ฮารั่ว The War with grandpa สงครามแย่งห้องนอนมหาประลัย

สงครามระหว่างวัยกับการชิงชัยของสองตาหลาน หนังตลกสุดฮาว่าด้วยการแย่งห้องนอนที่นำมาซึ่งปัญหาแสนชุลมุนวุ่นวายเกินคาด The War with grandpa

ปีเตอร์ (โอ๊คส์ เฟกลีย์) และคุณปู่ของเขา (โรเบิร์ต เดอ นีโร) เคยสนิทกันมากๆ และเมื่อคุณปู่ย้ายเข้ามาอยู่กับครอบครัวของเขา ปีเตอร์ถูกบังคับให้สละสิ่งที่เขาหวงแหนที่สุดคือห้องนอนของเขา ไม่มีอะไรจะหยุดเขาที่จะทำทุกวิถีทางที่จะได้ห้องนอนของเขาคืนมา เขาและเพื่อนจึงออกแผนการต่าง ๆ มากมายเพื่อที่จะแกล้งคุณปู่ให้ออกไปจากพื้นที่ของเขา แต่คุณปู่ก็ไม่หยุดง่าย ๆ และก่อนที่จะเป็นเรื่องราวที่ยืดเยื้อกลายเป็นสงคราม!

ปีเตอร์พยายามขอความช่วยเหลือจากเพื่อนของเขา เอ็มม่า (ที.เจ. แมคกิบบอน), สตีฟ (ไอแซค เครกเท็น) และบิลลี่ (จูลี่โอ ซีซ่า ชาเวส) เพื่อกดดันให้คุณปู่ออกจากห้อง คุณปู่เอ็ดก็สู้กลับแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน พร้อมทั้งแท๊กทีมเพื่อนเจอรี่ (คริสโตเฟอร์ วอลเคน) แดนนี่ (ชีช มาริน) และไดแอน (เจน เซย์มอร์) มาร่วมวงในการต่อสู้ โดยที่ครอบครัวของปีเตอร์ ทั้งพ่อ (ร๊อบ ริกเกิล) แม่ (อูมา เธอร์แมน) และพี่สาว (ลอร่า มาราโน) อยู่ด้วยความผาสุกและไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในบ้าน

รู้หรือเปล่าว่า The War with grandpa เป็นหนังที่มีโปรดิวเซอร์ที่อายุแค่เพียง 11 ปีเท่านั้น ธี เพิร์ธ ซึ่งเขาอยากจะทำหนังเรื่องนี้ก็เพราะ The War with grandpa คือหนังสืออ่านนอกเวลาที่โรงเรียนประถมบังคับให้อ่าน แต่พออ่านจบแล้วเขาก็คิดว่าคงจะมีใครเคยดัดแปลงหนังสือเล่มนี้เป็นภาพยนตร์แล้ว แต่หลังจากที่เขาพยายามค้นหาปรากฏว่ามันยังไม่เคยถูกกสร้างมาก่อน เขาเลยร่ำร้องให้พ่อแม่ของเขาอย่างวิน เพิร์ธ และโรซ่า เพิร์ธที่เป็นผู้ผลิตภาพยนตร์สร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นซะเลย!

เท่านั้นไม่พอ ความแก่นเซี้ยวและอยากจะสร้างหนังเรื่องนี้มากจนตัวสั่น ธี เพิร์ธ จึงไปล่ารายชื่อของเพื่อนๆในห้องที่โรงเรียนเพื่อสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ เมื่อพ่อแม่เห็นความมุ่งมั่นขนาดนั้น ทั้งสองจึงปฏิบัติกับลูกชายของตัวเองให้เหมือนกับบรรดาโปรดิวเซอร์ในวงการภาพยนตร์ที่มาพร้อมกับไอเดียที่น่าสนใจและเมื่อมันถูกพัฒนาให้กลายเป็นภาพยนตร์แล้วจะต้องออกมาน่าสนใจ และด้วยเหตุผลเช่นนี้เองโรซ่า เพิร์ธ จึงใส่ชื่อของลูกชายเข้าไปในกระบวนการสร้างภาพยนตร์ ซึ่งทำให้ธี เพิร์ธกลายเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์ที่อายุน้อยที่สุด และระหว่างที่พวกเขารอกินเนส บุ๊ค เวิล์ด เรคคอร์ทติดต่อมาหลังจากที่หนังเรื่องนี้ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ธี เพิร์ธจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่อายุน้อยที่สุดตั้งแต่ที่โลกนี้เคยมีการสร้างภาพยนตร์มา!

ผู้กำกับที่ฝากฝีไม้ลายมือในการทำหนังเด็ก!

เมื่อทีมงานผู้ผลิตตัดสินใจเลือกผู้กำกับทิม ฮิลล์ ซึ่งเคยสร้าง Alvin and the Chipmunks, Hop และ The SpongeBob Movie: Sponge on the Run เป็นต้น และนักแสดงที่ทีมผู้สร้างไว้ก็คือ หนังเรื่องนี้ต้องได้นักแสดงรุ่นใหญ่ฝีมือดีอย่างโรเบิร์ต เดอ นีโรมารับบทเป็นคุณตาเท่านั้น! แต่มันก็ไม่ง่ายเอาซะเลยเพราะ อย่างที่เราทราบกันดีคือโรเบิร์ต เดอ นีโร เป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่ที่คิวงานถือว่าแน่นมาก และบริษัทในการผลิตหนังเรื่องนี้ก็จัดได้ว่าเป็นบริษัทเล็กๆที่ผลิตแต่หนังอิสระ แต่ท้ายที่สุดแล้ว “ตื้อ” เท่านั้นที่ครองโลก The War with grandpa ก็ได้โรเบิร์ต เดอ นีโรมาร่วมงานในที่สุด

ปีเตอร์หลานจอมแสบที่หาตัวแสดงยาก!

ช่วงเวลาในการประกาศคัดเลือกนักแสดง แน่นอนว่ามีคนสนใจสมัครออดิชั่นบทปีเตอร์ แต่ทีมงานก็มีภาพอยู่ในใจว่าคนที่จะมารับบทนี้จะต้องเป็นเด็กๆจริงๆที่ไม่ติดความดราม่าจนเกินไป หรือไม่ดูเด็กไร้สาระจนเกินไป และเป็นคนที่แสดงถึงความเป็นเด็กอายุ 11 ปีได้ดีและโอ๊คส์ เฟกลีย์เหมาะกับบทนี้


นี่คือหนังสำหรับครอบครัว

ภาพยนตร์สำหรับครอบครัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจำกัดช่วงปีให้แคบลงเรื่อยๆ ภาพยนตร์ครอบครัวเช่น Home Alone หรือ Gremlin ถูกแทนที่ด้วยแอนิเมชั่นหรือหนังซูเปอร์ฮีโร่จากมาร์เวล ซึ่งผู้ผลิตภาพยนตร์ก็อยากที่ขยายตลาดและอุดรอยรั่วของตลาดภาพยนตร์ครอบครัว

มาร์วิน เพิร์ธ อธิบายว่า  ภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้เด็กทุกคนเข้าใจถึงความน่ากลัวเมื่อคุณปู่จะเข้าเอาห้องของเขาไป หลายครอบครัวกำลังเผชิญกับความแตกต่างทางช่วงวัยในครอบครัว บางคนจากไป และหลายคนก็อายุเยอะมากจนเกินกว่าจะดูแลตัวเอง หรือทั้งพ่อและแม่ต่างทำงานต้องจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาดูแลลูกหลานของตัวเอง มันจึงเป็นเรื่องที่ดีกว่าที่จะให้คุณปู่คุณย่ามาดูแลหลานๆแทน แต่ท่ามกลางสงครามที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ มันคือหนังตลกที่สอดแทรกแนวคิดในการอยู่ร่วมกันระหว่างคนสองช่วงวัย และยังสอนคนทุกรุ่นอีกว่าการทะเลาะเบาะแว้งเพื่อก่อสงครามกันนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย และมันก็คงไม่คุ้มค่าแน่ๆถ้าหากผู้แพ้จากสมรภูมินี้จะต้องบาดเจ็บหรือเสียชีวิตและจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

The War with grandpa เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้ววันนี้

Resident Evil ฉบับยกเครื่องใหม่ ประกาศรายชื่อทีมนักแสดงดาวรุ่งของฮอลลีวูด

ข่าวสำหรับคอหนังและคอเกมที่น่าตื่นเต้นในวันนี้ คือการประกาศรายชื่อนักแสดงชุดใหม่ของหนังฉบับยกเครื่อง Resident Evil หรือที่คนไทยคุ้นชื่อว่า “ผีชีวะ” หนังทั้ง 6 ภาคในฉบับแรก (2002-2016) กลายเป็นหนึ่งในจำนวนน้อยเรื่องของหนังที่ดัดแปลงจากเกมแล้วประสบความสำเร็จ ทำรายได้รวมทั่วโลกไปถึง 1,200 ล้านเหรียญฯ จากหลายภาคต่อตามออกมา ก่อนจะปิดจบตัวเองไปเพื่อรื้อโครงสร้างของหนังนำเสนอออกมาแบบใหม่ และตอนนี้ทีมสร้างก็ดูเหมือนจะมีความคืบหน้าออกมามากขึ้นกว่าเดิมมาก

ทีมผู้สร้าง Constantine Film ได้ประกาศนักแสดงชุดใหญ่ของ Resident Evil ที่จะเป็นผลงานกำกับและเขียนบทของ Johannes Roberts จาก 47 Meters Down (2017) และ 47 Meters Down: Uncaged (2019) ซึ่งเป็นการดัดแปลงเรื่องราวต้นกำเนิดของเกมสยองขวัญชื่อดังของบริษัทแคปคอมและจะมีฉากหลังเป็นเมืองแรคคูนซิตี้ในช่วงปี 1998 และหนังจะจำหน่ายโดย Sony Pictures

รายชื่อของนักแสดงที่ประกาศออกมาไล่ตั้งแต่ Kaya Scodelario จาก Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales (2017) และแฟรนไชส์ The Maze Runner (2014-2018) รับบท Claire Redfield, Hannah John-Kamen จาก Ant-Man and the Wasp (2018) รับบท Jill Valentine, Robbie Amell จากซีรีส์ The Flash และซีรีส์ Upload รับบท Chris Redfield, Tom Hopper จากซีรีส์ The Umbrella Academy และซีรีส์ Game of Thrones รับบท Albert Wesker, Avan Jogia จาก The Outcasts (2017) รับบท Leon S. Kennedy และปิดท้าย Neal McDonough ดาราที่คุ้นหน้าคุ้นตาจาก Captain America: The First Avenger (2011) และ Minority Report (2002) รับบท William Birkin

Kaya Scodelario
Hannah John-Kamen
Robbie Amell
Tom Hopper
Avan Jogia
Neal McDonough

“เราจะกลับไปเล่าเรื่องราวของเกมต้นฉบับและสร้างประสบการณ์ที่สุดสยองและน่ากลัวขึ้นมาใหม่ ผมนึกถึงตอนที่ผมเล่นเกมครั้งแรกและจะทำออกมาในแนวนั้น ในขณะเดียวกัน หนังก็จะเป็นการเล่าเรื่องราวของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความหวั่นไหว ไม่มีมั่นคงทางจิตใจ ซึ่งเหตุการณ์จะเกิดเมืองเล็ก ๆ เหมือนหนึ่งของอเมริกาที่กำลังจะล่มสลาย” ผู้กำกับของหนังฉบับใหม่เล่าให้ฟัง

ส่วนผู้อำนวยการสร้างของหนังอย่าง Robert Kulzer ให้สัมภาษณ์ว่า “หลังจากมีเกมมาแล้วถึง 6 ภาคและยังมีการผลิตคอนเทนต์อีกมากมายจาก Resident Evil เราเลยรู้สึกว่าน่าจะต้องกลับไปเล่าเรื่องจากต้นฉบับ กับเหตุการณ์ในปี 1998 เพื่อสำรวจความลับที่ซ่อนอยู่ในกำแพงของแรคคูนซิตี้ใหม่อีกครั้ง”

แฟน ๆ ของหนังและเกมเรื่องนี้อาจจะสับสนเล็กน้อยกับคอนเทนต์ที่จะมีการสร้างในช่วงนี้ของ Resident Evil เพราะจะมีการสร้างเป็นซีรีส์ทาง Netflix ออกมาด้วย ซึ่งในฉบับซีรีส์จะเป็นเนื้อหาอีกเนื้อหาหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรีเมกเรื่องราวเดิมเช่นเดียวกับหนัง เล่าเรื่องราวของสองช่วงเวลา ช่วงเวลาแรกจะเป็นเรื่องราวของ Jade Wesker เด็กสาววัย 14 ปีและ Billie Wesker น้องสาวของเธอ ทั้งสองย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองนิวแร็คคูนซิตี้ แต่ยิ่งนานวันเข้า พวกเธอก็ยิ่งสำเหนียกได้ว่า เมืองนี้มีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ และพ่อของพวกเธอเองอาจจะกำลังปกปิดความลับอันดำมืดระดับทำลายโลกได้ทั้งใบนี้อยู่ด้วย

ส่วนในช่วงเวลาที่สอง จะเล่าถึงโลกในอนาคตที่เวลาผ่านไปสิบปี ยุคที่โลกมีมนุษย์หลงเหลืออาศัยอยู่น้อยกว่า 15 ล้านคน แต่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดกว่า 6,000 ล้านตัว ผู้คนและสัตว์ต่างพากันติดเชื้อทีไวรัส Jade Wesker ในวัย 30 ปีกำลังพยายามดิ้นรนมีชีวิตรอดภายในโลกที่มีสภาพแบบนี้ ในขณะที่ความลับในอดีตเกี่ยวกับ Billie น้องสาว พ่อ และตัวของเธอเอง ก็ยังคงกำลังตามหลอกหลอนเธออยู่

ซีรีส์จะมีทั้งหมด 8 ตอน ตอนละ 1 ชั่วโมง ดำเนินงานสร้างโดย Andrew Dabb ผู้สร้างและผู้เขียนบทซีรีส์ Supernatural และอำนวยการสร้างโดย Robert Kulzer ผู้อำนวยการสร้างในฉบับหนัง, Oliver Berben และ Mary Leah Sutton จากบริษัท Constantine Film รวมถึง Bronwen Hughes ผู้กำกับของซีรีส์ The Walking Dead จะมากำกับสองตอนแรก ปัจจุบันยังไม่มีกำหนดฉาย

James Bond No Time To Die เลื่อนฉายยาวอีกครั้งเป็นเมษายน 2021

นึกว่าจะเป็นหนังใหญ่ที่กล้ายืนหยัดฉายในสถานการณ์โควิด-19 ปีนี้ เพียงไม่กี่เรื่องหลังจากเรื่องอื่นหนีไปกันหมดแล้ว แต่ล่าสุด 007 James Bond No Time To Die เรื่องสุดท้ายของ Daniel Craig ที่จะมารับบทเป็นสายลับพยัคฆ์ร้ายก็ขอเลื่อนฉายหนีความเสี่ยงเจ๊งจากเดิม 20 พฤศจิกายน ไปเป็น 2 เมษายน 2021 ซึ่งเดือนเมษายนนั้นก็เป็นเดือนเดิมที่หนังตั้งใจจะเข้าฉายในปีนี้ เท่ากับว่าหนังเลื่อนฉายจากกำหนดฉายแรก 1 ปีเต็ม และวันที่ 2 เมษายนยังเป็นวันฉายเดิมของ Fast 9 ซึ่งก็ประกาศขยับไปเป็น 28 พฤษภาคม 2021

สาเหตุที่หนังใหญ่พากันเลื่อนฉายหมด ก็เพราะหนังฟอร์มยักษ์ที่พลีชีพไปก่อนหน้านี้ทั้ง Tenet และ Mulan ไม่ประสบความสำเร็จกับรายได้จากการฉายโรง แม้ว่าจะไม่ได้แย่ถึงขั้นขาดทุนหนัก แต่ตลาดอเมริกาที่ยังไม่สามารถเปิดให้บริการโรงภาพยนตร์ได้ในเมืองใหญ่ ๆ อย่างนิวยอร์กหรือลอสแอนเจลิสนั้น ส่งผลกระทบจริง ๆ กับรายได้หนังโดยรวม Mulan นั้นยังดีกว่าหน่อยตรงที่ทำรายได้ไปพอสมควรกับการขายผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง Disney+

ทำให้จนถึงขณะนี้หนังฟอร์มใหญ่ของปีนี้เรื่องถัดไปก็คือ Wonder Woman 1984 ที่วางคิวฉายในสหรัฐฯ ไว้วันคริสต์มาส 25 ธันวาคม รวมถึงมีแนวโน้มสูงว่า Top Gun: MaverickDune และ Free Guy หนังทุนสูงที่วางคิวฉายไว้ภายในปีนี้ก็น่าจะเลื่อนฉายตามมาในเร็ว ๆ นี้เช่นกัน ส่วน No Time To Die นั้นก็เริ่มได้รับความเสียหายจากการที่สินค้าต่าง ๆ ซึ่งเป็น สปอนเซอร์ของหนังอย่างนาฬิกา เช่น Omega และ Swatch, Coke, DHL และ Pop Funko เริ่มจะปล่อยวางขายกันในเดือนพฤศจิกายน การที่หนังเลื่อนฉายก็จะต้องถูกปรับจากทางบริษัทสปอนเซอร์เหล่านี้ แต่เชื่อว่า ผู้สร้างหนัง 007 คงเลือกจะยอมแลกแล้ว

นอกจากนี้ก็มีความเป็นไปได้ว่า หนังฟอร์มใหญ่ทั้งหลายจะเจอโรคเลื่อนไปเรื่อย ๆ เพราะสถานการณ์โควิด-19 ในสหรัฐฯ ก็ไม่มีทีท่าจะคลี่คลายง่าย ๆ ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อสะสมไปแล้วกว่า 700,000 คน เสียชีวิตแล้ว 200,000 ราย ประธานาธิบดี Donald Trump ก็ยังมาติดเชื้ออีกด้วย เห็นแบบนี้ก็นึกถึงการประกาศเลื่อนวันฉายอย่างไม่มีกำหนดของหนังจากสตูดิโอ Sony Pictures ที่บอกเลยว่า จะเอาหนังเข้าฉายเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติเท่านั้น หมายถึง ไม่ต้องรอเลื่อนรอขยับกันบ่อย ๆ