon ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งบน Nintendo Switch

และเท่านั้นยังไม่พอ เพราะนอกจากรายการ Pokemon Direct ด้านบนแล้ว ยังมีการปล่อยทีเซอร์ของ Pokemon Movie ภาคใหม่ผ่านทางรายการโทรทัศน์ของญี่ปุ่น Oda Suta ที่เราจะได้เห็นซาโตชิและพิคาจูกลับมาอีกครั้งในการผจญภัยครั้งใหม่

โดยภายในระยะเวลา 30 นาทีของคลิปนี้ พาเราไปอยู่ในป่าดงดิบอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งที่มีตัวละครปริศนาโหนต้นไม้และเถาวัลย์ไปมาอย่างคล่องแคล่ว และมีฉากปรากฎตัวของเด็กทารกที่น่ารักคนหนึ่งในป่าแห่งนี้ด้วย (หรือนี่อาจเป็นความทรงจำของซาโตชิ?)

มูฟวี่ตัวนี้มีชื่อภาคว่า Pokémon Coco และจะเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นแบบ 2 มิติถึงแม้ว่าภาคก่อนหน้าจะใช้ CG แบบ 3 มิติก็ตาม พร้อมกำหนดฉาย 10 กรกฎาคมนี้ที่ญี่ปุ่น

เตรียมรับมือมหันตภัยภูเขาไฟเพ็กตูใน ASHFALL นรกล้างเมือง

Mongkol Major

          ปะทุครั้งสำคัญที่ทั้งใหม่และใหญ่สำหรับ ตัวอย่างล่าสุดของ ASHFALL นรกล้างเมือง โปรเจกต์ยักษ์ทุ่มทุนสร้างสูงสุดของเกาหลีแห่งปี 2019 จากตัวอย่างนี้ได้เผยฟุตเทจของฉากใหม่ ๆ ออกมาโดยเฉพาะการได้เห็นภาพของซีเควนส์หลังจากเกิดภูเขาไฟปะทุ แรงระเบิดรุนแรง ถนน-ตึกถล่มพินาศ เรียกได้ว่าเป็นการ ปะทุหนึ่งครั้ง พินาศทั้งเกาหลี
           งานนี้จึงต้องแท็คทีมผู้กล้าทั้งจากเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ร่วมกันหยุดยั้งมหันตภัยภูเขาไฟเพ็กตู ธรรมชาติวิปโยคที่จมเกาหลีหายจากแผนที่โลก นำแสดงโดย อีบยองฮอน จาก G.I. Joe รับบทเป็น เจ้าหน้าที่พิเศษชาวเกาหลีเหนือ, ฮาจองอู จาก Along with the Gods รับบท ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดชาวเกาหลีใต้, มาดงซอก จาก Train to Busan รับบท นักธรณีวิทยาอันดับหนึ่งของประเทศ และ เบซูจี จากซีรีส์ Vagabond การันตีมหึมางานสร้างโดยผู้อำนวยการสร้างและทีมสเปเชี่ยลเอฟเฟกต์จาก Along With The Gods ทั้งสองภาค

           ปะทุหนึ่งครั้ง วิปโยคทั้งคาบสมุทร ASHFALL นรกล้างเมือง ความกล้าหาญจะรับมือมหันตภัย 9 มกราคม 2020 ในโรงภาพยนตร์

The Witcher 3 ทำลายสถิติยอดผู้เล่นสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลัง Netflix ฉายซีรี่ส์ The Witcher

ซีรี่ส์ The Witcher ได้รับคำชมเชยและเสียงวิจารณ์ในแง่บวกอย่างล้นหลามจากบรรดาแฟนเกมและนิยายจนทำให้โด่งดังมากในขณะนี้ โดยซีรี่ส์เรื่องนี้ใช้การปรับเนื้อหาจากต้นฉบับในหนังสือและเกมมาเพื่อให้ถูกใจทั้งผู้ชมหน้าเก่าและหน้าใหม่ และเพราะความโด่งดังของซีรี่ส์นี้เอง ที่ทำให้เกมในชื่อเดียวกันอย่าง The Witcher 3 มียอดผู้เล่นที่เพิ่มสูงขึ้นจนทุบสถิติยอดผู้เล่นบน Steam เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่เกมวางขาย

The Witcher 3 ถูกพัฒนาโดย CD Projekt Red ซึ่งตัวเกมก็ได้นำนิยายมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับการเป็นเกมเมื่อปี 2007 และสร้างบรรทัดฐานใหม่ของความสำเร็จด้วยการคว้ารางวัลเกมยอดเยี่ยมแห่งปีจากหลายสถาบัน และไม่นานนักหลังจากนั้น ซีรี่ส์ก็ได้ขึ้นฉายสู่สายตาสาธารณชนและประสบความสำเร็จตามมาจนทำให้หลายๆ คนกลับมาเล่น The Witcher 3 อีกครั้งไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นเก่าหรือผู้เล่นใหม่ที่อยากรู้เรื่องราวความเป็นไปของซีรี่ส์นี้ก็ตาม

Marcin Momot

@Marcin360

New player record for @witchergame on @Steam, over 4 years after the release! ❤️

View image on Twitter
2,169 people are talking about this

โดยเกม The Witcher 3: Wild Hunt สามารถทำสถิติผู้เล่นไปได้ถึง 93,385 คนในวันที่ 29 ธันวาคมบน Steam ซึ่งความสำเร็จนี้มาจากอะไรไปไม่ได้นอกจากซีรี่ส์ที่กำลังฉายอยู่ในขณะนี้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ ตัวเกม The Witcher 3 และ DLC ของเกม ก็ยังทรงคุณค่าสมกับรางวัล Game of the Year เสมอมา

สำหรับใครที่อยากเล่นแต่กลัวเนื้อเรื่องในเกมจะสปอยล์ซีรี่ส์ก็ไม่ต้องเป็นกังวลไป เพราะเนื้อเรื่องของเกมกับซีรี่ส์นั้นมีเส้นเวลาที่เกิดคนละช่วงกันแถมยังมีบทสรุปที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงหมดห่วงไปได้เลยว่าเควสหรือตัวละครจะสปอยล์ให้หมดอรรถรสค่ะ

ที่มา : gamerant.com

รีวิว Cats เมื่อสเปเชียลเอฟเฟกต์กลายเป็นดาบสองคม

จากละครเวทีแนวมิวสิคัลของ แอนดรูว์ ลอยด์ เว็บเบอร์ เรื่อง “Cats”และดัดแปลงมาจากบทกวี “Old Possum’s Book of Practical Cats” โดย ทีเอส เอเลียต สู่ภาพยนตร์โดยผู้กำกับรางวัลออสการ์ ทอม ฮูเปอร์ สำหรับเส้นเรื่องของ Cats นั้น ไม่ได้มีอะไรมากมายนัก มันบอกเล่าถึงเหล่าแมวเหมียวที่เกิดขึ้นในค่ำคืนซึ่งมีการจัดงานประจำปีที่ถูกเรียกว่า เจลลิเคิล บอลล์ เมื่อ โอลด์ ดิวเทอโรโนมี่ ผู้นำอาวุโสของเหล่าเหมียว จะเลือกแมวตัวหนึ่งให้เดินทางไปยังเฮฟวิไซด์ เลเยอร์ เพื่อเกิดใหม่ บรรดาแมวต่างๆจึงพยายามช่วงชิงตำแหน่งดังกล่าวด้วยการขับร้องเพลงเพื่อบอกเล่าชีวิตของตัวเอง ว่าชีวิตของพวกเขาเป็นใคร ทำหน้าที่อะไร และทำไมจึงอยากถูกเลือก ทว่างานดังกล่าว ถูกก่อกวนจากแมคาวิตี้ ซึ่งเป็นแมวนอกกฎหมาย ซึ่งอยากจะได้รับเลือกไปเกิดใหม่ มันจึงพยายามก่อกวนการคัดเลือกและกำจัดแมวตัวอื่นๆที่เข้าร่วมการแข่งขันให้พ้นทาง

เส้นเรื่องที่ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เสน่ห์ของ Cats ในฉบับละครเวที จึงถูกขับเคลื่อนไปด้วยบทเพลงอันแสนไพเราะ ประกอบกับการแต่งหน้านักแสดงจากคนให้กลายเป็นแมว รวมไปถึงโชว์ของนักแสดงแต่ละคนที่นำเสนอคาแรกเตอร์ของพวกเขาผ่านการแสดง จึงทำให้มิวสิคัลเรื่องนี้เป็นความแปลกใหม่ในยุค 80 และแน่นอนการสั่งสมชื่อเสียงของละคร ทำให้ Cats ครองตำแหน่งการแสดงที่เปิดแสดงยาวนานถึง 21 ปี ได้รับรางวัล Olivier และ Evening Standard Awards สาขาละครเพลงยอดเยี่ยม และในปี 1983 ละครบรอดเวย์เรื่องนี้ได้รับรางวัลโทนี่ถึง 7 รางวัล จนถึงทุกวันนี้ “Cats” ได้เปิดการแสดงไปทั่วโลก โดยมียอดคนดูมากถึง 81 ล้านคน ในมากกว่า 51 ประเทศ 19 ภาษา ถือได้ว่าเป็นละครที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่ง

อย่างไรก็ตามการที่ Cats ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ อาจจะเป็นความท้าทายของทีมผู้สร้างในการดัดแปลงละครที่คนต้องแสดงเป็นสัตว์ให้กลายเป็นตัวละครที่เป็น “รูปธรรม” มากยิ่งขึ้น แต่กลายเป็นว่า การทำซีจีด้วยการนำหน้านักแสดงไปอยู่บนตัวของแมวนั้น กลายเป็นความพิลึกพิลั่นและน่ากระอักกระอ่วนไม่น้อยเมื่อมันปรากฏอยู่บนจอภาพยนตร์ (ยังไม่รวมไปถึงสัตว์ชนิดอื่นๆ อาทิ หนูและแมลงสาบที่มีใบหน้าเป็นมนุษย์)

แม้ภาพยนตร์ Cats จะมีการเชื่อมโยงฉากในแต่ละช่วง ให้มีความลื่นไหลต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น (ซึ่งเป็นจุดบอดในเวอร์ชั่นละครเวที) แต่ด้วยการที่เรื่องราวของ Cats ไม่ได้มีอะไรมากมายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หนังเรื่องนี้จึงมีสภาพเป็นเหมือนมิวสิควิดีโอขนาดยาวที่ดำเนินเรื่องราวไปเรื่อยๆ จนราบเรียบจนถึงขั้นน่าเบื่อ

 

บางทีแล้ว Cats อาจจะเหมาะกับรูปแบบละครเวทีมากกว่า เพราะอย่างน้อยการได้เห็น มนุษย์แสดงเป็นสัตว์และโชว์ความสามารถบนเวที ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงระหว่างผู้ชมและผู้แสดง แต่เมื่อมันกลายเป็นภาพยนตร์และถูกงานเทคนิคพิเศษครอบตัวเรื่องราวไว้ ทำให้เราเห็นว่าการออกแบบที่ผิดพลาด ก็นำมาซึ่งความไม่น่าอภิรมย์ในการชมบนจอใหญ่เช่นกัน