Back to the Future คือหนังที่ “สมบูรณ์แบบที่สุด” สำหรับ James Gunn

เมื่อประมาณสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการเล่นชาเลนจ์กันบนโลกออนไลน์และหนึ่งในนั้นสำหรับวงการหนังก็มีแฮชแท็คนึงผุดขึ้นมากับ #FivePerfectFilms หรือ #FivePerfectMovies หลายคนอาจจะเคยเห็นผ่านๆ ตา และหลายคนอาจจะเคยเล่นไปแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทางนักแสดงและผู้กำกับหลายคนต่างก็หยิบมาเล่นเมื่อยามว่างๆ ติดวิกฤติไวรัสโคโรน่าอยู่บ้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ James Gunn

Back to the Future คือหนังที่ "สมบูรณ์แบบที่สุด" สำหรับ James Gunn

James Gunn ได้ระบุไว้ว่าคำว่า Perfect Films สำหรับเขามันไม่ใช่หนังที่ชอบที่สุดหรือเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุด แต่มันคือหนังที่ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีข้อผิดพลาดอะไรให้เห็นเลยแม้แต่จุดเดียว ทั้งด้านสุนทรียะหรือโครงสร้าง, ไม่มีตรรกะที่ผิดพลาดแต่อย่างใด

James Gunn

@JamesGunn

What is a “Perfect Film”? For me, a perfect film can be different from a favorite film, or a great film. A perfect film is something that sings from start to finish with no obvious mistakes, whether they be aesthetic or structural. There are no logical lapses.

933 people are talking about this

ซึ่งเขาก็สาธยายเรื่องต่างๆ ออกมา ไล่ไปตั้งแต่ The Good, The Bad and The Ugly, Breaking Away, Raiders of the Lost Ark ที่บอกว่าหนังเหล่านั้นเขาชอบแต่ยังไม่สมบูรณ์แบบ (Perfect)

James Gunn

@JamesGunn

What is a “Perfect Film”? For me, a perfect film can be different from a favorite film, or a great film. A perfect film is something that sings from start to finish with no obvious mistakes, whether they be aesthetic or structural. There are no logical lapses.

James Gunn

@JamesGunn

For instance, The Good, The Bad, and The Ugly is one of my all time favorite movies. But the weird shift in the civil war section harms the perfect flow of the film. The highs might be higher than a movie like, say, Babe, which is to me perfect, but it’s not perfect.

46 people are talking about this

James Gunn

@JamesGunn

For instance, The Good, The Bad, and The Ugly is one of my all time favorite movies. But the weird shift in the civil war section harms the perfect flow of the film. The highs might be higher than a movie like, say, Babe, which is to me perfect, but it’s not perfect.

James Gunn

@JamesGunn

Likewise, the film Breaking Away is pretty wonderful, but the homophobic (and incredibly dumb) washing-my-balls joke with the gay bowler in the middle of the movie stops it from being perfect, even if I like it more overall then many “perfect” films.

26 people are talking about this

James Gunn

@JamesGunn

Likewise, the film Breaking Away is pretty wonderful, but the homophobic (and incredibly dumb) washing-my-balls joke with the gay bowler in the middle of the movie stops it from being perfect, even if I like it more overall then many “perfect” films.

James Gunn

@JamesGunn

Raiders of the Lost Ark is almost perfect. But the fact that Indy accomplishes nothing in the movie (that is, if he was never involved at all, the story would have the same exact climactic moment – the Nazis would open pandora’s box and melt) stops it from being perfect.

177 people are talking about this

แต่มีอยู่เรื่องนึงที่เค้าบอกว่ามัน “เหมือนจะ” ไม่สมบูรณ์แบบ แต่แท้จริงแล้วมันสมบูณณ์แบบที่สุด เขาก็ได้จัดมา 5 อันดับ

James Gunn

@JamesGunn

Back to the Future SEEMINGLY could be imperfect (why don’t Mom and Dad remember Marty?), but I would still argue it’s a perfect film because there are reasons why this could conceivably be the case (time protects itself from unraveling, etc). Or maybe I’m in denial. Who knows.

James Gunn

@JamesGunn

Again, I think people are using this hashtag in a different way than me, but that’s how I perceive it. Here are five more perfect films:
1) Back to the Future
2) Chinatown
3) Rashomon
4) Eternal Sunshine of the Spotless Mind
5) The Thing

480 people are talking about this

อันดับหนึ่งในนั้นคือ Back to the Future (1985) ผลงานการกำกับของ Robert Zemeckis และเขียนบทร่วมกับ Bob Gale นำแสดงโดย Michael J. Fox และ Christopher Lloyd ที่หลายคนต่างบอกว่ามันเป็นหนังที่มาก่อนกาลมากๆ

Back to the Future คือหนังที่ "สมบูรณ์แบบที่สุด" สำหรับ James Gunn

แต่มันก็มีช่องโหว่วใหญ่ๆ อยู่หนึ่งอย่างที่หลายคนอาจจะคิดว่า ทำไมพ่อแม่ของ Marty ถึงจำเขาไม่ได้ว่าเขาเคยช่วยทำให้พ่อแม่ได้คบกัน แต่ James Gunn ได้บอกว่าเขาเคยคุยเรื่องนี้กับ Bob Gale แล้ว และก็ได้เข้าใจ

ผมจำได้ว่า George และ Lorraine (พ่อแม่ของ Marty) รู้จัก Calvin (Marty) เพียง 6 วันเท่านั้นเมื่อพวกเขาอายุได้ 17 ปี และพวกเขาก็ไม่ได้เห็นลูกตัวเองทั้ง 6 วันเต็มด้วย ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี พวกเขาอาจจะจำได้แหละว่าเด็กที่น่าสนใจคนนี้คือคนที่ทำให้พวกเขาได้ออกเดตกันครั้งแรก

แต่รู้อะไรไหม เมื่อผมถามทุกคนให้คิดย้อนกลับไปช่วงมัธยมปลายและถามพวกเขาว่าพวกเขาจำเด็กบางคนได้ดีแค่ไหนเมื่อเด็กคนนั้นเรียนกับพวกเขาทั้งเทอมเลยด้วย หรือใครบางคนก็ตามที่คุณออกไปเที่ยวด้วยครั้งนึง จะจำได้ไหม? ถ้าไม่มีรูปถ่ายอะไรของพวกเขาเลย หลังผ่านไป 25 ปี คุณอาจจะได้แหละแต่เพียงเลือนลางเท่านั้น

ดังนั้น Lorraine และ George อาจคิดว่านี่เป็นเรื่องตลกก็ได้เมื่อเขาได้เจอใครบางคนที่ชื่อ Calvin Klein หรือแม้กระทั่งคิดว่าลูกของพวกเขาตอนอายุ 16 หรือ 17 มีความคล้ายคลึงกับคนที่ชื่อ Calvin มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ผมกล้าพนันเลยว่าให้คุณไปหยิบหนังสือรุ่นในตอนมัธยมปลายออกมาดู และหารูปเพื่อนๆ ของคุณที่รุ่นเดียวกันและคุณจะตระหนักได้ว่าบางคนหน้าตาเหมือนลูกคุณเลย

Back to the Future คือหนังที่ "สมบูรณ์แบบที่สุด" สำหรับ James Gunn

ผ่านไป 35 ปี หนังเรื่อง Back to the Future คือ Pop-Culture แห่งยุค และก็ยังคงเป็นหนังที่ถูกอกถูกใจ อยู่ในลิสต์หนังที่ชอบ หรือเป็นหนังโปรดของใครอีกหลายคนมากมายทั่วโลก เสียงวิจารณ์ในแง่บวกแบบสุดๆ และทำรายได้ทั่วโลกไปสูงถึง 388 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12,549 ล้านบาท) จากทุนสร้างเพียง 19 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น (ประมาณ 614 ล้านบาท) แถมยังเข้าชิงรางวัลออสการ์ 4 สาขา และคว้าไป 1 สาขา (Best Effects, Sound Effects Editing) รวมถึงเข้าชิงลูกโลกทองคำอีก 4 สาขา

Back to the Future คือหนังที่ "สมบูรณ์แบบที่สุด" สำหรับ James Gunn

เชื่อเลยจริงๆ ว่าอีกนานกว่าจะมีหนังที่ทำได้แบบนี้ออกมาอีกครั้ง…(หรืออาจจะไม่มีเลยก็เป็นได้)

Dwayne Johnson เสียดาย เคยเกือบได้รับบท Jack Reacher

หลายคนคงเคยได้ดูหนังแอ็คชั่นสายลับสุดมันส์เรื่อง Jack Reacher (2012) กำกับโดย Christopher McQuarrie และแสดงนำโดย Tom Cruise แต่รู้หรือไม่ว่า Dwayne Johnson เคยเกือบได้รับบทนี้ แต่สุดท้ายก็ตกไปเป็นของ Tom Cruise

Dwayne Johnson เสียดาย เคยเกือบได้รับบท Jack Reacher แต่ก็ได้โอกาสชุบตัวใน Fast Five อย่างงดงาม!

แท้จริงแล้วรูปลักษณ์ภายนอกของ Johnson มันค่อนข้างเหมือนกับใน Jack Reacher ฉบับนิยายของ Lee Child แบบสุดๆ ด้วยร่างกายสูงใหญ่ แต่เขาก็ไม่ได้รับบทนั้น แต่จากความผิดหวังเขาก็ได้รับโอกาสใหม่และไปรับบทใน Fast Five ซึ่งนับว่าเป็นการจุดประกายความสำเร็จในอาชีพการแสดงอย่างก้าวกระโดดของเขาเลยทีเดียว

Dwayne Johnson เสียดาย เคยเกือบได้รับบท Jack Reacher แต่ก็ได้โอกาสชุบตัวใน Fast Five อย่างงดงาม!
https://www.yahoo.com/news/every-dwayne-johnson-movie-ranked-141507724/photo-took-very-fast-five-seconds-164207193.html

Johnson ได้เปิดโอกาสให้แฟนๆ สอบถามคำถามต่างๆ นานาเข้ามาอย่างมากมาย และตัวเขาก็จะตอบกลับไป โดยหนึ่งในคำถามนั้นได้ถามเขาไปว่าเคยมีบทบาทอะไรในหนังที่คุณอยากแสดงมากๆ แล้วไม่ได้แสดงจนบทตกไปเป็นของคนอื่นไหม? คำตอบก็คือ มี และเขาก็ได้บอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นเป็นวิดีโอให้แฟนๆ ได้ดูได้ฟังกัน

ใน Hollywood เหล่านักแสดงเป็นเหมือนของที่อยู่ในกล่อง มีนักแสดงมากมายที่จ้องจะแย่งบทบาทที่เหมาะสมกัน เพราะบางบทบางคนก็มีรูปลักษณ์, สีผิว, ขนาด และอื่นๆ ที่เหมาะสม โชคดีสำหรับผม ที่ไม่ค่อยมีคนมีรูปลักษณ์เหมือนกับผม ดังนั้น ทุกบทบาทที่ผมได้รับตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพการแสดงนี้ เป็นเรื่องที่โชคดีมาก มันเหมือนกับว่าบทเหล่านั้นที่ผมได้รับมันถูกสร้างและออกแบบมาเพื่อผม ยกเว้นบท Jack Reacher

นี่มันก็ผ่านมา 10 ปีแล้ว และผมยืนอยู่ในจุดที่แตกต่างออกไป ผมจำได้ว่า Tom ในตอนนั้นเป็นนักแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และผมอยากได้บทนั้นมาก ผมเป็นแฟนตัวยงของตัวละครนี้เลย ผมได้รับโทรศัพท์และบอกว่า

‘คุณไม่ได้รับบทนี้นะ’

ตอนนั้นผมก็งง ผมไม่รู้เลยว่าผมมีโอกาสได้รับบทนั้นด้วยซ้ำ แต่คนรอบๆ ตัวผมในตอนนั้นทำให้ผมคิดว่าผมสมควรได้รับบทนั้นนะ ทำให้ผมรู้สึกว่า

‘ทำไมไม่เป็นผมนะ’

และบทนั้นก็ตกไปเป็นของ Tom มันก็เป็นเรื่องตลกเหมือนกันกับการทำงานของ Universe เพราะเมื่อผมไม่ได้รับบทนึง ผมก็ได้รับสายจากพวกเขาและเขาก็บอกผมว่า

‘เรามีไอเดียที่อยากให้นายมาร่วมแสดงในแฟรนไชส์ Fast and Furious (Fast 5)’

มันเหมือนเป็นบทที่เป็นอิสระ เพราะมันเปิดพื้นที่ให้ผมได้สร้างตัวละครอย่างที่ผมอยากจะสร้าง และให้ผมได้สร้างทีมของผม และมันก็ไม่ใช่บทที่ได้เงินเยอะ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวล เพราะผมก็ตกลงรับแสดงเรื่องนั้น

พอย้อนกลับไปตอนนั้น ผมค่อนข้างผิดหวังนะนะที่ไม่ได้รับบท Jack Reacher แต่ผมมองมันในแง่บวกนะ นั่นคือตัวละครที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีและเป็นที่รักทั่วโลก แต่ผมก็ไม่สามารถสร้างสรรค์ให้กับตัวละครอย่างที่ผมอยากทำได้ แต่กับ Hobbs ผมสร้างตัวละครนี้ขึ้นมาจากเถ้าถ่านเลยทีเดียว เป็นตัวละครสุดห่าม, ปากหมา, ขวางโลก เป็นตัวละครที่สนุกมาก

ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้เขียนอย่าง Lee Child ได้ออกมาพูดถึงลักษณะทางร่างกายของ Jack Reacher ใน Hollywood เอาไว้ว่า ไม่มีใครสักคนที่ใกล้เคียงกับที่เขาบรรยายเอาไว้ แต่ไม่แน่ว่าเราอาจได้เห็นคนที่เหมือนจริงๆ ในซีรีส์ของ Jack Reacher ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตก็เป็นได้

และจากการพลาดบทในครั้งนั้น จนมารับบท Hobbs ใน Fast 5 แฟรนไชส์ Fast and Furious ทำให้เขาได้รับบทในจักรวาลนั้นอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Furious 6, Fast & Furious 7, The Fate of the Furious และยังมีภาคแยกอย่าง Hobbs & Shaw อีกต่างหาก ซึ่งถ้ามองกันจริงๆ ค่อนข้างประสบความสำเร็จมากกว่า Jack Reacher ที่ออกมาแค่สองภาคเท่านั้น (Jack Reacher: Never Go Back) ส่วนเรื่องรายได้ไม่ต้องพูดถึงเลย Fast ชนะแบบขาดลอยสุดๆ เพราะ Jack Reacher 2 ภาครวมกันได้ 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น (ประมาณ 12,422 ล้านบาท) ยังไม่เท่า Fast 5 ภาคเดียวเลย ที่ทำรายได้ทั่วโลกไป 626 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 20,463 ล้านบาท)

ตัวอย่าง Peninsula ภาคต่อ Train To Pusan

จากจุดเริ่มต้นที่ปูซานสู่การแพร่ระบาดระดับโลก !! 4 ปีหลังการระบาดของซอมบี้ในเกาหลี พบกับตัวอย่าง Peninsula ภาคต่อ Train To Pusan คังดงวอน นำทีมซัดฝูงซอมบี้

หลังจากขยันปล่อยภาพออกมายั่วคอหนังซอมบี้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ตัวอย่าแรกของ Peninsula ภาคต่อ Train To Pusan ก็ถูกปล่อยออกมาให้แฟน ๆ ได้รับความสะพรึงกันอย่างถ้วนหน้า ด้วยในช่วงเวลาแบบนี้ยิ่งตอกย้ำได้ดีว่าหนังเรื่องเหมาะที่สุด ในตัวอย่างหนังเราจะพบกับเรื่องราว 4 ปี ให้หลัง Train to Busan หลังจากภาคแรก รัฐบาลเกาหลีล่มสลายไปแล้ว หลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อซอมบี้จนกลายเป็นดินแดนนรกร้าง เต็มไปด้วยฝูงซอมบี้กระหายเลือด เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างพังทลาย มีเพียงกฎข้อเดียวที่ต้องใช้คือ “จงรอดตาย”

          Peninsula กลับมาพร้อมกับเรื่องราวสุดเข้มข้นถึงเหตุการณ์ 4 ปีหลังจาก Train to Busan เมื่อทั่วทั้งคาบสมุทรเกาหลี กลายเป็นดินแดนรกร้างที่เต็มไปด้วยฝูงซอมบี้กระหายเลือด และเหลือจำนวนผู้รอดชีวิตแค่เพียงหยิบมือ การดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดและตามหาผู้ที่เหลืออยู่บนคาบสมุทรจึงกลายมาเป็นภารกิจหลักและความสนุกลุ้นระทึกของภาพยนตร์อีกครั้ง

           โดย ยอนซังโฮ ผู้กำกับคนเดิมที่เคยสร้างปรากฏการณ์คลั่งมาแล้วทั่วโลก ซึ่งทางผู้กำกับเองได้ให้สัมภาษณ์กับทาง Screen Daily ถึงภาคต่อนี้ว่า “เราตั้งใจสร้างโลกหลังหายนะ เต็มไปด้วยซากของอารยะธรรมในรูปแบบของเราเอง ‘Peninsula’ เล่าเรื่องในมุมมองที่กว้างกว่าด้วยทุนสร้างที่มากขึ้น โดยภาคแรกสามารถทำรายได้ทั่วโลกสูงถึง 92 ล้านดอลลาร์ ซึ่งภาคนี้เราพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นสี่ปีหลังจากเหตุการณ์ใน ‘Train To Busan’ แต่ไม่ได้มีเรื่องราวต่อเนื่อง ตัวละครเป็นตัวละครชุดใหม่ทั้งหมด สิ่งเดียวที่ยังเหลือ คือลักษณะเด่นของภูมิศาสตร์ นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราถึงตั้งชื่อเรื่องว่า ‘Peninsula’ (คาบสมุทร) เพราะการดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด และตามหาผู้ที่เหลืออยู่บนคาบสมุทรนั้นเป็นภารกิจหลัก และความลุ้นระทึกที่จะได้พบใน Peninsula”

          ทั้งนี้ Peninsula จะไม่เกี่ยวข้องกับตัวละครเดิมจาก Train to Busan หนังนำแสดงโดย คังดงวอน (Kang Dong Won) และ อีจองฮยอน (Lee Jung Hyun) ร่วมด้วย ลีเร (Lee Rae) กับบท ยุนอี (Joon Yi), นักแสดงรุ่นเก๋า ควอนแฮฮโย (Kwon Hae Hyo) กับบทผู้รอดชีวิตที่แก่ที่สุด รวมถึง คิมมินแจ (Kim Min Jae) และ คูคโยฮวาน (Goo Kyo Hwan) สองนักแสดงดาวรุ่งมากความสามารถ ที่จะรับบทบาทสำคัญในการเอาชีวิตรอดจากซอมบี้ด้วย ส่วนกำหนดฉายที่แน่นอนของหนังคงต้องติดตามกันอีกทีหลังจากมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 แฟน ๆ ก็อดใจรอกันอีกสักนิด หรือใครสนใจอยากจะหาหนังแนวโรค

ภาพจาก Mongkol Major

ชวนย้อนอดีตยุค 80s ชี้เป้าจุดสำคัญใน Back To The Future ที่หลายคนอาจไม่สังเกตเห็น

ถอดความจากบทความของ ชอว์น โรแบร์ แฟนหนังผู้คลั่งไคล้ไตรภาค Back To The Future เขียนไว้ในเว็บไซต์ brandedinthe80s.com (17 พฤศจิกายน 2014)

ชอว์น โรแบร์ ชาวอเมริกัน เขาอ้างตัวว่าเป็นคนที่รักและโปรดปรานไตรภาค Back To The Future อย่างมาก ชอว์น เริ่มเรื่องด้วยการย้อนอดีตไปในปี 1990 ตอนที่ Back To The Future III ออกฉาย ตอนนั้นเขาอายุแค่ 13 ปี ชอว์นได้อ่านนิตยสารภาพยนตร์ชื่อ Starlog ที่เขาโปรดปราน ชอว์นเล่าว่าในคอลัมน์จดหมายจากทาางบ้านนั้น มีผู้อ่านรายหนึ่งเขียนจดหมายเข้ามาบ่นถึงช่องโหว่ที่ชัดเจนของหนัง Back To The Future III เนื้อหาในจดหมายนั้นพูดถึงเหตุการณ์ในปี 1885 ที่เป็นฉากหลักในภาค 3 นั้น ผู้เขียนบอกว่าให้ลองนึกกันดี ๆ สิ ในปีนั้นจะต้องมี รถเดลอรีน ที่เป็นไทม์แมชชีน อยู่พร้อมกันถึง 2 คัน คันแรกก็คือคันที่ด็อกขับโผล่ในปีนั้นเพราะโดนฟ้าผ่าแล้วนำไปซ่อนไว้ในถ้ำ และอีกคันก็คือคันที่มาร์ตี้ขับย้อนอดีตกลับไปหาด็อก วิกฤตการณ์หลักในภาคนี้ก็คือรถเดลอรีนที่มาร์ตี้ขับกลับไปนั้น ถังน้ำมันรั่วแล้วไม่มีเชื้อเพลิง จึงต้องคิดหาวิธีสร้างไทม์แมชชีนกันใหม่ แล้วทำไมถึงไม่มีใครพูดถึงรถเดลอรีนอีกคันที่ด็อกเอาไปซ่อนไว้ในถ้ำล่ะ ก็แค่เอาอะไหล่จากอีกคันหนึ่งมาซ่อมอีกคันก็จบปัญหาล่ะ ไม่ต้องมาคิดหาวิธีสร้างไทม์แมชชีนกันใหม่ให้วุ่นวาย ชอว์นบอกว่าพอเขาได้อ่านจดหมายนี้แล้วเหมือนการได้เห็นนิมิตเปล่งประกายในหัวของเขา สำหรับความคิดของเด็กอายุ 13 ปี เขารู้สึกลิงโลดมากที่ได้พบช่องโหว่ครั้งใหญ่ของหนัง (เดาว่าในใจคงนึกประนาม หนังฟอร์มใหญ่ระดับโลกทำไมพลาดจุดใหญ่ ๆ แบบนี้ ทำนองนั้นล่ะ)

นิตยสาร Starlog

นิตยสาร Starlog

วิเคราะห์ทฤษฎีรถเดลอรีน 2 คัน ในปี 1885

รถเดลอรีน คันที่ด็อกซ่อนไว้ในถ้ำ ก็ต้องยังอยู่ในปี 1885

รถเดลอรีน คันที่ด็อกซ่อนไว้ในถ้ำ ก็ต้องยังอยู่ในปี 1885

ชอว์นเล่าต่อว่า วันเวลาผ่านไป ในตอนที่เขาเขียนบทความนี้เขาอายุ 37 ปีล่ะ มีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แล้วเขาก็ได้มาทบทวนเรื่องราวใน Back To The Future III จากเดิมที่เขามั่นอกมั่นใจว่าเป็นความผิดพลาดของทีมงานที่ปล่อยให้บทมีช่องโหว่ไปแบบนั้น ในวันนี้เขาเข้าใจเรื่องราวความซับซ้อนของพลอตที่เกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลามากขึ้น มันเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่จะเขียนเนื้อหาที่เกี่ยวกับทฤษฎีการเดินทางข้ามเวลาให้ถูกต้องเป๊ะเสียทั้งหมด มาทบทวนกันใหม่เรื่องของรถเดลอรีนที่อยู่ด้วยกัน 2 คัน ในปี 1885 ถ้าอิงตามทฤษฎีเดิมที่เขาเคยคิดไว้เมื่อตอนอายุ 13 ปี เอาอะไหล่จากอีกคันมาใส่อีกคันก็จบปัญหาแล้ว แต่ถ้าคิดตามให้ละเอียดแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ ทันทีที่ด็อกถอดอะไหล่จากคันที่ซ่อนไว้ในถ้ำออกมา คันที่มาร์ตี้ขับย้อนอดีตกลับมาหาด็อกก็จะหายไป เพราะคันที่ซ่อนอยู่ในถ้ำจะไม่มีสภาพสมบูรณ์แล้วไม่สามารถย้อนกลับมาหาด็อกได้อีก ทั้งรถเดลอรีนและตัวมาร์ตี้ที่ย้อนมาปี 1885 ก็จะหายไป แต่ถ้าถอดอะไหล่จากคันที่มาร์ตี้ขับกลับมา เอาไปซ่อมคันที่ด็อกซ่อนไว้ในถ้ำล่ะ ก็จะเกิดการแปรปรวนที่เรียกว่า “Displacement Effect Theory” เป็นทฤษฎีที่ชวนสับสน ยุ่งเหยิงมาก โรเบิร์ต เซเมกคิส และ บ็อบ เกล ก็เลยขออยู่ห่าง ๆ ไว้ดีกว่า มันยากเกินไปที่จะอธิบาย ลงลึกไปก็จะกลายเป็นหนังวิทยาศาสตร์ซีเรียส ดูไม่สนุกอีก การไม่พูดถึงรถเดลอรีนคันที่ซ่อนอยู่ในถ้ำเลย คือทางออกที่ดีที่สุด

 

มาร์ตี้ แม็กฟลาย 2 คน ในฉากที่ไม่มีใครสังเกต

คราวนี้มาพูดถึงเรื่องน่าชื่นชมที่ทีมงานใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของหนัง ไม่แคร์ว่าคนดูจะเห็นหรือไม่ ในเรื่องนี้ ชอว์น โรแบร์ หยิบมาจากจดหมายของ บรู๊ซ กอร์ดอน ที่ได้ตีพิมพ์ลงในคอลัมน์จดหมายจากทางบ้านในนิตยสาร Starlog เดือนกรกฎาคม 1986 ทฤษฎีของบรู๊ซ กอร์ดอน นั้นชี้ให้เห็นความละเอียดของทีมงานที่เราไม่ได้สังเกต ให้เราย้อนทวนเหตุการณ์ในตอนท้ายภาคแรกก่อน หลังจากมาร์ตี้ แม็กฟลาย ย้อนไปปี 1955 แล้ว ได้แก้ไขเรื่องราวในอดีตให้พ่อแม่ได้รักกันเรียบร้อยแล้ว เขาตัดสินใจกลับมาปี 1985 ให้เร็วขึ้นกว่าตอนที่เดินทางไป 10 นาที เพื่อหวังจะมาช่วยด็อกไม่ให้ถูกผู้ก่อการร้ายยิงตาย

ฉากสำคัญต้นเรื่อง จะสังเกตเห็นมาร์ตี้ แม็กฟลาย คนที่กลับมาจากปี 1985

ฉากสำคัญต้นเรื่อง จะสังเกตเห็นมาร์ตี้ แม็กฟลาย คนที่กลับมาจากปี 1985

บรู๊ซ กอร์ดอน ชี้เป้าในฉากสำคัญนี้ในตอนต้นของภาคแรก ฉากวุ่นวายที่ผู้ก่อการร้ายลิเบียขับรถตู้โฟล์กสวาเกนมายิงด็อก แล้วมาร์ตี้ต้องขับเดลอรีนหนี มีอยู่ช่วงเวลาแค่แวบเดียว เป็นภาพมุมกว้าง ตอนที่รถตู้ของชาวลิเบีย ขับมาประชิดตัวด็อก แล้วด็อกชูมือยอมจำนนนั้น ถ้ามองผ่านไปที่ฉากหลัง จะสังเกตเห็นเงาคนวิ่งผ่านแสงสว่างของร้านค้าในตึกด้านหลัง ซึ่งบรู๊ซชี้เชื่อว่าคนที่วิ่งผ่านนั่นล่ะคือมาร์ตี้ แม็กฟลาย คนที่กลับมาจากปี 1955 คนเดียวกันกับที่เราจะได้เห็นเรื่องราวของเขาในช่วงท้ายเรื่อง

 

ทฤษฎี หีบพลูโตเนียมที่หายไป

อีกจุดหนึ่งฉากเดียวกัน ในจุดนี้ถ้าคิดตามจริงจังจะชวนสับสนปวดหมองมาก ในฉากนี้ด็อกอธิบายให้มาร์ตี้ฟังว่าไทม์แมชชีนของเขานั้นใช้พลังงานจากพลูโตเนียม แล้วทั้งสองคนก็สวมชุดป้องกันกัมมันตภาพรังสี ขณะที่ด็อกหยิบพลูโตเนียมจากหีบบรรจุสีเหลืองมาใส่ในช่องเติมพลังงานท้ายรถเดลอรีนให้ดู ส่วนหีบบรรจุพลูโตเนียมสีเหลืองก็ยังวางอยู่ที่เดิมหน้ารถห้องแล็บเคลื่อนที่ของด็อก ตัดมาในช่วงท้ายของหนัง หลังจากมาร์ตี้กลับมาจากปี 1955 แล้ว เห็นด็อกนอนตายอยู่ เขาทรุดลงนั่งเสียอกเสียใจที่ช่วยด็อกไว้ไม่ทัน ในฉากนี้เราสามารถมองผ่านไปด้านหลังมองเห็นรถห้องแล็บของด็อกได้ แต่ว่าหีบบรรจุพลูโตเนียมหายไปแล้ว

ฉากเดินทางข้ามเวลาครั้งแรก หีบพลูโตเนียมยังอยู่

ฉากเดินทางข้ามเวลาครั้งแรก หีบพลูโตเนียมยังอยู่

เมื่อมาร์ตี้ แม็กฟลาย กลับมาปี 1985 อีกครั้งเพื่อช่วยด็อก หีบหายไปแล้ว

เมื่อมาร์ตี้ แม็กฟลาย กลับมาปี 1985 อีกครั้งเพื่อช่วยด็อก หีบหายไปแล้ว

ทฤษฎีของบรู๊ซ กอร์ดอน อธิบายไว้ว่า เมื่อเรื่องราววนลูปในไทม์ไลน์ของด็อกบราวน์ ไม่ใช่ที่เห็นในหนังนะครับ ด็อกบราวน์คือคนที่รู้ทุกอย่างมาตลอดจากการที่เขาได้พบกับมาร์ตี้มาแล้วในปี 1955 ได้อ่านจดหมายของมาร์ตี้เตือนว่าเขาจะถูกยิงตาย ด้วยวิจารณญาณของนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการบิดเบือนประวัติศาสตร์ให้น้อยที่สุด เขารู้ว่าเหตุการณ์ยุ่งเหยิงทุกอย่างเกิดจากการที่มาร์ตี้เดินทางย้อนอดีตไปปี 1955 ครั้งแรกนั้น ไม่มีพลูโตเนียมสำรองไปด้วย ทำให้มาร์ตี้ต้องไปหาตัวเขาเองในปี 1955 และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายในอดีตทั้งหมดที่ส่งผลถึงเหตุการณ์ในปี 1985 ด็อกจึงต้องการแก้ไขความวุ่นวายทั้งหมดไม่ให้เกิดขึ้น ด้วยการเอาหีบบรรจุพลูโตเนียมใส่ไปกับรถเดลอรีน เพื่อมาร์ตี้จะได้พาตัวเองกลับมาปี 1985 โดยไม่ต้องไปสร้างเหตุการณ์วุ่นวายทุกอย่างให้เกิดขึ้น อย่างที่เราเห็นในหนัง แต่นั่นคือเรื่องราวอีกไทม์ไลน์ที่ด็อกได้แก้ไข ไม่ได้ปรากฏในหนัง (ทฤษฎีนี้คิดตามแล้วปวดหัวเลยทีเดียวละ)

ความละเอียดของทีมงานเกี่ยวกับหอนาฬิกา

เหตุการณ์ช่วงต้นของภาคแรก คิ้วขอบล่างหน้าปัดนาฬิกายังอยู่ในสภาพดี

เหตุการณ์ช่วงต้นของภาคแรก คิ้วขอบล่างหน้าปัดนาฬิกายังอยู่ในสภาพดี

เหตุการณ์ในปี 1955 ด็อกบราวน์ คือคนที่เหยียบขอบหน้าปัดนาฬิกาพังกลายเป็นรอยแหว่ง

เหตุการณ์ในปี 1955 ด็อกบราวน์ คือคนที่เหยียบขอบหน้าปัดนาฬิกาพังกลายเป็นรอยแหว่ง

 

เมื่อมาร์ตี้ กลับมาปี 1985 ในท้ายเรื่อง คิ้วใต้หน้าปัดนาฬิกา รอบนี้มีรอยแหว่งแล้ว

เมื่อมาร์ตี้ กลับมาปี 1985 ในท้ายเรื่อง คิ้วใต้หน้าปัดนาฬิกา รอบนี้มีรอยแหว่งแล้ว

ชอว์น บอกว่าหลายคนอาจจะแย้งว่าคิดลึกเกินไปมั้ง เชียร์หนังเกินไปหรือเปล่า มันอาจจะเป็นความผิดพลาดของทีมงานก็ได้ ที่เก็บหีบบรรจุพลูโตเนียมออกจากฉากไปแล้ว หรือจะแย้งว่าพวกลิเบียมาเอาไปแล้วก็ไม่ได้นะ เพราะเราเห็นกันแล้วว่ารถตู้แก๊งลิเบียพุ่งชนร้านขายของพังไปแล้ว ชอว์นก็เสริมทฤษฎีอื่นเขามาสมทบอีกว่า ทีมงาน Back To The Future จริงจังกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ยกตัวอย่างฉากหอนาฬิกา ที่เป็นเหมือนอีกตัวละครหลักของเรื่องเลยก็ว่าได้ ตอนต้นเรื่องในหลาย ๆ ฉากเราจะเห็นว่าแท่นใต้หน้าปัดนาฬิกาบนหอนั้น อยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่ในช่วงท้ายของหนัง ขณะที่ด็อกปีนไปบนแท่นหน้าปัดนาฬิกาเพื่อมเชื่อมต่อสายไฟนั้น เขาก็คือต้นเหตุที่เหยียบแท่นนี้พังจนเป็นรอยแหว่งเห็นชัด เมื่อมาร์ตี้กลับมาในปี 1985 ตอนท้ายเรื่อง ภาพมุมกว้างของหอนาฬิกา ก็เห็นชัดว่าปี 1985 ในรอบหลังนี้ หอนาฬิกามีรอยแหว่งเสียแล้ว

Patty Jenkins บอกเหตุผลที่ถอนตัวจากการกำกับ Thor: The Dark World

หลังจากการเข้าเลื่อนฉายของ Wonder Woman 1984 ไปเดือนสิงหาคม 2020 ทำให้ทางด้านผู้กำกับอย่าง Patty Jenkins ได้ถูกสัมภาษณ์ในหลายๆ เรื่อง และหนึ่งในนั้นเธอได้พูดถึงประเด็นที่เธอถอนตัวออกจากการกำกับ Thor: The Dark World

Patty Jenkins บอกเหตุผลที่ถอนตัวจากการกำกับ Thor: The Dark World

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 เธอได้ถอนตัวจากโปรเจค Thor: The Dark World ด้วยเหตุผลที่ว่ามีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ในระหว่างช่วงพัฒนาบทกันอยู่ และก็เป็น Alan Taylor ที่ก้าวเข้ามารับหน้าที่กำกับแทน ซึ่งไม่รู้ปัญหาอยู่ที่อะไร แต่ Thor: The Dark World ก็ถูกนำมาเทียบ และพูดถึงหลายครั้งว่ามันคือหนังที่แย่ที่สุดในจักรวาล MCU (Iron Man 2, The Incredible Hulk และ Captain Marvel ก็ด้วยนะ 555)

Patty Jenkins บอกเหตุผลที่ถอนตัวจากการกำกับ Thor: The Dark World
https://www.vanityfair.com/hollywood/2020/03/wonder-woman-1984-director-patty-jenkins-on-knowing-when-to-fight

แน่นอนหลังจากที่เธอออกจากโปรเจคนั้นเธอก็ได้ข้ามค่ายมากำกับหนังของ DC กับเรื่อง Wonder Woman ที่ได้รับเสียงชื่นชมมากมายจนมี Wonder Woman 1984 ออกมาเนี่ยแหละ แต่เธอก็ไม่ได้ทะเลาะกันรุนแรงอะไรกับทาง Marvel นะ เพียงแต่เธอบอกว่าเธอต้องการบทที่ดีกว่านี้ แต่ทาง Marvel ไม่เห็นด้วยเท่านั้นแหละ

ฉันไม่เชื่อว่าฉันจะทำหนังออกมาดีได้ โดยที่บทยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผนอยู่เลย ฉันคิดว่ามันเป็นดีลครั้งยิ่งใหญ่เลยแหละ และมันเหมือนกับว่าเป็นความผิดของฉันซะอย่างนั้น มันเหมือนกับว่า

‘โอ้พระเจ้า ผู้หญิงคนนี้กำกับมัน และดูเธอสิทุกอย่างเละไปหมด’

นั่นเคยเป็นครั้งหนึ่งในอาชีพของฉันที่ฉันรู้สึกว่า

‘ให้หนังเรื่องนี้กำกับโดยคนอื่นดีกว่า และมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะเข้าใจ และรักหนังเรื่องนั้นมากกว่าที่ฉันจะไปกำกับมันก็เป็นได้’

คุณไม่สามารถทำหนังที่คุณไม่เชื่อในเรื่องนั้นได้ เหตุผลเดียวที่ฉันจะทำมันก็คือการพิสูจน์ให้คนที่ฉันสามารถพิสูจน์ด้วยได้ว่าฉันทำได้ แต่มันจะพิสูจน์อะไรไม่ได้เลยถ้าหนังเรื่องนั้นมันไม่ประสบความสำเร็จ ฉันไม่คิดหรอกว่าฉันจะมีโอกาสแบบนั้นอีกครั้ง และฉันก็รู้สึกซาบซึ้งมากในตอนนั้น

แต่เธอสนับสนุนอย่างเต็มที่กับการให้ Taika Waititi มากำกับ Thor: Ragnarok

เขาคือผู้กำกับที่เหมาะสมกับ Thor อย่างแท้จริง Taika ทำได้ดีมากกับหนัง Thor ฉันรักหนังเรื่องนั้นมาก ด้วยโทนที่เขาทำกับ Thor มันเป็นผลงานชั้นเยี่ยม

การที่ Jenkins ถอนตัวออกมาจากการกำกับ Thor: The Dark World ไม่รู้ว่าเป็นความคิดที่ดีหรือเปล่า เธออาจจะทำออกมาได้ดีก็ได้ แต่เธอก็ประสบความสำเร็จมากๆ กับ Wonder Woman ที่กวาดรายได้ทั่วโลกไปถึง 820 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 26,918 ล้านบาท)

ในการเลื่อนฉายของ Wonder Woman 1984 ทางด้าน Gal Gadot ก็ได้ออกมาโพสต์ให้กำลังใจผ่านทาง Twitter เอาไว้เช่นกัน

Gal Gadot

@GalGadot

In these dark and scary times, I am looking forward to a brighter future ahead. Where we can share the power of cinema together again. Excited to redate our WW84 film to August 14, 2020. I hope everyone is safe. Sending my love to you all. ❤️

Embedded video

12.8K people are talking about this

ในช่วงเวลาที่มืดมิดและน่ากลัวเช่นนี้ ฉันจะรอคอยอนาคตที่สดใสในวันข้างหน้า ที่ที่เราสามารถร่วมแบ่งปันพลังในโรงหนังร่วมกันได้อีกครั้ง

กำหนดวันฉายใหม่ของ WW84 เป็นวันที่ 14 สิงหาคม 2020

ฉันว่าทุกคนจะปลอดภัย ส่งความรักไปให้ทุกคนเลย ❤️

Wonder Woman 1984 มีกำหนดฉายในไทยวันที่ 13 สิงหาคม 2020 ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบของไวรัสโคโรน่าอะนะ

ที่มา : www.darkhorizons.com , cosmicbook.news

Solo: A Star Wars Story จะไม่มีภาคต่อ ไม่ว่าจะหนังหรือใน Disney+

Solo: A Star Wars Story (2018) หนังบอกเล่าเรื่องราววัยรุ่นของ Solo (Alden Ehrenreich) และการพบปะกันครั้งแรกระหว่างเจ้าตัวกับ Chewbacca (Joonas Suotamo) หนังแนวปล้น อวกาศ ที่ไม่เลวเลย เป็นไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้นหลัง Star Wars Episode III: Revenge of the SIth (2005)

ซึ่งมันก็ได้รับเสียงอยู่ในระดับที่โอเค (IMDb 6.9/10, Rotten Tomatoes นักวิจารณ์ 70% คนดู 63%) แต่น่าเสียดายที่มันทำรายได้ไปไม่น่าประทับใจเลย เพราะจากทุนสร้าง 275 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9,086 ล้านบาท) มันทำรายได้ทั่วโลกไปเพียง 392 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12,955 ล้านบาท)

Solo: A Star Wars Story จะไม่มีภาคต่อ ไม่ว่าจะหนังหรือใน Disney+  Solo: A Star Wars Story จะไม่มีภาคต่อ ไม่ว่าจะหนังหรือใน Disney+

ณ ตอนนั้น ด้วยภาคแยกนี้ ทำรายได้น่าผิดหวังขนาดนี้ ทำให้ทาง Lucasfilm ดึงโปรเจคภาคแยกต่างๆ ออกทันที ไล่ไปตั้งแต่ Boba Fett รวมถึง Obi-Wan (ที่ตอนหลังเพิ่งมาประกาศสร้างเป็นซีรีส์ลง Disney+)

ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื้อเรื่องในตอนจบของ Solo ก็ปูทางเหมือนจะมีภาคต่อ โดยเฉพาะการมาปรากฏตัวของ Darth Maul และการที่ Qi’ra(Emilia Clarke) ไปเข้าพวกด้วย

สำหรับแฟนๆ ที่เฝ้ารอภาคต่อ Solo อาจจะต้องผิดหวัง อกหักไปตามๆ กัน จริงๆ เราก็ว่ามันโอเคเลยนะ และก็อยากรู้เรื่องราวต่ออีกสักหน่อยก็ยังดี เพราะมันถือเป็นตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์ของแฟรนไชส์ Star Wars เลยก็ว่าได้

Solo: A Star Wars Story จะไม่มีภาคต่อ ไม่ว่าจะหนังหรือใน Disney+

ที่มา : screenrant.com

ดเวย์น จอห์นสัน เผยเอง “Hobbs & Shaw 2” อยู่ในระหว่างดำเนินการสร้าง

Fast & Furious Presents: Hobbs & Shaw หนังภาคแยกเรื่องแรกจากแฟรนไชส์ fast & Furious ออกมาวาดลวดลายเมื่อปีที่แล้ว ได้เสียงตอบรับไปอย่างน่าพอใจ หนังกวาดรายได้ไปมากถึง 759 ล้านเหรียญ เป็นหนังเพียงน้อยเรื่องในปี 2019 ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ชายคาดิสนีย์ แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง จากการจบแบบทิ้งค้างด้วยการเผยให้คนดูได้รับรู้ว่ามีตัวการใหญ่อยู่เบื้องหลังองค์การร้าย Eteon ที่เผยออกมาแค่เสียง ส่วนตัวตนจริงนั้นอาจจะเผยออกมาในภาค 2 ทำให้แฟน ๆ อยากรู้ว่าใครจะมารับบทนี้ ต่างก็คาดหวังว่ายูนิเวอร์แซลจะตัดสินใจไฟเขียวให้ทำภาคต่อในเร็ววันนี้ ถึงวันนี้เริ่มมีข่าวเล็ดลอดออกมาแล้วว่า ทางทีมงานได้เริ่มต้นโครงการภาคต่อกันแล้ว

ข่าวความคืบหน้านี้ได้รับการเปิดเผยจาก ดเวย์น จอห์นสัน หรือ เดอะร็อก เอง ที่อยู่ในช่วงกักตัวเองอยู่กับบ้านก็เลยเปิดไลฟ์พูดคุยกับแฟน ๆ ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว ในระหว่างพูดคุยกันนั้น ก็มีคำถามจากแฟนรายหนึ่งถามถึงความเป็นไปได้ถึงภาคต่อของ Fast & Furious Presents: Hobbs & Shaw ซึ่งดเวย์นก็ตอบว่า “อยู่ในขั้นตอนพัฒนางานสร้าง” ระหว่างนี้ทีมงานกำลังรวบรวมทีมงานเบื้องหลัง (น่าจะเป็นทีมเขียนบท)

“เรากำลังเดินหน้าภาคต่อกันแล้ว ผมค่อนข้างตื่นเต้นกับมันเลยล่ะ เรากำลังสุมหัวคิดกันอยู่ตอนนี้ว่าจะให้เรื่องราวเดินหน้าไปอย่างไร”

ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวออกมาบ้างว่าภายในยูนิเวอร์แซลมีการพูดคุยกันเรื่องทำภาคต่อ แต่เมื่อดเวย์น จอห์นสัน ออกมายืนยันแบบนี้ก็เป็นการแน่นอนแล้วว่าเราจะได้ดู Hobbs & Shaw ภาคต่อกันอย่างแน่นอน 2 รายหลัก ๆ ที่เป็นชื่อเรื่องทั้ง ดเวย์น จอห์นสัน และ เจสัน สตาแธม นั้นมั่นใจได้เลยว่ากลับมาอย่างแน่นอน ส่วนนางเอกวาเนสซา เคอร์บี้ นั่นก็น่าจะกลับมาด้วยเช่นกัน เพราะยังไม่เห็นเธอมีผลงานฮิตเรื่องอื่นอีกเลย ส่วนรายอื่น ๆ นั้นยังไม่มีการยืนยัน ซึ่งรวมไปถึง เดวิด ลีตช์ ผู้กำกับจาก Deadpool 2 และ Atomic Blonde ที่มารับหน้าที่กำกับในภาคแรกนั้น ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะกลับมาทำหน้าที่ในภาคต่อ บางทียูนิเวอร์แซลก็อาจจะคัดเลือกผู้กำกับรายใหม่ก็เป็นได้