Greenland มาแรง! ถล่มบ๊อกซ์ออฟฟิศ เปิดตัวอันดับ 1 ในไทย

นับว่าเป็นภาพยนตร์ที่มาแรงตามคาด!! สำหรับ Greenland (นาทีระทึก..วันสิ้นโลก) ซึ่งเพิ่งเข้าโรงไปหมาดๆ แต่กลับสร้างปรากฎการณ์สะท้านบ็อกซ์ออฟฟิศ เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์หายนะอุกกาบาตถล่มโลกที่มาแรงทำรายได้เปิดตัวอันดับ 1 ถล่มบ๊อกซ์ออฟฟิศประเทศไทย ผลงานการแสดงล่าสุดของ เจอราร์ด บัตเลอร์ แถมครั้งนี้ยังควบตำแหน่งอำนวยการสร้างเองอีกด้วย งานนี้คว้า โมเรน่า แบคคาริน นางเอกจาก Deadpool มาร่วมสร้างความระทึกให้คนดูลุ้นทุกนาที เสี่ยงตายฝ่ามหันตภัยสุดยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ไปพร้อมกัน

โลกจะถึงกาลอวสานหรือไม่ ร่วมลุ้นได้ใน GREENLAND (นาทีระทึก..วันสิ้นโลก) วันนี้ในโรงภาพยนตร์

Urban Legend ปลุกตำนานโหดมหา’ลัยสยอง เตรียมคืนจอ

คิดพล็อตใหม่ไม่รุ่ง ก็มุ่งขุดเอาหนังเก่าเก็บในกรุตัวเองมารีเมควนไปจ้า และนี่ก็ถึงคราวของอีกหนึ่งหนังเชือดในตำนานที่บรรดาคอนหนังยุค 90-2000 ต้นจะต้องเคยชมกับ Urban Legend หรือที่รู้จักกันในชื่อไทยว่า “ปลุกตำนานโหด มหา’ลัยสยอง” เอากลับมารีเมคสร้างใหม่อีกครั้ง

ย้อนกลับไปในปี 1998 Urban Legend คือหนังสยองขวัญที่รวมเอาบรรดานักแสดงวัยทีนที่กำลังมาแรงมากในยุคนั้นอาทิ จาเรด เลโต้, อลิเซีย วิทท์, รีเบคก้า เกย์ฮาร์ท, โจชัวร์ แจ็คสัน รวมไปถึงนักแสดงสาวสุดฮอตประจำยุคนั้นอย่างทาร่า รี้ด ที่ต้องมาหนีตายกันอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีฆาตกรโรคจิตออกอาละวาดตามตำนานพื้นบ้าน

Urban Legend เป็นผลงานการกำกับของเจมี่ แบลงค์ ซึ่งในยุคสมัยนั้นเขามีผลงานหนังขาดยาวเรื่องแรกคือ Phage ในปี 1997 ก่อนที่จะกำกับงานให้กับสตูดิโอโซนี่ พิคเจอร์เรื่อง Urban Legend แม้ตอนที่หนังเข้าฉายจะโดนจวกแหลกเละเทะจากนักวิจารณ์ว่าตัวหนังไร้ซึ่งความสดใหม่ ดำเนินเรื่องทุกอย่างตามแบบฉบับ Scream ทุกกระเบียดนิ้ว (ในยุคสมัยหนังหนังไล่เชือดที่สร้างตามหลัง Scream มักโดนด่าด้วยเหตุผลเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็น I Know what you did last summer หรือ Valentine)

หนังเปิดตัวด้วยรายได้ 10 ล้านเหรียญบนตารางบ๊อกซ์ออฟฟิศในอเมริกา ตัวหนังใช้ทุนในการสร้างแค่เพียง 14 ล้านเหรียญฯเท่านั้น สุดท้ายหนังทำรายได้ในอเมริกาเหนืออยู่ที่ 38 ล้านเหรียญ เก็บในตลาดต่างประเทศอีก 34 ล้านเหรียญ ส่งผลให้รายได้ทั่วโลกปิดยอดที่ 72 ล้านเหรียญฯ เรียกได้ว่าทำกำไรให้กับสตูดิโออยู่ไม่น้อย อีกทั้งเมื่อหนังลงตลาด VDO (สมัยยังเป็นม้วนวิดีโอ) หนังก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจนอาจจะกล่าวได้ว่ามันคือหนังฮิตอีกเรื่องในช่วงเวลานั้น

เหตุการณ์ในหนัง Urban Legend เปิดฉากด้วยเหตุการณ์ฆาตกรรมนักศึกษาหญิงที่ถูกฆาตกรในชุดเสื้อกันหนาวและขวานด้ามโตสังหารอย่างน่าสยดสยอง ฆาตกรยังคงลอยนวลและสร้างความหวาดผวาให้กับเหล่านักศึกษา

อันที่จริงฉากเปิดเรื่องของหนังจัดได้ว่าสามารถสร้างความหวาดผวาให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี เมื่อเติมน้ำมันแล้วพบว่าเจ้าของปั้มที่มีท่าทางมีพิรุธ พยายามจะหลอกเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายว่าบัตรเครดิตนั้นรูดไม่ผ่านและไม่สามารถจ่ายเงินได้ เขาพยายามจะบอกบางอย่างกับเธอแต่ไม่ทันเสียแล้วเมื่อนักศึกษาผู้เคราะห์ร้ายรีบตัดสินใจกระโดดขึ้นรถด้วยความตกใจและขับรถออกจากปั้มโดยไม่ทันฟังคำเตือนว่า “มีคนแอบอยู่บนเบาะหลังรถ”

ตัวหนังค่อยๆเล่าเรื่องราวที่นักศึกษาแต่ละคนถูกไล่สังหารจากฆาตกรลึกลับตามตำนานพื้นบ้าน ซึ่งระดับดีกรีความสยองนั้นอาจจะไม่ได้เลือดสาดกระจุยกระจายแบบในยุคปัจจุบันก็ตาม แต่ในยุคสมัยนั้นแค่ฉากฆาตกรเผยวิธีการฆ่าก็เล่นเอาคนดูขนลุกแล้ว แถมบรรดาฉากฆาตกรรมในเรื่องก็ถือได้ว่าน่าสนใจเอามากๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากที่นางเอกของเรื่องกลับมาที่ห้องพักและคิดว่ารูมเมทของตัวเองกำลังมีเซ็กส์อยู่เธอจึงตัดสินใจไม่เปิดไฟในห้อง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเพื่อนร่วมห้องของเธอกำลังโดนฆาตกรคุกคามอยู่บนเตียง ฉากไล่ล่าดีเจสาวซาช่า (ทาร่า รี้ด) ซึ่งเป็นฉากเกมแมวไล่จับหนูที่ดุเดือดที่สุดในเรื่อง หรือกระทั่งฉากน้องหมาถูกจับยัดเอาไว้ในไมโครเวฟ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นภาพจำของผู้ชม

กำไรมหาศาลจากภาคแรกทำให้โซนี่ตัดสินใจสร้างภาคต่อออกมาในชื่อ Urban Legends: Final Cut ในปี 2000 ซึ่งคราวนี้ย้ายฉากหลังมาที่มหาวิทยาลัยแห่งใหม่ที่บรรดากลุ่มตัวเองเป็นนักศึกษาในสาขาเอกภาพยนตร์ที่กำลังถ่ายทำหนังสยองขวัญที่สร้างจากตำนานสยองขวัญพื้นบ้าน แต่ระหว่างที่ถ่ายทำไปเหล่านักศึกษาก็เริ่มตายกันอย่างปริศนาตามแบบฉบับเรื่องราวที่ถูกเล่าต่อๆกันมา ทั้งที่จริงแล้วเบื้องหลังคือฝีมือของฆาตกรโรคจิตที่แฝงตัวอยู่ภายใต้หน้ากากฟันดาบ คำวิจารณ์ในแง่ลบสุดขั้วของหนังภาคนี้ ส่งผลต่อรายรับทั่วโลกพอสมควร เมื่อหนังปิดยอดรายได้ที่ 38 ล้านเหรียญฯ จากต้นทุนในการสร้าง 14 ล้านเหรียญฯ

จากปี 2000 ถึงปี 2020 ถึงเวลาที่สตูดิโอโซนี่ตัดสินใจหยิบเอา Urban Legend มาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง (ทั้งที่ความเป็นจริงก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอาหนังแบบนี้มารีเมคด้วยซ้ำไป แต่การเกาะชื่อเสียงหนังเก่าหากิน น่าจะเป็นหนทางรอดของสตูดิโอในยุคปัจจุบันไปแล้ว)  โดยวางตัวโคลิน มินิแฮน จาก “What Keeps You Alive” และ “Z” ที่ทั้งรับหน้าที่เขียนบทและกำกับ ทางด้านนักแสดงนำคาดการณ์ว่าถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจะได้ซินดีนีย์ แชนด์เลอร์ จากซีรี่ส์ “Arrow” และแคทเธอรีน แมคนามารา และ คีธ พาวเวอร์ส มาเป็นกลุ่มเพื่อนตัวแสดงหลัก

ตัวพล็อตเรื่องจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับยุคสมัยปัจจุบันที่ว่าด้วยเหล่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ฆาตกรรมสยองขวัญที่เกี่ยวข้องกับตำนานพื้นบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่แพร่กระจายอยู่ในอินเตอร์เน็ตกลายเป็นชนวนของเหตุการณ์ระทึกที่ตามหลอกหลอนพวกเขา

Urban Legend ในเวอร์ชั่นนี้จะออกมาหัวหรือก้อย ดูท่าจะต้องรอกันอีกสัก 1-2 ปีเพราะต้องรอให้สถานการณ์โควิด-19 ในอเมริกาทุเลาลงกว่านี้หนังจึงจะสามารถเปิดกล้องได้นั่นเอง

คัมแบคแล้วซิส! The Babysitter: Killer Queen พี่เลี้ยงเด็กสายเชือด

ปี 2017 The Babysitter คือหนังสตรีมมิ่งจาก Netflix เรื่องหนึ่งที่ประสบความสำเร็จจากการเปิดรับชมของสมาชิก รวมไปถึงคำวิจารณ์ที่ค่อนไปในแง่บวก ปี 2020 The Babysitter: Killer Queen พร้อมกลับมากระตุกขวัญคนดูกันอีกรอบแล้ว

เกิดอะไรขึ้นใน The Babysitter

โคล คือหนุ่มน้อยวัย 12 ปีที่กำลังมีช่วงชีวิตที่สดใสกับชั้นเรียนไฮสคูล เมื่อพ่อแม่ตัดสินใจจะจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลเป็นการชั่วคราวก่อนที่พวกเขาจะออกไปเที่ยว แต่แทนที่โคลจะเข้านอนตามเวลาปกติ เขาเลือกที่จะแหกกฎตามคำท้าของเพื่อนๆว่า ให้ลองแอบดูพี่เลี้ยงว่าในยามดึกนั้น พวกเขาจะทำอะไรแก้เบื่อ จะนอนดูทีวีฆ่าเวลา หรือจะชวนหนุ่มหล่อมาเล่นจ้ำจี้กันบนโซฟา แต่โคลทายผิดทั้งหมด เพราะความเป็นจริงแล้วเมื่อเขาย่องลงบันไดมาดู ปรากฏว่าพี่เลี้ยงสุดแซ่บนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นสาวโรคจิตที่ยังเป็นสมาชิกลัทธิซาตานที่บ้าคลั่งเกินบรรยาย แน่นอนว่าเมื่อพี่เลี้ยงเด็กจับได้ว่าโคลรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว เธอต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้โคลหลุดปากคายความลับออกไป

The Babysitter เป็นผลงานการกำกับของแมคจี ซึ่งมีผลงานเรื่องดังอย่าง Charlie’s Angels (เวอร์ชั่นปี 2000 และ 2003) รวมถึง Terminator: Salvation ซึ่งผลงานของแมคจีมักจะมาพร้อมอารมณ์ขันร้ายๆ และมุกสองแง่สามง่ามที่ชอบเอาเรื่องสรีระสุดสะบึมของนักแสดงหญิงมาเป็นจุดขาย

โทนหนังของ The Babysitter นั้นคือหนังสยองขวัญตลกร้ายที่ตัวเอกของเรื่องอย่างโคลต้องพยายามหนีตายเอาชีวิตรอดจากพี่เลี้ยงโรคจิตและผองเพื่อน โดยฉากฆาตกรรมที่ปรากฏอยู่ในเรื่องก็จัดได้ว่าโหดเลือดสาดกระจาย ยิ่งไปกว่านั้นการที่หนังใช้เวลาปูความสัมพันธ์ระหว่างบี (ซามาร่า วีฟวิ่ง) และโคล (จูดาห์ เลวิส) ก็ยิ่งทำให้ช่วงเวลาที่ทั้งสองคนต้องมาไล่ล่ากัน ก่อนนำไปสู่บทสรุปตอนท้ายมีความทรงพลังอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

การกลับมาอีกครั้งของ The Babysitter: Killer Queen

แน่นอนเมื่อหนังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี Netflix จึงดำเนินการสร้างภาคต่อตามออกมา ซึ่งครั้งนี้ตัวหนังยังเล่าเรื่องราวของโคลที่รอดตายจากแก๊งพี่เลี้ยงเด็กมหาประลัยที่จะจับเขาไปบูชายันต์ซาตาน แต่กลายเป็นว่าหลังจากที่ทุกอย่างคลี่คลายกลับไม่มีคนรอบตัวคนไหนเชื่อไหนคำพูดของเขาแม้แต่นิดเดียว และยังโบ้ยว่าโคลเป็นเด็กเลี้ยงแกะที่ปั้นเรื่องขึ้นมา จนทำให้เขาถูกมองว่าเป็นเด็กมีปัญหา

ชีวิตของโคลไม่เคยมีความสุขเลยตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้น แต่ชีวิตวัยรุ่นที่จัดได้ว่าเลวร้ายอยู่แล้วก็ต้องวุ่นวายหนักกว่าเดิมเมื่อแก๊งพี่เลี้ยงเด็กกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งและพร้อมจะมาไล่ล่าเอาวิญญาณของโคล

จูดาห์ เลวิสยังคงกลับมารับบทบาทเดิมอีกครั้ง รวมไปถึงนักแสดงชุดเดิมอาทิ ร็อบบี้ แอเมล, เบลลา ธอร์น, แอนดรูว์ แบเชเลอร์ และ ฮานา เม ลี กลับมารับบทแก๊งพี่เลี้ยงเด็กลัทธิบูชาซาตาน แต่น่าเสียดายที่ซามาร่า วีฟวิ่งไม่ได้กลับมารวมแสดงในภาคต่อนี้

 

ซามาร่า วีฟวิ่งหญิงสาวผู้หนีตาย

จะว่าไปแล้ว The Babysitter ถือได้ว่าเป็นหนังที่แจ้งเกิดให้กับซามาร่า วีฟวิ่งอย่างเต็มตัว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอจะมีผลงานซีรีส์ทางโทรทัศน์มากมายหลายเรื่อง แต่แทนที่เธอจะได้แจ้งเกิดจากหนังแฟนตาซีอย่าง Monster Trucks แต่ฝันก็ต้องมอดไปเพราะคุณภาพหนังจัดได้ว่าย่ำแย่จนไม่มีใครอยากจะจดจำหนังเรื่องนี้ ก่อนที่เธอจะมีมีส่วนร่วมในหนังน้ำดีอย่าง Three Billboards Outside Ebbing, Missouri ในปี 2017 แต่หนังที่ทำให้เธอได้รับการจับตามองจริงๆก็คือบทบี จาก The Babysitter

ภายหลังจาก The Babysitter อีกหนึ่งบทบาทที่โลกจดจำเธอไม่ลืมก็คือบทเจ้าสาวดวงซวยในหนัง Ready or Not โดยคืนแรกหลังจากแต่งงานเธอจะต้องเข้าร่วมประเพณีประหลาดของครอบครัวสามี โดยเกมครั้งนี้เธอมีชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพัน วิธีการเอาชนะเกมนี้ก็ง่ายนิดเดียว นั่นคือเธอต้องอยู่รอดให้ถึงรุ่งเช้าอีกวัน แต่แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซามาร่า วีฟวิ่งยังมีผลงานในมินิซีรีส์ทาง Netflix เรื่อง Hollywood ซึ่งเธอรับบทบทเป็นแคลร์ วู๊ด และยังมีผลงานภาพยนตร์อีก 2 เรื่องอย่าง Last Moment of Clarity และ Bill & Ted Face the Music ส่วนปีหน้าเธอจะมีส่วนร่วมในหนังภาคแยกของจักรวาล G.I.Joe เรื่อง Snake Eyes: G.I. Joe Origins

และแม้ว่าซามาร่า วีฟวิ่ง จะไม่ได้กลับมาปรากฏตัวใน The Babysitter: Killer Queen ก็ตามแต่เราก็ยังคงต้องนึกถึงตัวละครนี้เพราะเธอนั้นเป็นจุดหักเหสำคัญของเหตุการณ์ในหนังภาคแรกทั้งหมด

ก่อนที่จะชม The Babysitter: Killer Queen ที่จะสตรีมมิ่งทาง Netflix วันที่ 10 กันยายนที่จะถึงนี้ก็ลองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังภาคแรกกันก่อนนะครับ