American Horror Story: COVEN สงครามตบล้างเลือด ดราม่าผิวสีไม่เคยปราณีใคร กระทั่งแม่มด

ถึงแม้ว่าซีรีส์ American Horror Story นั้นจะเริ่มออกฉายซีซั่นแรกไปตั้งแต่ปี 2011 ก็ตาม แต่ด้วยกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ซีรีส์นี้ยังสามารถออกอากาศอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีทางช่องเคเบิ้ล FX

American Horror Story เป็นซีรีส์ประเภทเรื่องราวจะจบสมบูรณ์ภายในซีซั่นของตัวเอง หรือเรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ประเภท Anthology โดยเป็นผลงานการสร้างสรรค์ของไรอัน เมอร์ฟีย์และแบรด ฟัลชัค

สำหรับ American Horror Story ในซีซั่นที่ 3 ยึดธีมหลักของเรื่องราวของตำนานแม่มดซาเล็ม ซึ่งเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อสาวน้อยอย่างโซอี้ เบนสัน (ไทส์ซ่า ฟาร์มิก้า) ต้องตกใจแทบสิ้นสติเพราะหลังจากที่เธอมีเพศสัมพันธ์กับแฟนหนุ่ม แล้วจู่ๆ เขาก็เลือดออกหมดตัวจนตาย ไม่นานนักเธอค้นพบว่านั่นเป็นทั้งคำสาปและพลังวิเศษเฉพาะตัว  หลังจากเหตุการณ์นั้นโซอี้จึงถูกส่งตัวไปยังโรงเรียนฝึกฝนแม่มดที่ตั้งอยู่ในรัฐนิวออร์ลีน ซึ่งจะช่วยให้บรรดาแม่มดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอเมริกาสามารถเข้าใจในพลังที่ตนมี และช่วยกันปกป้องภัยร้ายที่จะมาทำลายเหล่าแม่มด

ณ สถานที่ดังกล่าวโซอี้ได้พบกับ แมดิสัน (เอ็มมา โรเบิร์ต) ดารานักแสดงดาวรุ่งจอมหลงตัวเอง ควินนี่ (กาบัวเรต์ ซิดิบี้) แม่มดผิวสีผู้มีพลังวูดูอันแรงกล้า แนน (เจมี่ บริวเวอร์) แม่มดผู้สามารถอ่านใจคนอื่นได้ ส่วนคอร์ดิเลีย (ซาร่าห์ พอลสัน) คือนายหญิงและผู้ดูแลเหล่าแม่มดวัยทีนกลุ่มนี้ ซึ่งคอร์ดิเลียนั้นเป็นลูกสาวของฟีโอน่า กู๊ด (เจสสิก้า แลงก์) แม่มดผู้ยิ่งใหญ่ (สุพรีม) ที่มีพลังอำนาจเหนือเหล่าแม่มดทั้งปวงในยุคสมัยเดียวกัน แต่ด้วยความที่เธอไม่อยากจะรับผิดชอบในหน้าที่ในการดูแลเหล่าแม่มดที่อายุน้อยกว่า เธอจึงปัดหน้าที่ของตัวเองมาให้คอร์ดิเลียทำแทน

อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์อันแสนยาวนานของแม่มดอเมริกาทำให้ “อดีต” ส่งผลต่อเนื่องมายังยุคปัจจุบัน ย้อนกลับไปใน 1834 ในรัฐนิวออร์ลีน มาดามเดอร์ฟีน มาลอรี (เคธี เบสต์) หนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าคนมากที่สุดในยุคสมัยนั้น ด้วยความเป็นหญิงชนชั้นสูง เธอจึงนิยมซื้อแรงงานทาสผิวดำมาเพื่อใช้แรงงาน และยังชอบนำบางคนมาฆ่าเล่นๆเพื่อนำเลือดมาบำรุงผิวพรรณของตัวเอง!

ขณะที่มารี ลาโว (แองเจลา บาสเซตต์) แม่มดผิวสีเจ้าแห่งเวทมนตร์วูดู ค้นพบว่าแฟนหนุ่มของตัวเองกลายเป็นเหยื่อของมาดามเดอร์ฟีน มารีจึงวางแผนล้างแค้นด้วยการหลอกล่อให้มาดามเดอร์ฟีนดื่มยาพิษที่จะเป็นอมตะได้ตลอดกาลเข้าไป ก่อนที่จะสังหารคนในบ้านของมาดามทั้งหมดและจับเธอขังไว้ในโลงศพและฝังลืมไปตลอดกาล

ตัดกลับมาในยุคสมัยปัจจุบัน บรรดาเหล่าแม่มดวัยรุ่นต้องเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ที่นักกีฬาประจำโรงเรียนเสียชีวิตจากรถคว่ำ (ซึ่งเป็นการใช้พลังพิเศษของแมดิสัน) นำมาซึ่งการสืบสวนของตำรวจถึงความไม่ชอบมาพากลต่างๆ

American Horror Story : Coven มีจุดเด่นประการสำคัญคือเรื่องการพูดถึงเรื่องของการต่อสู้ระหว่างผิวสี สิ่งที่ชัดเจนมากๆคือการเหยียดเชื้อชาติของมาดามเดอร์ฟีนในยุคสมัยปี 1834 ที่คนผิวดำยังมีสถานะเป็นแค่เพียงทาสรับใช้และไม่มีสิทธิไม่มีเสียงอันใดในสังคม จะมีชีวิตหรือจะต้องตายก็ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้ “คำสั่ง” ของคนผิวขาวเท่านั้น

มนต์ดำจึงเปรียบเสมือนเป็น “อาวุธ” ที่คนผิวสีพอที่จะใช้เป็นตัวช่วยให้ตัวเองรอดพ้นจากการทรมาน แต่ท้ายที่สุดแล้วกว่าที่สิทธิด้านมนุษยชนของคนผิวสีจะเริ่มมีที่ยืนในสังคม ก็ใช้เวลานานนับร้อยปี ประกอบกับเหตุการณ์ #Blacklivesmatter ที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้หมดไป

ถึงตลอดซีซั่นจะเป็นการฟาดฟันระหว่างแม่มดสองผิวสี แต่ท่ามกลางศึกเงียบๆ บรรดาแม่มดผิวขาวเองก็ต้องสู้รบปรบมือกับความอิจฉา ริษยาระหว่างเพศหญิงด้วยกันเอง ที่ว่าด้วยอำนาจ หน้าตา ฐานะ ความสามารถ ซึ่งการแข่งขันที่จะผลักดันตัวเองให้กลายเป็นเป็น “สุพรีม” แม่มดสูงสุดคนต่อไปคือความท้าทายของเหล่าแม่มดวัยทีน

อย่างไรก็ตามท่ามกลางสถานการณ์ทั้งหมดยังมีแม่มดสาวมิสตี้เดย์ (ลิลลี่ ราเบ้) จำเลยทางสังคมที่ถูกจับได้ว่าเธอเป็นแม่มดและถูกเผาทั้งเป็น แต่ด้วยพลังพิเศษที่เธอสามารถชุบชีวิตสิ่งต่างๆได้ทำให้เธอสามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง โดยจุดหมายสูงสุดในชีวิตของเธอคือการช่วยเหลือแม่มดและสรรพสิ่งให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งและอยู่ด้วยความสงบสุข แต่ตัวละครนี้ก็ค้นพบว่าความสุขจริงๆนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าตัวเธอเองยังไม่สามารถ “สลัด” อดีตในจิตใจของตัวเองออกไปได้

อรรถรสของการชม American Horror Story: Coven คือการที่เราได้ดูบรรดานักแสดงดาวรุ่งฝ่ายหญิง (แม่มดวัยทีน) และดาราหญิงรุ่นใหญ่มากฝีมือมาฟาดฟันการแสดง ชนิดเต็มไปด้วยฉากปะทะคารมที่จอทีวีต้องลุกเป็นไฟ คือหนึ่งในความสนุกของซีซั่นนี้ ยังไม่รวมไปถึงเหตุการณ์ในแต่ละตอนที่เข้มข้นชวนให้ติดตามต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตอนต่อไป แม้จะเป็นซีรีส์ที่ออกฉายไปตั้งแต่ปี 2013 ก็ตาม แต่การหยิบเอามาดูในช่วงเวลานี้ ก็เรียกได้ว่ายังคงร่วมสมัย สอดรับกับเหตุการณ์ปัจจุบัน และไม่ “เก่า” ไปเลย