Dwayne Johnson เสียดาย เคยเกือบได้รับบท Jack Reacher

หลายคนคงเคยได้ดูหนังแอ็คชั่นสายลับสุดมันส์เรื่อง Jack Reacher (2012) กำกับโดย Christopher McQuarrie และแสดงนำโดย Tom Cruise แต่รู้หรือไม่ว่า Dwayne Johnson เคยเกือบได้รับบทนี้ แต่สุดท้ายก็ตกไปเป็นของ Tom Cruise

Dwayne Johnson เสียดาย เคยเกือบได้รับบท Jack Reacher แต่ก็ได้โอกาสชุบตัวใน Fast Five อย่างงดงาม!

แท้จริงแล้วรูปลักษณ์ภายนอกของ Johnson มันค่อนข้างเหมือนกับใน Jack Reacher ฉบับนิยายของ Lee Child แบบสุดๆ ด้วยร่างกายสูงใหญ่ แต่เขาก็ไม่ได้รับบทนั้น แต่จากความผิดหวังเขาก็ได้รับโอกาสใหม่และไปรับบทใน Fast Five ซึ่งนับว่าเป็นการจุดประกายความสำเร็จในอาชีพการแสดงอย่างก้าวกระโดดของเขาเลยทีเดียว

Dwayne Johnson เสียดาย เคยเกือบได้รับบท Jack Reacher แต่ก็ได้โอกาสชุบตัวใน Fast Five อย่างงดงาม!
https://www.yahoo.com/news/every-dwayne-johnson-movie-ranked-141507724/photo-took-very-fast-five-seconds-164207193.html

Johnson ได้เปิดโอกาสให้แฟนๆ สอบถามคำถามต่างๆ นานาเข้ามาอย่างมากมาย และตัวเขาก็จะตอบกลับไป โดยหนึ่งในคำถามนั้นได้ถามเขาไปว่าเคยมีบทบาทอะไรในหนังที่คุณอยากแสดงมากๆ แล้วไม่ได้แสดงจนบทตกไปเป็นของคนอื่นไหม? คำตอบก็คือ มี และเขาก็ได้บอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นเป็นวิดีโอให้แฟนๆ ได้ดูได้ฟังกัน

ใน Hollywood เหล่านักแสดงเป็นเหมือนของที่อยู่ในกล่อง มีนักแสดงมากมายที่จ้องจะแย่งบทบาทที่เหมาะสมกัน เพราะบางบทบางคนก็มีรูปลักษณ์, สีผิว, ขนาด และอื่นๆ ที่เหมาะสม โชคดีสำหรับผม ที่ไม่ค่อยมีคนมีรูปลักษณ์เหมือนกับผม ดังนั้น ทุกบทบาทที่ผมได้รับตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพการแสดงนี้ เป็นเรื่องที่โชคดีมาก มันเหมือนกับว่าบทเหล่านั้นที่ผมได้รับมันถูกสร้างและออกแบบมาเพื่อผม ยกเว้นบท Jack Reacher

นี่มันก็ผ่านมา 10 ปีแล้ว และผมยืนอยู่ในจุดที่แตกต่างออกไป ผมจำได้ว่า Tom ในตอนนั้นเป็นนักแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และผมอยากได้บทนั้นมาก ผมเป็นแฟนตัวยงของตัวละครนี้เลย ผมได้รับโทรศัพท์และบอกว่า

‘คุณไม่ได้รับบทนี้นะ’

ตอนนั้นผมก็งง ผมไม่รู้เลยว่าผมมีโอกาสได้รับบทนั้นด้วยซ้ำ แต่คนรอบๆ ตัวผมในตอนนั้นทำให้ผมคิดว่าผมสมควรได้รับบทนั้นนะ ทำให้ผมรู้สึกว่า

‘ทำไมไม่เป็นผมนะ’

และบทนั้นก็ตกไปเป็นของ Tom มันก็เป็นเรื่องตลกเหมือนกันกับการทำงานของ Universe เพราะเมื่อผมไม่ได้รับบทนึง ผมก็ได้รับสายจากพวกเขาและเขาก็บอกผมว่า

‘เรามีไอเดียที่อยากให้นายมาร่วมแสดงในแฟรนไชส์ Fast and Furious (Fast 5)’

มันเหมือนเป็นบทที่เป็นอิสระ เพราะมันเปิดพื้นที่ให้ผมได้สร้างตัวละครอย่างที่ผมอยากจะสร้าง และให้ผมได้สร้างทีมของผม และมันก็ไม่ใช่บทที่ได้เงินเยอะ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวล เพราะผมก็ตกลงรับแสดงเรื่องนั้น

พอย้อนกลับไปตอนนั้น ผมค่อนข้างผิดหวังนะนะที่ไม่ได้รับบท Jack Reacher แต่ผมมองมันในแง่บวกนะ นั่นคือตัวละครที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีและเป็นที่รักทั่วโลก แต่ผมก็ไม่สามารถสร้างสรรค์ให้กับตัวละครอย่างที่ผมอยากทำได้ แต่กับ Hobbs ผมสร้างตัวละครนี้ขึ้นมาจากเถ้าถ่านเลยทีเดียว เป็นตัวละครสุดห่าม, ปากหมา, ขวางโลก เป็นตัวละครที่สนุกมาก

ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้เขียนอย่าง Lee Child ได้ออกมาพูดถึงลักษณะทางร่างกายของ Jack Reacher ใน Hollywood เอาไว้ว่า ไม่มีใครสักคนที่ใกล้เคียงกับที่เขาบรรยายเอาไว้ แต่ไม่แน่ว่าเราอาจได้เห็นคนที่เหมือนจริงๆ ในซีรีส์ของ Jack Reacher ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตก็เป็นได้

และจากการพลาดบทในครั้งนั้น จนมารับบท Hobbs ใน Fast 5 แฟรนไชส์ Fast and Furious ทำให้เขาได้รับบทในจักรวาลนั้นอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Furious 6, Fast & Furious 7, The Fate of the Furious และยังมีภาคแยกอย่าง Hobbs & Shaw อีกต่างหาก ซึ่งถ้ามองกันจริงๆ ค่อนข้างประสบความสำเร็จมากกว่า Jack Reacher ที่ออกมาแค่สองภาคเท่านั้น (Jack Reacher: Never Go Back) ส่วนเรื่องรายได้ไม่ต้องพูดถึงเลย Fast ชนะแบบขาดลอยสุดๆ เพราะ Jack Reacher 2 ภาครวมกันได้ 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น (ประมาณ 12,422 ล้านบาท) ยังไม่เท่า Fast 5 ภาคเดียวเลย ที่ทำรายได้ทั่วโลกไป 626 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 20,463 ล้านบาท)