กลับมาแน่! Justice League ฉบับ Snyder Cut ดราม่าอันแสนยาวนานของมหากาพย์หนังฮีโร่ดีซี

ย้อนกลับไปในปี 2017 Justice League เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ซึ่งในช่วงเวลาที่หนังเรื่องนี้เข้าฉายนั้น สารพัดดราม่าเกี่ยวกับตัวหนังก็แพร่สะพัดบนโลกออนไลน์อย่างไม่จบสิ้น ประเด็นสำคัญที่สุดคือเรื่อง ตัวหนังถูกลดทอนความยาวให้เหลือแค่เพียง 119 นาทีเท่านั้น

Justice League สั้นจนคนดู “งง”

ความยาวของ Justice League นั้นถือได้ว่าสั้นกว่า Batman V Superman: Dawn of Justice ราว 30 นาที ซึ่งเมื่อนับความยาวแล้วถือได้ว่าเป็นในหนังที่สั้นที่สุดในจักรวาลดีซี จนเกิดคำถามว่า “มันควรจะสั้นขนาดนี้หรือเปล่า ทั้งที่เป็นหนังรวมตัวละครเด่นจากจักรวาลตัวเองแท้ๆ” แต่ทั้งหมดนี้ เกิดจากความตั้งใจของผู้บริหารของค่ายวอร์เนอร์ บราเธอร์ส เควิน สึจิฮาระ ส่วนจอส วีดอน ที่รับหน้าที่เป็นผู้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์ ถูกเรียกตัวมาเป็นคนตัดต่อภาพยนตร์ในเวอร์ชั่นที่ทุกคนได้ชมกันในโรงภาพยนตร์นั่นแหละครับ อันที่จริงตัววีดอนเอง คืออีกหนึ่งผู้กำกับที่รับหน้าที่ในการมาถ่ายทำฉากเพิ่มเติมในเรื่องหลังจากที่ตัวผู้กำกับแซค สไนเดอร์ปิดกล้องไปแล้ว

สำหรับหนังในเวอร์ชั่นแรก ของผู้กำกับแซค สไนเดอร์ เขายังนั่งแท่นเป็นผู้ตัดต่อภาพยนตร์ด้วยตัวเอง แต่หลังจากที่ได้ฉายให้บรรดาผู้บริหารสตูดิโอชมแล้ว กลับถูกให้มีการถ่ายทำซ่อมและใส่ฉากเพิ่มเติมเข้าไปในหนัง ทว่าระหว่างนั้นเองก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อลูกสาวของแซคเกิดเสียชีวิตและทำให้เขาต้องกลับไปใช้เวลาอยู่กับครอบครัว หน้าที่ในการควบคุมดูแล Justice League จึงตกมาเป็นของวีดอนกลางทาง

ปริมาณฉากที่ถ่ายทำเพิ่ม และสไตล์ที่แตกต่างกันระหว่างแซคและจอส ทำให้ต้องมีการตัดต่อเพื่อหลอมรวมเอกลักษณ์ของแต่ละฝ่ายให้ลงตัว จนสุดท้ายงบประมาณของหนังเรื่องนี้แทบจะปลายไปถึง 300 ล้านเหรียญฯ เลยทีเดียว

เมื่อหนังเข้าฉายกลายเป็นว่า Justice League ได้รับเสียงวิจารณ์ปานกลางค่อนไปทางลบ มิหนำซ้ำรายได้ในอเมริกาเหนือ เรียกได้ว่ายังต่ำกว่าที่ประเมินเอาไว้อย่างมาก โชคยังดีที่หนังยังไปได้สวยในตลาดต่างประเทศทำให้เมื่อสิ้นสุดการฉาย หนังสามารถทำรายได้ทั่วโลกอยู่ที่ 657 ล้านเหรียญฯ แต่สตูดิโออย่างวอร์เนอร์ คาดหวังว่ามันจะทำรายได้มากกว่านี้

สงครามน้ำลาย แฟนคลับไม่ชอบ คนเกี่ยวข้องออกมารุม

นี่อาจจะเป็นหนังฮีโร่ที่ผู้ชมและนักวิจารณ์เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า หนังมันสนุกน้อยกว่าที่ควรจะเป็น องค์ประกอบโดยรวมย่ำแย่ การลำดับเรื่องค่อนข้างสับสน ก่อนที่ภายหลัง เจ็ตต์ เอลิน ลูกชายของแซค สไนเดอร์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นของตัวเองผ่านสื่อออนไลน์ว่า “สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้ Justice League ออกมาเละเทะ เป็นเพราะการเข้ามายุ่มย่ามของผู้บริหารในสตูดิโอ ที่อยากจะเปลี่ยนโน่นนี่นั่นจนไม่เป็นไปตามวิสัยทัศน์เริ่มต้นของตัวแซค สไนเดอร์เอง” อย่างไรก็ตามความเห็นตรงนี้ได้นำไปสู่จุดเริ่มต้นด้วยการที่บรรดาแฟนหนังพากันร่วมลงชื่อใน CHANGE.ORG เพื่อให้วอร์เนอร์ส ฉายหนัง Justice League นำเวอร์ชั่นของแซค ชไนเดอร์ออกมาฉาย แต่กว่าหลายปีที่ผ่านมา มันไม่สามารถเป็นรูปเป็นร่างได้ ก็เพราะสตูดิโอจะต้องใช้งบประมาณในขั้นตอน Post Production อาทิ การตัดต่อ เทคนิคพิเศษ ทำดนตรีประกอบ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆอย่างแน่นอน

3 ปีผ่านไปกับฝันของแฟนๆที่เป็นจริง

แม้ว่าไม่กี่วันที่ผ่านมาจะมีการลือให้ทั่วว่า Justice League ในเวอร์ชั่น Snyder Cut จะมีโอกาสได้กลับมาฉายใหม่ทางช่องสตรีมมิ่งอย่าง HBO Max ของวอร์เนอร์มีเดียที่จะเปิดทำการปลายพฤศจิกายนนี้ ตอนนี้ได้ข้อสรุปแล้วว่า มีการฉายอย่างแน่นอนทางช่องสตรีมมิ่งดังกล่าว แต่จะเป็นช่วงปี 2021ซึ่งคนที่ออกมายืนยันข่าวนี้คือตัวแซค สไนเดอร์เอง

ทางด้านโรเบิร์ต กรีนแบลตต์ ประธานของวอร์เนอร์ มีเดีย เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ได้ยืนยันเช่นกันว่าก่อนหน้านี้เขาได้รับการร้องขอจากแฟนหนังเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการเห็นแฮชแท็ก #ReleaseTheSnyderCut ที่แฟนๆเรียกร้องมาผ่านทางอีเมลและอินบอกซ์ทางโซเชียลมีเดีย อย่างไรก็ตามการกลับมาในเวอร์ชั่นนี้คือการร่วมมือกันของทีม HBO Max และวอร์เนอร์ บราเธอร์ส พิคเจอร์

สำหรับ Justice League เวอร์ชั่น Snyder Cut จะมีความยาวประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งยังไม่มีการฟันธงออกมาว่าจะฉายเป็นเวอร์ชั่นหนังยาว หรือจะแบ่งออกเป็นตอนๆ เป็นแบบซีรีส์ ซึ่งตอนนี้แซคเองต้องระดมทีมงานชุดเดิมที่เกี่ยวข้อง อาทิมือตัดต่อ คนทำซีจี และคนทำดนตรีประกอบ รวมไปถึงอาจจะใช้ทีมนักแสดงกลับมาให้เสียงเพิ่มบทสนทนาเพิ่มเติมด้วยนั่นเอง ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายในการทำงานตรงนี้อยู่ที่ประมาณ 20-30 ล้านเหรียญฯ

ตัวแซคยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า “สำหรับสิ่งที่ผู้ชมจะได้ชมนั้นนี่คือเรื่องราวใหม่ ประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จนถึงทุกวันนี้ผมยังเคยดูหนังฉบับของจอช วีดอนเลย และเมื่อฟังคำบอกเล่าจากผู้ชมแล้ว ผมบอกได้เลยว่าหนังที่คุณได้ดูนั้น ผลงานที่เป็นงานของผมเป็นแค่ 1 ใน 4 ของหนังทั้งหมด”

ไม่เพียงเท่านั้นทางด้านเฟเบียน วากเนอร์ผู้กำกับกับภาพยังเคยเปิดเผยออกมาว่า “ขณะที่ผมนั่งดูหนังในเวอร์ชั่นที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ผมเศร้ามากที่เห็นงานของตัวเองถูกเปลี่ยน ถูกตัดออกจนอยากจะบอกว่านี่ไม่ใช่งานของผมเลย แต่เป็นงานของใครก็ไม่รู้”

เอาเป็นว่ายิ่งเราได้อ่านบทสัมภาษณ์เหล่านี้แล้ว ยิ่งทำให้เราอยากดู Justice League เวอร์ชั่น Snyder Cut เร็วๆ ว่าตกลงแล้วเวอร์ชั่นไหนกันแน่ที่ดีกว่ากันและกำลังนำพาจักรวาลดีซีไปในทิศทางไหนในอนาคต

ฝ่าบาท Black Panther จะเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์จากสงครามเวียดนาม ใน Da 5 Bloods ของ Netflix

หลังจากปล่อยหมัดเด็ดจากหนังของหนึ่งในทีมนักแสดง Avengers อย่าง Chris Hemsworth ใน Extraction ให้กลายเป็นหนังฮิตที่สุดในปีนี้ของสตรีมมิง Netflix ไปแล้ว ไม้ต่อไปของพวกเขาก็ยังคงใช้บริการนักแสดงจากทีม Avengers ด้วยเหมือนกัน นั่นคือ Chadwick Boseman ผู้รับบทฝ่าบาท แบล็ค แพนเธอร์ และถ้าจะถือเคล็ดเดินตามรอยความสำเร็จของ Extraction แล้วละก็ ผลงานหนังเรื่องใหม่ที่ชื่อ Da 5 Bloods ก็อาจจะดังเปรี้ยงเพราะมาถ่ายทำเกือบทั้งเรื่องที่ประเทศไทยด้วยเหมือนกัน

Da 5 Bloods เป็นหนังของผู้กำกับ Spike Lee วัย 63 ปี จากคว้าออสการ์บทดัดแปลงยอดเยี่ยมมาแล้วจากหนังคนผิวสี BlacKkKlansman (2018) ซึ่งในปีนั้นเขาก็ได้เข้าชิงอีกสาขาอย่างผู้กำกับยอดเยี่ยมด้วย ผลงานเก่า ๆ ของเขาที่โด่งดังอย่างเช่น หนังปล้นธนาคารหักมุม Inside Man (2006) และ Malcom X (1992) ทั้งสองเรื่องนำแสดงโดย Denzel Washington แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นความหวังใหม่ของ Netflix ที่ว่ากันว่าจะฟอร์มดีถึงขนาดจะได้เข้าชิงรางวัลสำคัญ ๆ ช่วงปลายปีเลยทีเดียว

Chadwick Bosำsman และผู้กำกับ Spike Lee (ภาพจาก Netflix Life)

หนังเล่าเรื่องของทหารผ่านศึกสัญชาติแอฟริกัน-อเมริกัน 4 คนที่กลับไปยังประเทศเวียดนาม เพื่อตามหาศพของผู้บัญชาการหน่วยรบของพวกเขา (รับบทโดย Chadwick Boseman ที่จะเป็นตัวละครทหารในอดีต) และสมบัติที่ถูกฝังเอาไว้ สมทบด้วยนักแสดง Jean Reno (Leon: The Professional), Delroy Lindo (Get Shorty), Clarke Peters (The Wire), Isiah Whitlock Jr. และ Paul Walter Hauser (I, Tonya) โดยจากในตัวอย่างแรกที่ดูจะเป็นการยำฟุตเตจเก่าของสงครามเวียดนาม และอ้างอิงภาพจากหนัง Apocalypse Now (1979) ก็ทำให้เชื่อว่า หนังจะทำออกมาเป็นตลกร้ายในบรรยากาศสงครามเหมือนกัน

ผู้กำกับ Spike Lee และ Chadwick Boseman ตอนเข้ามาถ่ายทำหนังในไทย

หนังได้เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยช่วงปี 2019 ที่กรุงเทพฯ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย นนทบุรี สมุทรสงคราม ราชบุรี และกาญจนบุรี แต่ก็น่าเสียดายที่ในตัวอย่างหนังนั้นบอกว่าเหตุการณ์เกิดที่เวียดนาม ซึ่งในสายตาคนไทยอย่างเรา ๆ ดูแต่ละสถานที่และนักแสดงประกอบก็ยิ่งรู้ว่าเป็นประเทศไทยบ้านเราอย่างแน่นอน รอดูกันได้บน Netflix 12 มิถุนายนนี้

ภาพแรกจากกองถ่ายซีรีส์ Loki เมื่อ Tom Hiddleston สวมเครื่องแบบองค์กรตำรวจ

อีกหนึ่งตัวละครจากหนัง Avengers รุ่นแรกที่แม้จะไม่ได้อยู่ในทีม Avengers แต่ก็เป็นตัวละครที่มีฐานแฟนคลับเยอะมากพอที่ Marvel Studios จะสานต่อเรื่องราวของเขาหลัง Endgame ผ่านพ้นไป ถึงขนาดที่แม้จะตายไปแล้วในเส้นเรื่องหลัก แต่ก็ยังใช้โอกาสจากเส้นเรื่องย้อนเวลาชุบชีวิตเขากลับมาโลดแล่นในซีรีส์ได้อีกครั้ง นั่นก็คือตัวละคร “โลกิ” ของนักแสดง Tom Hiddleston ที่จะกลับมาเล่าว่า เกิดอะไรขึ้นกับเขาและเทสซาแรคค์ที่เอาไปด้วยในเส้นเวลาที่ฉีกออกไป

ภาพโปรโมตภาพแรกของซีรีส์ Loki ที่จะได้เห็นโลโก TVA บนเสื้อด้วย

ภาพโปรโมตภาพแรกของซีรีส์ Loki ที่จะได้เห็นโลโก TVA บนเสื้อด้วย

จากภาพถ่ายของปาปาราซซีได้เปิดเผยให้เห็นในโลกิที่ไม่ได้สวมชุดชาวแอสการ์ดที่แฟน ๆ คุ้นตาจากหนัง Thor แต่เป็นสูทรัดรูปสีน้ำตาลคล้ายนักสืบยุค 90s แทน และมีตัวหนังสือ TVA อยู่ที่ด้านซ้าย ที่แฟน ๆ มาร์เวลขนานแท้ น่าจะพอเดากันได้ว่าย่อจาก Time Variance Authority (องค์กรตำรวจกาลเวลา) ซึ่งมีหน้าที่คอยปกป้องไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเส้นเวลาตามที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว โลกิน่าจะทำงานให้องค์กรนี้หรือถ้าไม่ใช่ ก็น่าจะแฝงกายเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรนี้อย่างมีแผนการบางอย่าง

 

ในภาพยังได้เห็น Owen Wilson (Wedding CrashersShanghai Knight) อีกหนึ่งนักแสดงที่ยืนยันว่าจะมีบทบาทในเรื่องก่อนหน้านี้ เดินคู่มากับ Hiddleston ด้วย ส่วนนักแสดงฝ่ายหญิงอีกคนที่เข้าชื่อรับบทในเรื่องก็คือ Sophia Di Martino (Yesterday) ที่ยังไม่มีการเปิดเผยว่าเธอมารับบทอะไร แต่ถ้าดูจากชุดสีเขียวขลิบทองคล้ายของโลกิที่เคยใส่  ข่าวลือที่ว่าเธอจะรับบทเป็นโลกิในร่างผู้หญิงก็น่าจะเป็นไปตามนั้น

ซีรีส์ Loki กำลังเดินหน้าถ่ายทำอยู่ที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ณ ตอนนี้ เพื่อสตรีมมิงทาง Disney+ ช่วงต้นปี 2021 โดยเนื้อเรื่องในซีรีส์จะส่งผลและเชื่อมต่อโดยตรงถึงหนัง Doctor Strange in the Multiverse of Madness หรือหนังหมอแปลกภาค 2 ที่จะออกฉาย 7 พฤษภาคม 2021

 

James Gunn บอกว่ามีทางเดียวที่จะเข้าใจภาษาของ Groot ได้ และมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เชื่อเลยว่าหลายคนที่ติดตามจักรวาล MCU คงเคยได้ยินประโยคนี้จากหนึ่งตัวละครที่มีลักษณะเหมือนต้นไม้อย่าง Groot แห่งทีมผู้พิทักษ์จักรวาล Guardians of the GalaxyJames Gunn บอกว่ามีทางเดียวที่จะเข้าใจภาษาของ Groot ได้ และมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
https://www.usatoday.com/story/life/movies/2014/10/13/guardians-dancing-baby-groot-coming-to-a-store-near-you/17215881/

James Gunn บอกว่ามีทางเดียวที่จะเข้าใจภาษาของ Groot ได้ และมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
https://www.dnaindia.com/entertainment/report-vin-diesel-voices-baby-groot-in-hindi-version-of-gotg-vol-2-2427627

ตลอดระยะเวลาที่ตัวละคร Groot ปรากฏออกมา เขาไม่เคยพูดคำอื่นเลยนอกจาก “I am Groot” ในน้ำเสียงที่แตกต่างกันออกไป (มีแหกปากโวยวายบ้างบางที) ซึ่งตัวละครนี้ให้เสียงพากย์โดย Vin Diesel

แฟนๆ หลายคนสงสัยและตั้งคำถามว่าทำไมบางตัวละครถึงเข้าใจภาษานี้ได้ เช่น Rocket แต่ทำไมบางตัวละครถึงไม่เข้าใจเสียอย่างนั้น แฟนคลับรายหนึ่งจึงไปถามว่า

New⚡️Rockstars@NewRockstars

Guardians of the Galaxy was crafted by @JamesGunn with endless details hidden in the visuals and soundtrack. @eavoss breaks down the film in our latest Infinity Saga rewatch — including an update on that infamous still-missing Easter Egg! https://youtu.be/WkJTqx33gDg 

The First Joe-L@JoelKremer13

If Starlord has a universal translator in his neck, why can’t he understand the groot language?

See The First Joe-L’s other Tweets

ถ้า Starlord มีเครื่องแปลภาษาระดับจักรวาลฝังไว้ที่คอ ทำไมเขาถึงไม่เข้าใจภาษา Groot ล่ะ

ซึ่งถ้าใครได้ดู Guardian of the Galaxy Vol. 1 ตอนที่ Peter Quill โดนจับจะมีเขียนไว้ว่าเขามีเครื่องแปลภาษาในฝังอยู่ในคอ

James Gunn บอกว่ามีทางเดียวที่จะเข้าใจภาษาของ Groot ได้ และมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

และในตอนแรกๆ เจ้าตัวก็ฟัง Groot ไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ ตอนโดนจับมาแรกๆ ก็บ่นอยู่ตลอดว่าทำไมพูดแต่คำเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั่นแหละ

แต่เรื่องนี้มีคำตอบ โดยผู้กำกับ James Gunn ได้ตอบคำถามแฟนคลับรายนั้นไปว่า

James Gunn

@JamesGunn

He doesn’t have a universal translator. He has a translator. And it doesn’t have all languages in it (it didn’t have Sakaaran in the first film for example). And people don’t learn Groot through knowing the language – they learn it through connecting with Groot. https://twitter.com/joelkremer13/status/1253840693170184203 

The First Joe-L@JoelKremer13
Replying to @NewRockstars and 2 others

If Starlord has a universal translator in his neck, why can’t he understand the groot language?

403 people are talking about this

I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot. I am Groot.

ผู้เขียนหยอกเล่นนะ เอาใหม่ๆ 5555 

เขา (Starlord) ไม่ได้มีเครื่องแปลภาษาระดับจักรวาล เขาแค่มีเครื่องแปลภาษาเฉยๆ และมันไม่ได้มีทุกภาษาอยู่ในนั้น (เช่นที่มันไม่มีภาษา Sakaaran อย่างในภาคแรก) และผู้คนไม่สามารถเรียนรู้ภาษา Groot ได้ พวกเขาต้องเรียนรู้มันผ่านความผูกพันกับ Groot เท่านั้น

นั่นจึงอธิบายได้ว่าทำไม Rocket ถึงเข้าใจทุกอย่างที่ Groot พูด เพราะทั้งสองคนอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน

James Gunn บอกว่ามีทางเดียวที่จะเข้าใจภาษาของ Groot ได้ และมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
https://www.cbr.com/avengers-endgame-art-book-rocket-groot-tribute-concept/

และก็ยังอธิบายได้อีกว่า ทำไมใน Guardian of the Galaxy Vol. 2 ตัวของ Peter Quill สามารถสื่อสารกับ Groot ได้รู้เรื่อง เพราะพวกเขาได้อยู่ร่วมกันและมีความผูกพันกันมานานแล้ว

แต่ทฤษฏีนั้นก็พังทลายลงใน Avengers: Infinity War เมื่อ Thor พบเหล่า Guardians เป็นครั้งแรกและเขาสามารถสื่อสารกับ Groot รู้เรื่อง โดยเขาบอกว่าเขาเรียนมาที่ Asgard ซึ่งนั่นก็กลายเป็นว่ามันสามารถเรียนได้งั้นหรอ? แต่เรื่องนี้ก็มีคำตอบเช่นกัน

James Gunn บอกว่ามีทางเดียวที่จะเข้าใจภาษาของ Groot ได้ และมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย https://www.reddit.com/r/marvelstudios/comments/9bt8c5/in_iw_rocket_realises_that_thor_knows_the/

ทางด้าน James Gunn ได้คิดเรื่องนี้ไว้ในตอนสร้าง Guardians of the Galaxy แต่เขาไม่ได้บอกทฤษฏีนี้ให้กับคนเขียนบท infinity War เลยทำให้เกิดฉากนั้นขึ้นอย่างไม่คาดคิด เพราะจริงๆ แล้วในจักรวาล MCU มีการเปลี่ยนผู้กำกับและคนเขียนบทหลายเรื่องเหมือนกัน จุดเชื่อมต่อบางอย่างก็อาจจะไม่เป็นอย่างที่คนก่อนๆ ทำมานั่นเอง

ถึงแม้ความลับทางด้านภาษาของ Groot จะยากแท้หยั่งถึง แต่ก็คงต้องยึดตามผู้ที่สร้างขึ้นมาก่อนอย่าง James Gunn นั่นแหละนะ และแน่นอนว่าตัวละคร Groot คงจะมีบทบาทสำคัญอีกมากในจักรวาล MCU และคงจะได้เห็นเขาใน Guardians of the Galaxy Vol. 3 มาสร้างเสียงหัวเราะให้เราได้อย่างแน่นอน

James Gunn บอกว่ามีทางเดียวที่จะเข้าใจภาษาของ Groot ได้ และมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
https://giphy.com/gifs/marvel-guardians-of-the-galaxy-2-26gR15Lsq9hR0F6RW

ที่มา : movieweb.com

Avengers: Endgame ยังไม่ได้ไขปมที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างของ Iron Man

Marvel Studio ปิดท้ายเรื่องราวของ Iron Man หรือ Tony Stark ได้อย่างน่าประทับใจโดยการเสียสละตัวเองเพื่อปิดฉากการบุกโลกของ Thanos แต่ดูเหมือนว่าผู้จัดทำจะดันลืมแก้ปมระหว่าง Tony Stark และ Bucky โดยในภาพยนตร์ Captain America: Civil War มีการเผยเนื้อเรื่องว่า Howard และ Maria Stark ไม่ได้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเหมือนกับที่ Tony Stark คิดเอาไว้ตอนแรก แต่เกิดจากการที่กลุ่ม Hydra ได้ล้างสมอง Winter Soldier และฆ่าทั้งสองคนนั่นเอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ Captain America: Civil War ได้สร้างรอยแผลระหว่าง Tony Stark และ Steve Rogers เนื่องจากตัว Steve นั้นรู้อยู่แล้วว่า Bucky เป็นคนฆ่าพ่อกับแม่ของ Tony แต่เลือกเก็บเป็นความลับเอาไว้

หลังจากพ่ายแพ้ให้กับ Thanos ไปใน Avengers: Infinity War แล้ว เหล่าฮีโร่ที่เหลือก็เดินไปตามทางของตัวเอง แต่ใน Avengers: Endgame, Tony ก็ได้ตัดสินใจร่วมทีม Avengers อีกครั้งเพื่อข้ามเวลากลับไปเอา Infinity Store ทั้ง 6 เพื่อเรียกคนที่หายไปจาก Thanos ให้กลับมาอีกครั้ง

ในช่วงย้อนเวลากลับไปเอา Space Stone ทีม Tony ดันพลาด ปล่อย Loki หลุดมือไปได้ แต่ Tony และ Steve ได้หาทางออกโดยการร่วมมือกันโดยการข้ามเวลาอีกครั้ง ถึงแม้ว่า Marvel Studio จะไม่ได้เจาะลึกรายละเอียดว่าทั้งสองยังมีความบาดหมางหรือแตกหักกันขนาดไหน แต่สิ่งที่ปรากฏในภาพยนตร์คือทั้งคู่วางทุกอย่างไว้ข้างหลัง แล้วร่วมมือกันทำในสิ่งที่จำเป็น

tony stark steve rogers

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่าง Tony และ Steve กลับไม่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Tony และ Bucky จนกระทั่งจบ Avengers: Endgame ก็ยังไม่รู้ว่าปมระหว่าง Tony และ Bucky คลี่คลายลงหรือไม่ อย่างไร อันที่จริงไม่มีแม้แต่ปฏิสัมพันธ์ใด ๆ เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ

ตอนนี้จึงได้แค่เพียงคาดการณ์ว่า Marvel จะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่ติดใจอะไร เพราะการที่ Tony Stark ได้กลับไปเห็นพ่อ Howard Stark ก็อาจจะเพียงพอแล้ว

ตกลง Captain America สามารถยกค้อน Mjolnir ได้ตั้งนานแล้วหรือเปล่า

หลายคนคงจำโมเมนท์สุดเท่ได้ใน Avengers: Endgame กับฉากที่ Cap เรียกค้อน Mjolnir มาใช้สู้กับ Thanos จน Thor ถึงกับออกปากบอกว่า “ฉันรู้อยู่แล้ว”

ตกลง Captain America สามารถยกค้อน Mjolnir ได้ตั้งนานแล้วหรือเปล่า?
https://mcuexchange.com/captain-america-avengers-endgame-worthy/

และประโยคนั้นก็เป็นการกล่าวถึงฉากนึงใน Avengers: Age of Ultron กับฉากที่เหล่าสมาชิก Avengers รับคำท้าจาก Thor ให้ยกค้อนนี้ แต่ก็มีเพียง Cap นี่แหละที่สามารถทำให้มันขยับได้

ทางด้านผู้เขียนบท Endgame อย่าง Christopher Markus และ Stephen McFeely ได้บอกเอาไว้ว่าตอนนั้นเขายังยกไม่ได้จริงๆ

ComicBook.com

@ComicBook

I’d say he’s not completely worthy yet. He still has the secret of Tony’s parents’ death to resolve. -CM https://twitter.com/acjlist/status/1254941552763449344 

The Captain@acjlist

.@ComicBook @Russo_Brothers Big question – when Steve nearly picks up the hammer in Avengers 2 – does he choose not to or is he not worthy until after the reveal in Civil War and thus able to pick it up now? #QuarantineWatchParty #AvengersAssemble

245 people are talking about this

ผมอยากจะบอกว่าตอนนั้นเขายังไม่คู่ควร เขายังเก็บความลับเรื่องการตายของพ่อแม่ Tony อยู่

จนนำไปสู่เหตุการณ์ใน Captain America: Civil War ที่ตัวของ Bucky Barnes “The Winter Soldier” ต้องรับผิดชอบกับการตายของ Howard และ Maria Stark ในวันที่ 16 ธันวาคม 1991

ตกลง Captain America สามารถยกค้อน Mjolnir ได้ตั้งนานแล้วหรือเปล่า?
https://www.quora.com/How-did-Captain-America-know-Bucky-had-killed-Tony-Starks-parents

แต่ก่อนหน้านี้สองพี่น้อง Russo ผู้กำกับ Avengers: Endgame เคยออกมาบอกว่า Captain America ยกค้อนได้ตั้งแต่ใน Age of Ultron แล้ว แต่เหตุผลที่เขาไม่ยกมันขึ้นมาก็เพราะไม่อยากทำให้ Thor เพื่อนของเขาเสียหน้า…และตัวของ Kevin Feige ก็เคยออกมายืนยันเรื่องนี้เหมือนกันว่า Cap คู่ควรตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว สามารถยกค้อนได้ในตอนนั้นจริงๆ นะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคนที่จะบอกเรื่องนี้ได้ดีที่สุดไม่ใช่ Christopher Markus และ Stephen McFeely และก็ไม่ใช่สองพี่น้อง Russo ด้วย แต่เป็น Josh Whedon ต่างหาก! เพราะเขาเป็นคนกำกับและเขียนบทใน Avengers: Age of Ultron นั่นเอง

ตกลง Captain America สามารถยกค้อน Mjolnir ได้ตั้งนานแล้วหรือเปล่า?
https://www.vulture.com/2015/04/how-age-of-ultron-nearly-broke-joss-whedon.html

ที่มา : www.cinemablend.com , www.looper.com , comicbook.com

หนังไวรัส Covid-19 เรื่องแรก กำลังสร้างโดย Ridley Scott ผู้กำกับ Alien และ The Martian

สถานการณ์วิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ทำให้หนังไวรัสหรือหนังโรคระบาดในอดีตกลับมาฮิตอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น Contagion (2011) หรือ Outbreak (1995) (ภาพปกของบทความนี้) ซึ่งทำนายเหตุการณ์โรคระบาดในทุกวันนี้ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งแน่นอนว่าจากเหตุการณ์ครั้งสำคัญของโลกครั้งนี้ ทำให้มีแผนการสร้าวหนังแนวนี้ย่อมมีมากขึ้น ซึ่งล่าสุดก็มีสตูดิโอที่ไม่รอช้าเดินเครื่องสร้างหนัง (หรืออาจเป็นมินิซีรีส์) จากเหตุการณ์นี้ โดยในข้อตกลงของการสร้าง ระบุว่าจะต้องนำรายได้บริจาคให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องต่อสู้กับโรคระบาดนี้ด้วย

คุณปู่ Ridley Scott ที่อายุ 83 ปีแล้วในวันนี้

คุณปู่ Ridley Scott ที่อายุ 83 ปีแล้วในวันนี้

ผู้กำกับที่จะมาคุมบังเหียนหนังเรื่องนี้ ก็เป็นผู้กำกับระดับตำนาน Ridley Scott  จาก Alien (1979), Blade Runne (1982), Gladiator (2000) และ The Martian (2015) โดยจะเป็นการหยิบนิยายที่เล่าถึงไวรัสระบาดอย่าง The End of October ของ Lawrence Wright นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์ ฉบับนิยายเพิ่งวางจำหน่ายในสหรัฐฯ ซึ่งตรงกับสถานการณ์โลกในตอนนี้พอดี

การได้ Scott มากำกับก็ดูจะไม่น่าแปลกใจ เพราะนิยายมีจุดเริ่มต้นจาก 6 ปีก่อนที่ Scott แนะนำให้ Wright เขียนหนังสือเกี่ยวกับไวรัสหลังจากได้อ่านนิยายเรื่อง The Road ที่ก็ถูกนำมาดัดแปลงเป็นหนังบรรยากาศโลกแตกเมื่อปี 2009 โดยเขาอยากเห็นบรรยากาศ “การพังทลายทางสังคม” ในระดับหายนะโลก ซึ่งปรากฏว่านิยายไวรัสที่เขียนออกมาก็โหดร้ายระดับหายนะโลกจริง ๆ 

นิยาย The End of October โดย Lawrence Wright

นิยาย The End of October โดย Lawrence Wright

เนื้อเรื่องของ The End of October เล่าถึงไวรัส ชื่อว่า Kongoli Influenza ไวรัสที่ถูกระบุว่าอันตรายกว่าไวรัสโคโรนา มีจุดเริ่มต้นมาจากแถบเอเชีย (ห้องปฏิบัติการในจีนหรือรัสเซีย) เนื้อหาก็สร้างตามเรื่องจริงว่า ไวรัสระบาดอย่างรวดเร็วและคร่าชีวิตผู้คนนับล้านทั่วโลก โรงเรียนและสนามบินต้องปิด เกิดการว่างงานมหาศาล โดยในเนื้อเรื่องมีการพูดถึงคนดังที่ต้องเสียชีวิตเพราะไวรัสอย่าง Taylor Swift และ Brad Pitt ด้วย

นอกจากนั้น ยังมีการเล่าถึงความล่าช้าในการรับมือกับสถานการณ์ประเทศสหรัฐฯ ซึ่งระหว่างที่ประธานาธิบดี Donald Trump แถลงข่าวเรื่องการกำจัดไวรัส รวมไปถึงประเด็นการขาดแคลนยาและอุปกรณ์การแพทย์เนื่องจากการสายการผลิตที่ประทเศจีนและอินเดียหยุดชะงัก เขาก็เริ่มมีเลือดไหลออกจากตา

ตัวเอกของเรื่องคือ “เฮนรี่ พาร์สันส์” นักจุลชีววิทยาชาวอเมริกันที่ถูกองค์การอนามัยโลกหรือ WHO ส่งตัวมาสอบสวนการระบาดในประเทศอินโดนิเซียที่มีกรณีผู้ป่วยขาดออกซิเจนเสียชีวิต (คล้ายกับบท “เจอร์รี่ เลน” ของ Brad Pitt ใน World War Z (2013)) จากนั้นสถานการณ์ก็เลวร้ายลงทั่วโลกเมื่อเกิดการแพร่ระบาดจากการไปรวมตัวของผู้แสวงบุญในนครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ภายหลังก็พบอีกว่าไวรัสไม่ได้แพร่จากคนสู่คนเท่านั้นแต่ยังแพร่ระบาดจากนกที่บินในอากาศด้วย

World War Z (2013)

World War Z (2013)

สก็อตเคยมีแผนที่จะสร้างหนังไวรัสระบาดในปี 1994 ดัดแปลงจากหนังสือชื่อ Crisis in the Red Zone ของ Richard Preston มาก่อน โดยวางตัวให้ Robert Redford และ Jodie Foster มารับบทนำ แต่โครงการหนังล้มไปเพราะผู้กำกับ Wolfgang Petersen สร้าง Outbreak ตัดหน้าไปก่อน แต่อาจจะถือเป็นโอกาสดีที่ได้มาสร้างในอีก 25 ปีให้หลังในวันที่วิทยาการในการสร้างภาพยนตร์เดินหน้ามาอีกไกลแล้วก็เป็นได้

นิยาย Crisis in the Hot Zone ที่เคยถูกสร้างเป็นหนังโดย Scott

นิยาย Crisis in the Red Zone ที่เกือบถูกสร้างเป็นหนังโดย Scott

Back to the Future คือหนังที่ “สมบูรณ์แบบที่สุด” สำหรับ James Gunn

เมื่อประมาณสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการเล่นชาเลนจ์กันบนโลกออนไลน์และหนึ่งในนั้นสำหรับวงการหนังก็มีแฮชแท็คนึงผุดขึ้นมากับ #FivePerfectFilms หรือ #FivePerfectMovies หลายคนอาจจะเคยเห็นผ่านๆ ตา และหลายคนอาจจะเคยเล่นไปแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทางนักแสดงและผู้กำกับหลายคนต่างก็หยิบมาเล่นเมื่อยามว่างๆ ติดวิกฤติไวรัสโคโรน่าอยู่บ้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ James Gunn

Back to the Future คือหนังที่ "สมบูรณ์แบบที่สุด" สำหรับ James Gunn

James Gunn ได้ระบุไว้ว่าคำว่า Perfect Films สำหรับเขามันไม่ใช่หนังที่ชอบที่สุดหรือเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุด แต่มันคือหนังที่ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีข้อผิดพลาดอะไรให้เห็นเลยแม้แต่จุดเดียว ทั้งด้านสุนทรียะหรือโครงสร้าง, ไม่มีตรรกะที่ผิดพลาดแต่อย่างใด

James Gunn

@JamesGunn

What is a “Perfect Film”? For me, a perfect film can be different from a favorite film, or a great film. A perfect film is something that sings from start to finish with no obvious mistakes, whether they be aesthetic or structural. There are no logical lapses.

933 people are talking about this

ซึ่งเขาก็สาธยายเรื่องต่างๆ ออกมา ไล่ไปตั้งแต่ The Good, The Bad and The Ugly, Breaking Away, Raiders of the Lost Ark ที่บอกว่าหนังเหล่านั้นเขาชอบแต่ยังไม่สมบูรณ์แบบ (Perfect)

James Gunn

@JamesGunn

What is a “Perfect Film”? For me, a perfect film can be different from a favorite film, or a great film. A perfect film is something that sings from start to finish with no obvious mistakes, whether they be aesthetic or structural. There are no logical lapses.

James Gunn

@JamesGunn

For instance, The Good, The Bad, and The Ugly is one of my all time favorite movies. But the weird shift in the civil war section harms the perfect flow of the film. The highs might be higher than a movie like, say, Babe, which is to me perfect, but it’s not perfect.

46 people are talking about this

James Gunn

@JamesGunn

For instance, The Good, The Bad, and The Ugly is one of my all time favorite movies. But the weird shift in the civil war section harms the perfect flow of the film. The highs might be higher than a movie like, say, Babe, which is to me perfect, but it’s not perfect.

James Gunn

@JamesGunn

Likewise, the film Breaking Away is pretty wonderful, but the homophobic (and incredibly dumb) washing-my-balls joke with the gay bowler in the middle of the movie stops it from being perfect, even if I like it more overall then many “perfect” films.

26 people are talking about this

James Gunn

@JamesGunn

Likewise, the film Breaking Away is pretty wonderful, but the homophobic (and incredibly dumb) washing-my-balls joke with the gay bowler in the middle of the movie stops it from being perfect, even if I like it more overall then many “perfect” films.

James Gunn

@JamesGunn

Raiders of the Lost Ark is almost perfect. But the fact that Indy accomplishes nothing in the movie (that is, if he was never involved at all, the story would have the same exact climactic moment – the Nazis would open pandora’s box and melt) stops it from being perfect.

177 people are talking about this

แต่มีอยู่เรื่องนึงที่เค้าบอกว่ามัน “เหมือนจะ” ไม่สมบูรณ์แบบ แต่แท้จริงแล้วมันสมบูณณ์แบบที่สุด เขาก็ได้จัดมา 5 อันดับ

James Gunn

@JamesGunn

Back to the Future SEEMINGLY could be imperfect (why don’t Mom and Dad remember Marty?), but I would still argue it’s a perfect film because there are reasons why this could conceivably be the case (time protects itself from unraveling, etc). Or maybe I’m in denial. Who knows.

James Gunn

@JamesGunn

Again, I think people are using this hashtag in a different way than me, but that’s how I perceive it. Here are five more perfect films:
1) Back to the Future
2) Chinatown
3) Rashomon
4) Eternal Sunshine of the Spotless Mind
5) The Thing

480 people are talking about this

อันดับหนึ่งในนั้นคือ Back to the Future (1985) ผลงานการกำกับของ Robert Zemeckis และเขียนบทร่วมกับ Bob Gale นำแสดงโดย Michael J. Fox และ Christopher Lloyd ที่หลายคนต่างบอกว่ามันเป็นหนังที่มาก่อนกาลมากๆ

Back to the Future คือหนังที่ "สมบูรณ์แบบที่สุด" สำหรับ James Gunn

แต่มันก็มีช่องโหว่วใหญ่ๆ อยู่หนึ่งอย่างที่หลายคนอาจจะคิดว่า ทำไมพ่อแม่ของ Marty ถึงจำเขาไม่ได้ว่าเขาเคยช่วยทำให้พ่อแม่ได้คบกัน แต่ James Gunn ได้บอกว่าเขาเคยคุยเรื่องนี้กับ Bob Gale แล้ว และก็ได้เข้าใจ

ผมจำได้ว่า George และ Lorraine (พ่อแม่ของ Marty) รู้จัก Calvin (Marty) เพียง 6 วันเท่านั้นเมื่อพวกเขาอายุได้ 17 ปี และพวกเขาก็ไม่ได้เห็นลูกตัวเองทั้ง 6 วันเต็มด้วย ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี พวกเขาอาจจะจำได้แหละว่าเด็กที่น่าสนใจคนนี้คือคนที่ทำให้พวกเขาได้ออกเดตกันครั้งแรก

แต่รู้อะไรไหม เมื่อผมถามทุกคนให้คิดย้อนกลับไปช่วงมัธยมปลายและถามพวกเขาว่าพวกเขาจำเด็กบางคนได้ดีแค่ไหนเมื่อเด็กคนนั้นเรียนกับพวกเขาทั้งเทอมเลยด้วย หรือใครบางคนก็ตามที่คุณออกไปเที่ยวด้วยครั้งนึง จะจำได้ไหม? ถ้าไม่มีรูปถ่ายอะไรของพวกเขาเลย หลังผ่านไป 25 ปี คุณอาจจะได้แหละแต่เพียงเลือนลางเท่านั้น

ดังนั้น Lorraine และ George อาจคิดว่านี่เป็นเรื่องตลกก็ได้เมื่อเขาได้เจอใครบางคนที่ชื่อ Calvin Klein หรือแม้กระทั่งคิดว่าลูกของพวกเขาตอนอายุ 16 หรือ 17 มีความคล้ายคลึงกับคนที่ชื่อ Calvin มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ผมกล้าพนันเลยว่าให้คุณไปหยิบหนังสือรุ่นในตอนมัธยมปลายออกมาดู และหารูปเพื่อนๆ ของคุณที่รุ่นเดียวกันและคุณจะตระหนักได้ว่าบางคนหน้าตาเหมือนลูกคุณเลย

Back to the Future คือหนังที่ "สมบูรณ์แบบที่สุด" สำหรับ James Gunn

ผ่านไป 35 ปี หนังเรื่อง Back to the Future คือ Pop-Culture แห่งยุค และก็ยังคงเป็นหนังที่ถูกอกถูกใจ อยู่ในลิสต์หนังที่ชอบ หรือเป็นหนังโปรดของใครอีกหลายคนมากมายทั่วโลก เสียงวิจารณ์ในแง่บวกแบบสุดๆ และทำรายได้ทั่วโลกไปสูงถึง 388 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12,549 ล้านบาท) จากทุนสร้างเพียง 19 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น (ประมาณ 614 ล้านบาท) แถมยังเข้าชิงรางวัลออสการ์ 4 สาขา และคว้าไป 1 สาขา (Best Effects, Sound Effects Editing) รวมถึงเข้าชิงลูกโลกทองคำอีก 4 สาขา

Back to the Future คือหนังที่ "สมบูรณ์แบบที่สุด" สำหรับ James Gunn

เชื่อเลยจริงๆ ว่าอีกนานกว่าจะมีหนังที่ทำได้แบบนี้ออกมาอีกครั้ง…(หรืออาจจะไม่มีเลยก็เป็นได้)

Dwayne Johnson เสียดาย เคยเกือบได้รับบท Jack Reacher

หลายคนคงเคยได้ดูหนังแอ็คชั่นสายลับสุดมันส์เรื่อง Jack Reacher (2012) กำกับโดย Christopher McQuarrie และแสดงนำโดย Tom Cruise แต่รู้หรือไม่ว่า Dwayne Johnson เคยเกือบได้รับบทนี้ แต่สุดท้ายก็ตกไปเป็นของ Tom Cruise

Dwayne Johnson เสียดาย เคยเกือบได้รับบท Jack Reacher แต่ก็ได้โอกาสชุบตัวใน Fast Five อย่างงดงาม!

แท้จริงแล้วรูปลักษณ์ภายนอกของ Johnson มันค่อนข้างเหมือนกับใน Jack Reacher ฉบับนิยายของ Lee Child แบบสุดๆ ด้วยร่างกายสูงใหญ่ แต่เขาก็ไม่ได้รับบทนั้น แต่จากความผิดหวังเขาก็ได้รับโอกาสใหม่และไปรับบทใน Fast Five ซึ่งนับว่าเป็นการจุดประกายความสำเร็จในอาชีพการแสดงอย่างก้าวกระโดดของเขาเลยทีเดียว

Dwayne Johnson เสียดาย เคยเกือบได้รับบท Jack Reacher แต่ก็ได้โอกาสชุบตัวใน Fast Five อย่างงดงาม!
https://www.yahoo.com/news/every-dwayne-johnson-movie-ranked-141507724/photo-took-very-fast-five-seconds-164207193.html

Johnson ได้เปิดโอกาสให้แฟนๆ สอบถามคำถามต่างๆ นานาเข้ามาอย่างมากมาย และตัวเขาก็จะตอบกลับไป โดยหนึ่งในคำถามนั้นได้ถามเขาไปว่าเคยมีบทบาทอะไรในหนังที่คุณอยากแสดงมากๆ แล้วไม่ได้แสดงจนบทตกไปเป็นของคนอื่นไหม? คำตอบก็คือ มี และเขาก็ได้บอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นเป็นวิดีโอให้แฟนๆ ได้ดูได้ฟังกัน

ใน Hollywood เหล่านักแสดงเป็นเหมือนของที่อยู่ในกล่อง มีนักแสดงมากมายที่จ้องจะแย่งบทบาทที่เหมาะสมกัน เพราะบางบทบางคนก็มีรูปลักษณ์, สีผิว, ขนาด และอื่นๆ ที่เหมาะสม โชคดีสำหรับผม ที่ไม่ค่อยมีคนมีรูปลักษณ์เหมือนกับผม ดังนั้น ทุกบทบาทที่ผมได้รับตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพการแสดงนี้ เป็นเรื่องที่โชคดีมาก มันเหมือนกับว่าบทเหล่านั้นที่ผมได้รับมันถูกสร้างและออกแบบมาเพื่อผม ยกเว้นบท Jack Reacher

นี่มันก็ผ่านมา 10 ปีแล้ว และผมยืนอยู่ในจุดที่แตกต่างออกไป ผมจำได้ว่า Tom ในตอนนั้นเป็นนักแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และผมอยากได้บทนั้นมาก ผมเป็นแฟนตัวยงของตัวละครนี้เลย ผมได้รับโทรศัพท์และบอกว่า

‘คุณไม่ได้รับบทนี้นะ’

ตอนนั้นผมก็งง ผมไม่รู้เลยว่าผมมีโอกาสได้รับบทนั้นด้วยซ้ำ แต่คนรอบๆ ตัวผมในตอนนั้นทำให้ผมคิดว่าผมสมควรได้รับบทนั้นนะ ทำให้ผมรู้สึกว่า

‘ทำไมไม่เป็นผมนะ’

และบทนั้นก็ตกไปเป็นของ Tom มันก็เป็นเรื่องตลกเหมือนกันกับการทำงานของ Universe เพราะเมื่อผมไม่ได้รับบทนึง ผมก็ได้รับสายจากพวกเขาและเขาก็บอกผมว่า

‘เรามีไอเดียที่อยากให้นายมาร่วมแสดงในแฟรนไชส์ Fast and Furious (Fast 5)’

มันเหมือนเป็นบทที่เป็นอิสระ เพราะมันเปิดพื้นที่ให้ผมได้สร้างตัวละครอย่างที่ผมอยากจะสร้าง และให้ผมได้สร้างทีมของผม และมันก็ไม่ใช่บทที่ได้เงินเยอะ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวล เพราะผมก็ตกลงรับแสดงเรื่องนั้น

พอย้อนกลับไปตอนนั้น ผมค่อนข้างผิดหวังนะนะที่ไม่ได้รับบท Jack Reacher แต่ผมมองมันในแง่บวกนะ นั่นคือตัวละครที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีและเป็นที่รักทั่วโลก แต่ผมก็ไม่สามารถสร้างสรรค์ให้กับตัวละครอย่างที่ผมอยากทำได้ แต่กับ Hobbs ผมสร้างตัวละครนี้ขึ้นมาจากเถ้าถ่านเลยทีเดียว เป็นตัวละครสุดห่าม, ปากหมา, ขวางโลก เป็นตัวละครที่สนุกมาก

ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้เขียนอย่าง Lee Child ได้ออกมาพูดถึงลักษณะทางร่างกายของ Jack Reacher ใน Hollywood เอาไว้ว่า ไม่มีใครสักคนที่ใกล้เคียงกับที่เขาบรรยายเอาไว้ แต่ไม่แน่ว่าเราอาจได้เห็นคนที่เหมือนจริงๆ ในซีรีส์ของ Jack Reacher ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตก็เป็นได้

และจากการพลาดบทในครั้งนั้น จนมารับบท Hobbs ใน Fast 5 แฟรนไชส์ Fast and Furious ทำให้เขาได้รับบทในจักรวาลนั้นอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Furious 6, Fast & Furious 7, The Fate of the Furious และยังมีภาคแยกอย่าง Hobbs & Shaw อีกต่างหาก ซึ่งถ้ามองกันจริงๆ ค่อนข้างประสบความสำเร็จมากกว่า Jack Reacher ที่ออกมาแค่สองภาคเท่านั้น (Jack Reacher: Never Go Back) ส่วนเรื่องรายได้ไม่ต้องพูดถึงเลย Fast ชนะแบบขาดลอยสุดๆ เพราะ Jack Reacher 2 ภาครวมกันได้ 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น (ประมาณ 12,422 ล้านบาท) ยังไม่เท่า Fast 5 ภาคเดียวเลย ที่ทำรายได้ทั่วโลกไป 626 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 20,463 ล้านบาท)

ตัวอย่าง Peninsula ภาคต่อ Train To Pusan

จากจุดเริ่มต้นที่ปูซานสู่การแพร่ระบาดระดับโลก !! 4 ปีหลังการระบาดของซอมบี้ในเกาหลี พบกับตัวอย่าง Peninsula ภาคต่อ Train To Pusan คังดงวอน นำทีมซัดฝูงซอมบี้

หลังจากขยันปล่อยภาพออกมายั่วคอหนังซอมบี้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ตัวอย่าแรกของ Peninsula ภาคต่อ Train To Pusan ก็ถูกปล่อยออกมาให้แฟน ๆ ได้รับความสะพรึงกันอย่างถ้วนหน้า ด้วยในช่วงเวลาแบบนี้ยิ่งตอกย้ำได้ดีว่าหนังเรื่องเหมาะที่สุด ในตัวอย่างหนังเราจะพบกับเรื่องราว 4 ปี ให้หลัง Train to Busan หลังจากภาคแรก รัฐบาลเกาหลีล่มสลายไปแล้ว หลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อซอมบี้จนกลายเป็นดินแดนนรกร้าง เต็มไปด้วยฝูงซอมบี้กระหายเลือด เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างพังทลาย มีเพียงกฎข้อเดียวที่ต้องใช้คือ “จงรอดตาย”

          Peninsula กลับมาพร้อมกับเรื่องราวสุดเข้มข้นถึงเหตุการณ์ 4 ปีหลังจาก Train to Busan เมื่อทั่วทั้งคาบสมุทรเกาหลี กลายเป็นดินแดนรกร้างที่เต็มไปด้วยฝูงซอมบี้กระหายเลือด และเหลือจำนวนผู้รอดชีวิตแค่เพียงหยิบมือ การดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดและตามหาผู้ที่เหลืออยู่บนคาบสมุทรจึงกลายมาเป็นภารกิจหลักและความสนุกลุ้นระทึกของภาพยนตร์อีกครั้ง

           โดย ยอนซังโฮ ผู้กำกับคนเดิมที่เคยสร้างปรากฏการณ์คลั่งมาแล้วทั่วโลก ซึ่งทางผู้กำกับเองได้ให้สัมภาษณ์กับทาง Screen Daily ถึงภาคต่อนี้ว่า “เราตั้งใจสร้างโลกหลังหายนะ เต็มไปด้วยซากของอารยะธรรมในรูปแบบของเราเอง ‘Peninsula’ เล่าเรื่องในมุมมองที่กว้างกว่าด้วยทุนสร้างที่มากขึ้น โดยภาคแรกสามารถทำรายได้ทั่วโลกสูงถึง 92 ล้านดอลลาร์ ซึ่งภาคนี้เราพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นสี่ปีหลังจากเหตุการณ์ใน ‘Train To Busan’ แต่ไม่ได้มีเรื่องราวต่อเนื่อง ตัวละครเป็นตัวละครชุดใหม่ทั้งหมด สิ่งเดียวที่ยังเหลือ คือลักษณะเด่นของภูมิศาสตร์ นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราถึงตั้งชื่อเรื่องว่า ‘Peninsula’ (คาบสมุทร) เพราะการดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด และตามหาผู้ที่เหลืออยู่บนคาบสมุทรนั้นเป็นภารกิจหลัก และความลุ้นระทึกที่จะได้พบใน Peninsula”

          ทั้งนี้ Peninsula จะไม่เกี่ยวข้องกับตัวละครเดิมจาก Train to Busan หนังนำแสดงโดย คังดงวอน (Kang Dong Won) และ อีจองฮยอน (Lee Jung Hyun) ร่วมด้วย ลีเร (Lee Rae) กับบท ยุนอี (Joon Yi), นักแสดงรุ่นเก๋า ควอนแฮฮโย (Kwon Hae Hyo) กับบทผู้รอดชีวิตที่แก่ที่สุด รวมถึง คิมมินแจ (Kim Min Jae) และ คูคโยฮวาน (Goo Kyo Hwan) สองนักแสดงดาวรุ่งมากความสามารถ ที่จะรับบทบาทสำคัญในการเอาชีวิตรอดจากซอมบี้ด้วย ส่วนกำหนดฉายที่แน่นอนของหนังคงต้องติดตามกันอีกทีหลังจากมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 แฟน ๆ ก็อดใจรอกันอีกสักนิด หรือใครสนใจอยากจะหาหนังแนวโรค

ภาพจาก Mongkol Major