ฮารั่ว The War with grandpa สงครามแย่งห้องนอนมหาประลัย

สงครามระหว่างวัยกับการชิงชัยของสองตาหลาน หนังตลกสุดฮาว่าด้วยการแย่งห้องนอนที่นำมาซึ่งปัญหาแสนชุลมุนวุ่นวายเกินคาด The War with grandpa

ปีเตอร์ (โอ๊คส์ เฟกลีย์) และคุณปู่ของเขา (โรเบิร์ต เดอ นีโร) เคยสนิทกันมากๆ และเมื่อคุณปู่ย้ายเข้ามาอยู่กับครอบครัวของเขา ปีเตอร์ถูกบังคับให้สละสิ่งที่เขาหวงแหนที่สุดคือห้องนอนของเขา ไม่มีอะไรจะหยุดเขาที่จะทำทุกวิถีทางที่จะได้ห้องนอนของเขาคืนมา เขาและเพื่อนจึงออกแผนการต่าง ๆ มากมายเพื่อที่จะแกล้งคุณปู่ให้ออกไปจากพื้นที่ของเขา แต่คุณปู่ก็ไม่หยุดง่าย ๆ และก่อนที่จะเป็นเรื่องราวที่ยืดเยื้อกลายเป็นสงคราม!

ปีเตอร์พยายามขอความช่วยเหลือจากเพื่อนของเขา เอ็มม่า (ที.เจ. แมคกิบบอน), สตีฟ (ไอแซค เครกเท็น) และบิลลี่ (จูลี่โอ ซีซ่า ชาเวส) เพื่อกดดันให้คุณปู่ออกจากห้อง คุณปู่เอ็ดก็สู้กลับแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน พร้อมทั้งแท๊กทีมเพื่อนเจอรี่ (คริสโตเฟอร์ วอลเคน) แดนนี่ (ชีช มาริน) และไดแอน (เจน เซย์มอร์) มาร่วมวงในการต่อสู้ โดยที่ครอบครัวของปีเตอร์ ทั้งพ่อ (ร๊อบ ริกเกิล) แม่ (อูมา เธอร์แมน) และพี่สาว (ลอร่า มาราโน) อยู่ด้วยความผาสุกและไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในบ้าน

รู้หรือเปล่าว่า The War with grandpa เป็นหนังที่มีโปรดิวเซอร์ที่อายุแค่เพียง 11 ปีเท่านั้น ธี เพิร์ธ ซึ่งเขาอยากจะทำหนังเรื่องนี้ก็เพราะ The War with grandpa คือหนังสืออ่านนอกเวลาที่โรงเรียนประถมบังคับให้อ่าน แต่พออ่านจบแล้วเขาก็คิดว่าคงจะมีใครเคยดัดแปลงหนังสือเล่มนี้เป็นภาพยนตร์แล้ว แต่หลังจากที่เขาพยายามค้นหาปรากฏว่ามันยังไม่เคยถูกกสร้างมาก่อน เขาเลยร่ำร้องให้พ่อแม่ของเขาอย่างวิน เพิร์ธ และโรซ่า เพิร์ธที่เป็นผู้ผลิตภาพยนตร์สร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นซะเลย!

เท่านั้นไม่พอ ความแก่นเซี้ยวและอยากจะสร้างหนังเรื่องนี้มากจนตัวสั่น ธี เพิร์ธ จึงไปล่ารายชื่อของเพื่อนๆในห้องที่โรงเรียนเพื่อสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ เมื่อพ่อแม่เห็นความมุ่งมั่นขนาดนั้น ทั้งสองจึงปฏิบัติกับลูกชายของตัวเองให้เหมือนกับบรรดาโปรดิวเซอร์ในวงการภาพยนตร์ที่มาพร้อมกับไอเดียที่น่าสนใจและเมื่อมันถูกพัฒนาให้กลายเป็นภาพยนตร์แล้วจะต้องออกมาน่าสนใจ และด้วยเหตุผลเช่นนี้เองโรซ่า เพิร์ธ จึงใส่ชื่อของลูกชายเข้าไปในกระบวนการสร้างภาพยนตร์ ซึ่งทำให้ธี เพิร์ธกลายเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์ที่อายุน้อยที่สุด และระหว่างที่พวกเขารอกินเนส บุ๊ค เวิล์ด เรคคอร์ทติดต่อมาหลังจากที่หนังเรื่องนี้ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ธี เพิร์ธจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่อายุน้อยที่สุดตั้งแต่ที่โลกนี้เคยมีการสร้างภาพยนตร์มา!

ผู้กำกับที่ฝากฝีไม้ลายมือในการทำหนังเด็ก!

เมื่อทีมงานผู้ผลิตตัดสินใจเลือกผู้กำกับทิม ฮิลล์ ซึ่งเคยสร้าง Alvin and the Chipmunks, Hop และ The SpongeBob Movie: Sponge on the Run เป็นต้น และนักแสดงที่ทีมผู้สร้างไว้ก็คือ หนังเรื่องนี้ต้องได้นักแสดงรุ่นใหญ่ฝีมือดีอย่างโรเบิร์ต เดอ นีโรมารับบทเป็นคุณตาเท่านั้น! แต่มันก็ไม่ง่ายเอาซะเลยเพราะ อย่างที่เราทราบกันดีคือโรเบิร์ต เดอ นีโร เป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่ที่คิวงานถือว่าแน่นมาก และบริษัทในการผลิตหนังเรื่องนี้ก็จัดได้ว่าเป็นบริษัทเล็กๆที่ผลิตแต่หนังอิสระ แต่ท้ายที่สุดแล้ว “ตื้อ” เท่านั้นที่ครองโลก The War with grandpa ก็ได้โรเบิร์ต เดอ นีโรมาร่วมงานในที่สุด

ปีเตอร์หลานจอมแสบที่หาตัวแสดงยาก!

ช่วงเวลาในการประกาศคัดเลือกนักแสดง แน่นอนว่ามีคนสนใจสมัครออดิชั่นบทปีเตอร์ แต่ทีมงานก็มีภาพอยู่ในใจว่าคนที่จะมารับบทนี้จะต้องเป็นเด็กๆจริงๆที่ไม่ติดความดราม่าจนเกินไป หรือไม่ดูเด็กไร้สาระจนเกินไป และเป็นคนที่แสดงถึงความเป็นเด็กอายุ 11 ปีได้ดีและโอ๊คส์ เฟกลีย์เหมาะกับบทนี้


นี่คือหนังสำหรับครอบครัว

ภาพยนตร์สำหรับครอบครัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจำกัดช่วงปีให้แคบลงเรื่อยๆ ภาพยนตร์ครอบครัวเช่น Home Alone หรือ Gremlin ถูกแทนที่ด้วยแอนิเมชั่นหรือหนังซูเปอร์ฮีโร่จากมาร์เวล ซึ่งผู้ผลิตภาพยนตร์ก็อยากที่ขยายตลาดและอุดรอยรั่วของตลาดภาพยนตร์ครอบครัว

มาร์วิน เพิร์ธ อธิบายว่า  ภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้เด็กทุกคนเข้าใจถึงความน่ากลัวเมื่อคุณปู่จะเข้าเอาห้องของเขาไป หลายครอบครัวกำลังเผชิญกับความแตกต่างทางช่วงวัยในครอบครัว บางคนจากไป และหลายคนก็อายุเยอะมากจนเกินกว่าจะดูแลตัวเอง หรือทั้งพ่อและแม่ต่างทำงานต้องจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาดูแลลูกหลานของตัวเอง มันจึงเป็นเรื่องที่ดีกว่าที่จะให้คุณปู่คุณย่ามาดูแลหลานๆแทน แต่ท่ามกลางสงครามที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ มันคือหนังตลกที่สอดแทรกแนวคิดในการอยู่ร่วมกันระหว่างคนสองช่วงวัย และยังสอนคนทุกรุ่นอีกว่าการทะเลาะเบาะแว้งเพื่อก่อสงครามกันนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย และมันก็คงไม่คุ้มค่าแน่ๆถ้าหากผู้แพ้จากสมรภูมินี้จะต้องบาดเจ็บหรือเสียชีวิตและจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

The War with grandpa เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้ววันนี้

Resident Evil ฉบับยกเครื่องใหม่ ประกาศรายชื่อทีมนักแสดงดาวรุ่งของฮอลลีวูด

ข่าวสำหรับคอหนังและคอเกมที่น่าตื่นเต้นในวันนี้ คือการประกาศรายชื่อนักแสดงชุดใหม่ของหนังฉบับยกเครื่อง Resident Evil หรือที่คนไทยคุ้นชื่อว่า “ผีชีวะ” หนังทั้ง 6 ภาคในฉบับแรก (2002-2016) กลายเป็นหนึ่งในจำนวนน้อยเรื่องของหนังที่ดัดแปลงจากเกมแล้วประสบความสำเร็จ ทำรายได้รวมทั่วโลกไปถึง 1,200 ล้านเหรียญฯ จากหลายภาคต่อตามออกมา ก่อนจะปิดจบตัวเองไปเพื่อรื้อโครงสร้างของหนังนำเสนอออกมาแบบใหม่ และตอนนี้ทีมสร้างก็ดูเหมือนจะมีความคืบหน้าออกมามากขึ้นกว่าเดิมมาก

ทีมผู้สร้าง Constantine Film ได้ประกาศนักแสดงชุดใหญ่ของ Resident Evil ที่จะเป็นผลงานกำกับและเขียนบทของ Johannes Roberts จาก 47 Meters Down (2017) และ 47 Meters Down: Uncaged (2019) ซึ่งเป็นการดัดแปลงเรื่องราวต้นกำเนิดของเกมสยองขวัญชื่อดังของบริษัทแคปคอมและจะมีฉากหลังเป็นเมืองแรคคูนซิตี้ในช่วงปี 1998 และหนังจะจำหน่ายโดย Sony Pictures

รายชื่อของนักแสดงที่ประกาศออกมาไล่ตั้งแต่ Kaya Scodelario จาก Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales (2017) และแฟรนไชส์ The Maze Runner (2014-2018) รับบท Claire Redfield, Hannah John-Kamen จาก Ant-Man and the Wasp (2018) รับบท Jill Valentine, Robbie Amell จากซีรีส์ The Flash และซีรีส์ Upload รับบท Chris Redfield, Tom Hopper จากซีรีส์ The Umbrella Academy และซีรีส์ Game of Thrones รับบท Albert Wesker, Avan Jogia จาก The Outcasts (2017) รับบท Leon S. Kennedy และปิดท้าย Neal McDonough ดาราที่คุ้นหน้าคุ้นตาจาก Captain America: The First Avenger (2011) และ Minority Report (2002) รับบท William Birkin

Kaya Scodelario
Hannah John-Kamen
Robbie Amell
Tom Hopper
Avan Jogia
Neal McDonough

“เราจะกลับไปเล่าเรื่องราวของเกมต้นฉบับและสร้างประสบการณ์ที่สุดสยองและน่ากลัวขึ้นมาใหม่ ผมนึกถึงตอนที่ผมเล่นเกมครั้งแรกและจะทำออกมาในแนวนั้น ในขณะเดียวกัน หนังก็จะเป็นการเล่าเรื่องราวของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความหวั่นไหว ไม่มีมั่นคงทางจิตใจ ซึ่งเหตุการณ์จะเกิดเมืองเล็ก ๆ เหมือนหนึ่งของอเมริกาที่กำลังจะล่มสลาย” ผู้กำกับของหนังฉบับใหม่เล่าให้ฟัง

ส่วนผู้อำนวยการสร้างของหนังอย่าง Robert Kulzer ให้สัมภาษณ์ว่า “หลังจากมีเกมมาแล้วถึง 6 ภาคและยังมีการผลิตคอนเทนต์อีกมากมายจาก Resident Evil เราเลยรู้สึกว่าน่าจะต้องกลับไปเล่าเรื่องจากต้นฉบับ กับเหตุการณ์ในปี 1998 เพื่อสำรวจความลับที่ซ่อนอยู่ในกำแพงของแรคคูนซิตี้ใหม่อีกครั้ง”

แฟน ๆ ของหนังและเกมเรื่องนี้อาจจะสับสนเล็กน้อยกับคอนเทนต์ที่จะมีการสร้างในช่วงนี้ของ Resident Evil เพราะจะมีการสร้างเป็นซีรีส์ทาง Netflix ออกมาด้วย ซึ่งในฉบับซีรีส์จะเป็นเนื้อหาอีกเนื้อหาหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรีเมกเรื่องราวเดิมเช่นเดียวกับหนัง เล่าเรื่องราวของสองช่วงเวลา ช่วงเวลาแรกจะเป็นเรื่องราวของ Jade Wesker เด็กสาววัย 14 ปีและ Billie Wesker น้องสาวของเธอ ทั้งสองย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองนิวแร็คคูนซิตี้ แต่ยิ่งนานวันเข้า พวกเธอก็ยิ่งสำเหนียกได้ว่า เมืองนี้มีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ และพ่อของพวกเธอเองอาจจะกำลังปกปิดความลับอันดำมืดระดับทำลายโลกได้ทั้งใบนี้อยู่ด้วย

ส่วนในช่วงเวลาที่สอง จะเล่าถึงโลกในอนาคตที่เวลาผ่านไปสิบปี ยุคที่โลกมีมนุษย์หลงเหลืออาศัยอยู่น้อยกว่า 15 ล้านคน แต่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดกว่า 6,000 ล้านตัว ผู้คนและสัตว์ต่างพากันติดเชื้อทีไวรัส Jade Wesker ในวัย 30 ปีกำลังพยายามดิ้นรนมีชีวิตรอดภายในโลกที่มีสภาพแบบนี้ ในขณะที่ความลับในอดีตเกี่ยวกับ Billie น้องสาว พ่อ และตัวของเธอเอง ก็ยังคงกำลังตามหลอกหลอนเธออยู่

ซีรีส์จะมีทั้งหมด 8 ตอน ตอนละ 1 ชั่วโมง ดำเนินงานสร้างโดย Andrew Dabb ผู้สร้างและผู้เขียนบทซีรีส์ Supernatural และอำนวยการสร้างโดย Robert Kulzer ผู้อำนวยการสร้างในฉบับหนัง, Oliver Berben และ Mary Leah Sutton จากบริษัท Constantine Film รวมถึง Bronwen Hughes ผู้กำกับของซีรีส์ The Walking Dead จะมากำกับสองตอนแรก ปัจจุบันยังไม่มีกำหนดฉาย

James Bond No Time To Die เลื่อนฉายยาวอีกครั้งเป็นเมษายน 2021

นึกว่าจะเป็นหนังใหญ่ที่กล้ายืนหยัดฉายในสถานการณ์โควิด-19 ปีนี้ เพียงไม่กี่เรื่องหลังจากเรื่องอื่นหนีไปกันหมดแล้ว แต่ล่าสุด 007 James Bond No Time To Die เรื่องสุดท้ายของ Daniel Craig ที่จะมารับบทเป็นสายลับพยัคฆ์ร้ายก็ขอเลื่อนฉายหนีความเสี่ยงเจ๊งจากเดิม 20 พฤศจิกายน ไปเป็น 2 เมษายน 2021 ซึ่งเดือนเมษายนนั้นก็เป็นเดือนเดิมที่หนังตั้งใจจะเข้าฉายในปีนี้ เท่ากับว่าหนังเลื่อนฉายจากกำหนดฉายแรก 1 ปีเต็ม และวันที่ 2 เมษายนยังเป็นวันฉายเดิมของ Fast 9 ซึ่งก็ประกาศขยับไปเป็น 28 พฤษภาคม 2021

สาเหตุที่หนังใหญ่พากันเลื่อนฉายหมด ก็เพราะหนังฟอร์มยักษ์ที่พลีชีพไปก่อนหน้านี้ทั้ง Tenet และ Mulan ไม่ประสบความสำเร็จกับรายได้จากการฉายโรง แม้ว่าจะไม่ได้แย่ถึงขั้นขาดทุนหนัก แต่ตลาดอเมริกาที่ยังไม่สามารถเปิดให้บริการโรงภาพยนตร์ได้ในเมืองใหญ่ ๆ อย่างนิวยอร์กหรือลอสแอนเจลิสนั้น ส่งผลกระทบจริง ๆ กับรายได้หนังโดยรวม Mulan นั้นยังดีกว่าหน่อยตรงที่ทำรายได้ไปพอสมควรกับการขายผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง Disney+

ทำให้จนถึงขณะนี้หนังฟอร์มใหญ่ของปีนี้เรื่องถัดไปก็คือ Wonder Woman 1984 ที่วางคิวฉายในสหรัฐฯ ไว้วันคริสต์มาส 25 ธันวาคม รวมถึงมีแนวโน้มสูงว่า Top Gun: MaverickDune และ Free Guy หนังทุนสูงที่วางคิวฉายไว้ภายในปีนี้ก็น่าจะเลื่อนฉายตามมาในเร็ว ๆ นี้เช่นกัน ส่วน No Time To Die นั้นก็เริ่มได้รับความเสียหายจากการที่สินค้าต่าง ๆ ซึ่งเป็น สปอนเซอร์ของหนังอย่างนาฬิกา เช่น Omega และ Swatch, Coke, DHL และ Pop Funko เริ่มจะปล่อยวางขายกันในเดือนพฤศจิกายน การที่หนังเลื่อนฉายก็จะต้องถูกปรับจากทางบริษัทสปอนเซอร์เหล่านี้ แต่เชื่อว่า ผู้สร้างหนัง 007 คงเลือกจะยอมแลกแล้ว

นอกจากนี้ก็มีความเป็นไปได้ว่า หนังฟอร์มใหญ่ทั้งหลายจะเจอโรคเลื่อนไปเรื่อย ๆ เพราะสถานการณ์โควิด-19 ในสหรัฐฯ ก็ไม่มีทีท่าจะคลี่คลายง่าย ๆ ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อสะสมไปแล้วกว่า 700,000 คน เสียชีวิตแล้ว 200,000 ราย ประธานาธิบดี Donald Trump ก็ยังมาติดเชื้ออีกด้วย เห็นแบบนี้ก็นึกถึงการประกาศเลื่อนวันฉายอย่างไม่มีกำหนดของหนังจากสตูดิโอ Sony Pictures ที่บอกเลยว่า จะเอาหนังเข้าฉายเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติเท่านั้น หมายถึง ไม่ต้องรอเลื่อนรอขยับกันบ่อย ๆ

Greenland มาแรง! ถล่มบ๊อกซ์ออฟฟิศ เปิดตัวอันดับ 1 ในไทย

นับว่าเป็นภาพยนตร์ที่มาแรงตามคาด!! สำหรับ Greenland (นาทีระทึก..วันสิ้นโลก) ซึ่งเพิ่งเข้าโรงไปหมาดๆ แต่กลับสร้างปรากฎการณ์สะท้านบ็อกซ์ออฟฟิศ เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์หายนะอุกกาบาตถล่มโลกที่มาแรงทำรายได้เปิดตัวอันดับ 1 ถล่มบ๊อกซ์ออฟฟิศประเทศไทย ผลงานการแสดงล่าสุดของ เจอราร์ด บัตเลอร์ แถมครั้งนี้ยังควบตำแหน่งอำนวยการสร้างเองอีกด้วย งานนี้คว้า โมเรน่า แบคคาริน นางเอกจาก Deadpool มาร่วมสร้างความระทึกให้คนดูลุ้นทุกนาที เสี่ยงตายฝ่ามหันตภัยสุดยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ไปพร้อมกัน

โลกจะถึงกาลอวสานหรือไม่ ร่วมลุ้นได้ใน GREENLAND (นาทีระทึก..วันสิ้นโลก) วันนี้ในโรงภาพยนตร์

Urban Legend ปลุกตำนานโหดมหา’ลัยสยอง เตรียมคืนจอ

คิดพล็อตใหม่ไม่รุ่ง ก็มุ่งขุดเอาหนังเก่าเก็บในกรุตัวเองมารีเมควนไปจ้า และนี่ก็ถึงคราวของอีกหนึ่งหนังเชือดในตำนานที่บรรดาคอนหนังยุค 90-2000 ต้นจะต้องเคยชมกับ Urban Legend หรือที่รู้จักกันในชื่อไทยว่า “ปลุกตำนานโหด มหา’ลัยสยอง” เอากลับมารีเมคสร้างใหม่อีกครั้ง

ย้อนกลับไปในปี 1998 Urban Legend คือหนังสยองขวัญที่รวมเอาบรรดานักแสดงวัยทีนที่กำลังมาแรงมากในยุคนั้นอาทิ จาเรด เลโต้, อลิเซีย วิทท์, รีเบคก้า เกย์ฮาร์ท, โจชัวร์ แจ็คสัน รวมไปถึงนักแสดงสาวสุดฮอตประจำยุคนั้นอย่างทาร่า รี้ด ที่ต้องมาหนีตายกันอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีฆาตกรโรคจิตออกอาละวาดตามตำนานพื้นบ้าน

Urban Legend เป็นผลงานการกำกับของเจมี่ แบลงค์ ซึ่งในยุคสมัยนั้นเขามีผลงานหนังขาดยาวเรื่องแรกคือ Phage ในปี 1997 ก่อนที่จะกำกับงานให้กับสตูดิโอโซนี่ พิคเจอร์เรื่อง Urban Legend แม้ตอนที่หนังเข้าฉายจะโดนจวกแหลกเละเทะจากนักวิจารณ์ว่าตัวหนังไร้ซึ่งความสดใหม่ ดำเนินเรื่องทุกอย่างตามแบบฉบับ Scream ทุกกระเบียดนิ้ว (ในยุคสมัยหนังหนังไล่เชือดที่สร้างตามหลัง Scream มักโดนด่าด้วยเหตุผลเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็น I Know what you did last summer หรือ Valentine)

หนังเปิดตัวด้วยรายได้ 10 ล้านเหรียญบนตารางบ๊อกซ์ออฟฟิศในอเมริกา ตัวหนังใช้ทุนในการสร้างแค่เพียง 14 ล้านเหรียญฯเท่านั้น สุดท้ายหนังทำรายได้ในอเมริกาเหนืออยู่ที่ 38 ล้านเหรียญ เก็บในตลาดต่างประเทศอีก 34 ล้านเหรียญ ส่งผลให้รายได้ทั่วโลกปิดยอดที่ 72 ล้านเหรียญฯ เรียกได้ว่าทำกำไรให้กับสตูดิโออยู่ไม่น้อย อีกทั้งเมื่อหนังลงตลาด VDO (สมัยยังเป็นม้วนวิดีโอ) หนังก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจนอาจจะกล่าวได้ว่ามันคือหนังฮิตอีกเรื่องในช่วงเวลานั้น

เหตุการณ์ในหนัง Urban Legend เปิดฉากด้วยเหตุการณ์ฆาตกรรมนักศึกษาหญิงที่ถูกฆาตกรในชุดเสื้อกันหนาวและขวานด้ามโตสังหารอย่างน่าสยดสยอง ฆาตกรยังคงลอยนวลและสร้างความหวาดผวาให้กับเหล่านักศึกษา

อันที่จริงฉากเปิดเรื่องของหนังจัดได้ว่าสามารถสร้างความหวาดผวาให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี เมื่อเติมน้ำมันแล้วพบว่าเจ้าของปั้มที่มีท่าทางมีพิรุธ พยายามจะหลอกเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายว่าบัตรเครดิตนั้นรูดไม่ผ่านและไม่สามารถจ่ายเงินได้ เขาพยายามจะบอกบางอย่างกับเธอแต่ไม่ทันเสียแล้วเมื่อนักศึกษาผู้เคราะห์ร้ายรีบตัดสินใจกระโดดขึ้นรถด้วยความตกใจและขับรถออกจากปั้มโดยไม่ทันฟังคำเตือนว่า “มีคนแอบอยู่บนเบาะหลังรถ”

ตัวหนังค่อยๆเล่าเรื่องราวที่นักศึกษาแต่ละคนถูกไล่สังหารจากฆาตกรลึกลับตามตำนานพื้นบ้าน ซึ่งระดับดีกรีความสยองนั้นอาจจะไม่ได้เลือดสาดกระจุยกระจายแบบในยุคปัจจุบันก็ตาม แต่ในยุคสมัยนั้นแค่ฉากฆาตกรเผยวิธีการฆ่าก็เล่นเอาคนดูขนลุกแล้ว แถมบรรดาฉากฆาตกรรมในเรื่องก็ถือได้ว่าน่าสนใจเอามากๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากที่นางเอกของเรื่องกลับมาที่ห้องพักและคิดว่ารูมเมทของตัวเองกำลังมีเซ็กส์อยู่เธอจึงตัดสินใจไม่เปิดไฟในห้อง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเพื่อนร่วมห้องของเธอกำลังโดนฆาตกรคุกคามอยู่บนเตียง ฉากไล่ล่าดีเจสาวซาช่า (ทาร่า รี้ด) ซึ่งเป็นฉากเกมแมวไล่จับหนูที่ดุเดือดที่สุดในเรื่อง หรือกระทั่งฉากน้องหมาถูกจับยัดเอาไว้ในไมโครเวฟ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นภาพจำของผู้ชม

กำไรมหาศาลจากภาคแรกทำให้โซนี่ตัดสินใจสร้างภาคต่อออกมาในชื่อ Urban Legends: Final Cut ในปี 2000 ซึ่งคราวนี้ย้ายฉากหลังมาที่มหาวิทยาลัยแห่งใหม่ที่บรรดากลุ่มตัวเองเป็นนักศึกษาในสาขาเอกภาพยนตร์ที่กำลังถ่ายทำหนังสยองขวัญที่สร้างจากตำนานสยองขวัญพื้นบ้าน แต่ระหว่างที่ถ่ายทำไปเหล่านักศึกษาก็เริ่มตายกันอย่างปริศนาตามแบบฉบับเรื่องราวที่ถูกเล่าต่อๆกันมา ทั้งที่จริงแล้วเบื้องหลังคือฝีมือของฆาตกรโรคจิตที่แฝงตัวอยู่ภายใต้หน้ากากฟันดาบ คำวิจารณ์ในแง่ลบสุดขั้วของหนังภาคนี้ ส่งผลต่อรายรับทั่วโลกพอสมควร เมื่อหนังปิดยอดรายได้ที่ 38 ล้านเหรียญฯ จากต้นทุนในการสร้าง 14 ล้านเหรียญฯ

จากปี 2000 ถึงปี 2020 ถึงเวลาที่สตูดิโอโซนี่ตัดสินใจหยิบเอา Urban Legend มาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง (ทั้งที่ความเป็นจริงก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอาหนังแบบนี้มารีเมคด้วยซ้ำไป แต่การเกาะชื่อเสียงหนังเก่าหากิน น่าจะเป็นหนทางรอดของสตูดิโอในยุคปัจจุบันไปแล้ว)  โดยวางตัวโคลิน มินิแฮน จาก “What Keeps You Alive” และ “Z” ที่ทั้งรับหน้าที่เขียนบทและกำกับ ทางด้านนักแสดงนำคาดการณ์ว่าถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจะได้ซินดีนีย์ แชนด์เลอร์ จากซีรี่ส์ “Arrow” และแคทเธอรีน แมคนามารา และ คีธ พาวเวอร์ส มาเป็นกลุ่มเพื่อนตัวแสดงหลัก

ตัวพล็อตเรื่องจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับยุคสมัยปัจจุบันที่ว่าด้วยเหล่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ฆาตกรรมสยองขวัญที่เกี่ยวข้องกับตำนานพื้นบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่แพร่กระจายอยู่ในอินเตอร์เน็ตกลายเป็นชนวนของเหตุการณ์ระทึกที่ตามหลอกหลอนพวกเขา

Urban Legend ในเวอร์ชั่นนี้จะออกมาหัวหรือก้อย ดูท่าจะต้องรอกันอีกสัก 1-2 ปีเพราะต้องรอให้สถานการณ์โควิด-19 ในอเมริกาทุเลาลงกว่านี้หนังจึงจะสามารถเปิดกล้องได้นั่นเอง

คัมแบคแล้วซิส! The Babysitter: Killer Queen พี่เลี้ยงเด็กสายเชือด

ปี 2017 The Babysitter คือหนังสตรีมมิ่งจาก Netflix เรื่องหนึ่งที่ประสบความสำเร็จจากการเปิดรับชมของสมาชิก รวมไปถึงคำวิจารณ์ที่ค่อนไปในแง่บวก ปี 2020 The Babysitter: Killer Queen พร้อมกลับมากระตุกขวัญคนดูกันอีกรอบแล้ว

เกิดอะไรขึ้นใน The Babysitter

โคล คือหนุ่มน้อยวัย 12 ปีที่กำลังมีช่วงชีวิตที่สดใสกับชั้นเรียนไฮสคูล เมื่อพ่อแม่ตัดสินใจจะจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลเป็นการชั่วคราวก่อนที่พวกเขาจะออกไปเที่ยว แต่แทนที่โคลจะเข้านอนตามเวลาปกติ เขาเลือกที่จะแหกกฎตามคำท้าของเพื่อนๆว่า ให้ลองแอบดูพี่เลี้ยงว่าในยามดึกนั้น พวกเขาจะทำอะไรแก้เบื่อ จะนอนดูทีวีฆ่าเวลา หรือจะชวนหนุ่มหล่อมาเล่นจ้ำจี้กันบนโซฟา แต่โคลทายผิดทั้งหมด เพราะความเป็นจริงแล้วเมื่อเขาย่องลงบันไดมาดู ปรากฏว่าพี่เลี้ยงสุดแซ่บนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นสาวโรคจิตที่ยังเป็นสมาชิกลัทธิซาตานที่บ้าคลั่งเกินบรรยาย แน่นอนว่าเมื่อพี่เลี้ยงเด็กจับได้ว่าโคลรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว เธอต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้โคลหลุดปากคายความลับออกไป

The Babysitter เป็นผลงานการกำกับของแมคจี ซึ่งมีผลงานเรื่องดังอย่าง Charlie’s Angels (เวอร์ชั่นปี 2000 และ 2003) รวมถึง Terminator: Salvation ซึ่งผลงานของแมคจีมักจะมาพร้อมอารมณ์ขันร้ายๆ และมุกสองแง่สามง่ามที่ชอบเอาเรื่องสรีระสุดสะบึมของนักแสดงหญิงมาเป็นจุดขาย

โทนหนังของ The Babysitter นั้นคือหนังสยองขวัญตลกร้ายที่ตัวเอกของเรื่องอย่างโคลต้องพยายามหนีตายเอาชีวิตรอดจากพี่เลี้ยงโรคจิตและผองเพื่อน โดยฉากฆาตกรรมที่ปรากฏอยู่ในเรื่องก็จัดได้ว่าโหดเลือดสาดกระจาย ยิ่งไปกว่านั้นการที่หนังใช้เวลาปูความสัมพันธ์ระหว่างบี (ซามาร่า วีฟวิ่ง) และโคล (จูดาห์ เลวิส) ก็ยิ่งทำให้ช่วงเวลาที่ทั้งสองคนต้องมาไล่ล่ากัน ก่อนนำไปสู่บทสรุปตอนท้ายมีความทรงพลังอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

การกลับมาอีกครั้งของ The Babysitter: Killer Queen

แน่นอนเมื่อหนังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี Netflix จึงดำเนินการสร้างภาคต่อตามออกมา ซึ่งครั้งนี้ตัวหนังยังเล่าเรื่องราวของโคลที่รอดตายจากแก๊งพี่เลี้ยงเด็กมหาประลัยที่จะจับเขาไปบูชายันต์ซาตาน แต่กลายเป็นว่าหลังจากที่ทุกอย่างคลี่คลายกลับไม่มีคนรอบตัวคนไหนเชื่อไหนคำพูดของเขาแม้แต่นิดเดียว และยังโบ้ยว่าโคลเป็นเด็กเลี้ยงแกะที่ปั้นเรื่องขึ้นมา จนทำให้เขาถูกมองว่าเป็นเด็กมีปัญหา

ชีวิตของโคลไม่เคยมีความสุขเลยตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้น แต่ชีวิตวัยรุ่นที่จัดได้ว่าเลวร้ายอยู่แล้วก็ต้องวุ่นวายหนักกว่าเดิมเมื่อแก๊งพี่เลี้ยงเด็กกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งและพร้อมจะมาไล่ล่าเอาวิญญาณของโคล

จูดาห์ เลวิสยังคงกลับมารับบทบาทเดิมอีกครั้ง รวมไปถึงนักแสดงชุดเดิมอาทิ ร็อบบี้ แอเมล, เบลลา ธอร์น, แอนดรูว์ แบเชเลอร์ และ ฮานา เม ลี กลับมารับบทแก๊งพี่เลี้ยงเด็กลัทธิบูชาซาตาน แต่น่าเสียดายที่ซามาร่า วีฟวิ่งไม่ได้กลับมารวมแสดงในภาคต่อนี้

 

ซามาร่า วีฟวิ่งหญิงสาวผู้หนีตาย

จะว่าไปแล้ว The Babysitter ถือได้ว่าเป็นหนังที่แจ้งเกิดให้กับซามาร่า วีฟวิ่งอย่างเต็มตัว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอจะมีผลงานซีรีส์ทางโทรทัศน์มากมายหลายเรื่อง แต่แทนที่เธอจะได้แจ้งเกิดจากหนังแฟนตาซีอย่าง Monster Trucks แต่ฝันก็ต้องมอดไปเพราะคุณภาพหนังจัดได้ว่าย่ำแย่จนไม่มีใครอยากจะจดจำหนังเรื่องนี้ ก่อนที่เธอจะมีมีส่วนร่วมในหนังน้ำดีอย่าง Three Billboards Outside Ebbing, Missouri ในปี 2017 แต่หนังที่ทำให้เธอได้รับการจับตามองจริงๆก็คือบทบี จาก The Babysitter

ภายหลังจาก The Babysitter อีกหนึ่งบทบาทที่โลกจดจำเธอไม่ลืมก็คือบทเจ้าสาวดวงซวยในหนัง Ready or Not โดยคืนแรกหลังจากแต่งงานเธอจะต้องเข้าร่วมประเพณีประหลาดของครอบครัวสามี โดยเกมครั้งนี้เธอมีชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพัน วิธีการเอาชนะเกมนี้ก็ง่ายนิดเดียว นั่นคือเธอต้องอยู่รอดให้ถึงรุ่งเช้าอีกวัน แต่แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซามาร่า วีฟวิ่งยังมีผลงานในมินิซีรีส์ทาง Netflix เรื่อง Hollywood ซึ่งเธอรับบทบทเป็นแคลร์ วู๊ด และยังมีผลงานภาพยนตร์อีก 2 เรื่องอย่าง Last Moment of Clarity และ Bill & Ted Face the Music ส่วนปีหน้าเธอจะมีส่วนร่วมในหนังภาคแยกของจักรวาล G.I.Joe เรื่อง Snake Eyes: G.I. Joe Origins

และแม้ว่าซามาร่า วีฟวิ่ง จะไม่ได้กลับมาปรากฏตัวใน The Babysitter: Killer Queen ก็ตามแต่เราก็ยังคงต้องนึกถึงตัวละครนี้เพราะเธอนั้นเป็นจุดหักเหสำคัญของเหตุการณ์ในหนังภาคแรกทั้งหมด

ก่อนที่จะชม The Babysitter: Killer Queen ที่จะสตรีมมิ่งทาง Netflix วันที่ 10 กันยายนที่จะถึงนี้ก็ลองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังภาคแรกกันก่อนนะครับ

The Rock พร้อมถ่ายมากในภาพและคลิปงานออกแบบจากหนัง Black Adam

ความหวังใหม่อีกเรื่องของ Warner Brothers ที่จะเป็นส่วนต่อขยายของ DC Universe ก็คือหนังซูเปอร์ฮีโร่ของ Dwayne Johnson หรือว่า The Rock นักแสดงชายที่ทำรายได้จากการแสดงภาพยนตร์ไปมากที่สุด 2 ปีซ้อนเหนือนักแสดงชายคนอื่น ๆ เขาไม่เคยเล่นหนังซูเปอร์ฮีโร่มาก่อนและก็หวังจะเปรี้ยงไปกับแฟรนไชส์นี้เช่นกันจึงเข้ามีส่วนร่วมกับการพัฒนาหนัง “ซูเปอร์ฮีโร่หัวขบถ” รายนี้มานานกว่า 10 ปีแล้ว

Dwayne Johnson in Black Adam (2021)

Johnson ได้มาร่วมงาน DC FanDome เพื่อนำเสนอหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้ของเขาและเล่าให้แฟน ๆ ฟังว่า นอกจาก Atom Smasher ซูเปอร์ฮีโร่ที่ขยายร่างให้ตัวสูงเท่าหอไอเฟลได้ ซึ่ง Noah Centineo นักแสดงจาก To All the Boys I’ve Loved Before (2018) ใน Netflix มารับบทแล้ว Johnson ได้ยืนยันด้วยว่าจะมีซูเปอร์ฮีโร่อีก 3 มาสมทบในหนังเรื่องนี้ด้วย ได้แก่ Doctor Fate ซูเปอร์ฮีโร่ที่มีพลังสายเวทย์มนตร์, Hawkman หรือมนุษย์เหยี่ยว และ Cyclone หญิงสาวที่สร้างพายุได้ พวกเขาทั้งหมดจะรวมตัวกันก่อตั้งทีม Justice Society of America

ในคลิปที่ Johnson ทวีตออกมาได้เผยโฉมภาพงานออกแบบ Black Adam ในชุดฮีโร่ที่เราจะได้เห็นกันในหนัง ซึ่งมีการเติมพวกเกราะเพื่อให้ดูน่าสนใจมากขึ้นกว่าฉบับในหนังสือการ์ตูน

หนังจะกำกับโดย Jaume Collet-Serra ผู้กำกับหนังแอ็กชันมากฝีมือจาก The Shallows (2016) และหนังสายบู๊ทั้งหลายของลุง Lian Neeson เป็นต้นว่า Unknown (2011) และ Non-Stop (2014) เขาเพิ่งร่วมงานกับ Johnson และ Emily Blunt ใน Jungle Cruise ของ Disney ที่เดิมมีกำหนดฉายกรกฎาคมปีนี้ก่อนที่จะเลื่อนฉายไปปีหน้าเพราะโควิด และหนังจะสร้างจากบทของ Adam Sztykiel จาก Rampage (2018) หนังอสุรกายที่ Johnson ก็นำแสดงโดยเช่นกัน (เรียกว่า Johnson ระดมทีมงานเก่าของตัวเองกลับมาหมด)

Extra Large Movie Poster Image for Black Adam

Black Adam มีกำหนดเปิดกล้องต้นปี 2021 เพื่อจะเข้าฉายธันวาคม 2021

ตัวอย่างภาคต่อหนังนักสืบ “ปัวโรต์” Death on the Nile ออกมาไขคดีอีกครั้ง

หนังภาคต่อของนักสืบ Hercule Poirot จากนวนิยายชื่อดังของ Agatha Christie ฉบับสร้างใหม่ล่าสุด เล่นเองกำกับเองโดย Kenneth Branagh (กำลังจะมีหนัง Tenet ที่เขานำแสดงเข้าฉายช่วงนี้ด้วยเช่นกัน) กับชื่อภาคสอง Death on the Nile หรือ “ฆาตกรรมแม่น้ำไนล์” เรื่องราวจะต่อจากตอนจบภาคแรก Murder on the Orient Express (2017) ที่ Poirot ได้รับเชิญไปแก้ไขคดีฆาตกรรมกลางเรือสำราญหรูล่องแม่น้ำไนล์ หลังจากที่เขาและคนดูได้อึ้งตะลึงงันไปกับคดีฆาตกรรมบนรถไฟข้ามประเทศในภาคแรก เขาบอกว่า ไม่อาจชี้ผิดชี้ถูกได้ ซึ่งกับภาคนี้ดูจะต้องพูดประโยคเดิมอีกครั้ง

หนังยังคงระดมทีมนักแสดงชื่อดังคับคั่ง และเป็นเช่นเดียวกับหนังฉบับปี 1978 ที่ Peter Ustinov รับบทเป็น Poirot เอาไว้ ซึ่งหนังในตอนนั้นก็เป็นภาคต่อของ Murder on the Orient Express ฉบับปี 1974 เช่นกัน แต่ต่างตรงที่หนังมีการเปลี่ยนผู้รับบทนักสืบของเรื่อง ภาคแรกนั้นรับบทไว้โดย Albert Finney

Death on the Nile (1978)
Dead on the Nile (1978)

เรื่องราวของภาคนี้ Poirot ต้องเดินทางไปยังประเทศอียิปต์ เพื่อไขคดีฆาตกรรมปริศนา ซึ่งเหยื่อเป็นทายาทสาวของมหาเศรษฐีที่มาเที่ยวเพื่อดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กับสามี ทุกคนบนเรือล้วนเป็นผู้ต้องสงสัยด้วยกันหมดเพราะมีเหตุจูงใจทั้งนั้น (ทำนองเดียวกับหนังภาคแรก) ไม่เพียงแค่นั้น ผู้ต้องสงสัยบางคนก็ตกเป็นเหยื่อรายต่อไปอีกต่างหาก ทำให้ Poirot ต้องรีบสืบคดีหาคนร้ายให้ได้ก่อนที่เรือจะถึงฝั่งหรือมีคนต้องตายมากขึ้น

สมทบ Kenneth Branagh ด้วย “Wonder Woman” Gal Gadot, Armie Hammer จาก Call Me By Your Name (2017), นักแสดงเข้าชิง 4 รางวัลออสการ์ Annette Bening จาก The Kids Are All Right (2010, Rose Leslie จากซีรีส์ Game of Thrones, Emma Mackey จากซีรีส์ Sex Education, Russell Brand จาก Arthur (2011) และ Tom Bateman จากภาคแรกกลับมารับบท Bouc เพื่อนของ Poirot และหนังก็ได้มือเขียนบท Michael Green จากภาคแรกและหนังฮิตอย่าง Logan (2017) และ Blade Runner 2049 (2017) อีกด้วย

หนังยังได้ปล่อยโปสเตอร์ (ที่เห็นควันสีแดงพวยพุ่งมาจากปล่องควัน เปลี่ยนจากหัวรถจักรไอน้ำในภาคก่อนมาเป็นปล่องเรือล่องแม่น้ำ) ออกมาเพื่อย้ำเตือนว่า 23 ตุลาคม คอหนังทั่วโลกจะได้ชมเรื่องนี้แบบไม่เลื่อนหนีโควิดเหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ อาจเป็นเพราะนี่เป็นหนังเรื่องท้าย ๆ ภายใต้การสร้างของ 20th Century Fox ที่ถูก Disney ควบรวมกิจการ และ Disney ก็กะฉายทิ้งแบบไม่ค่อยแคร์เท่าไร แต่ถ้าหนังเกิดฮิตเป็นรอบที่สองเช่นเดียวกับภาคแรก แฟน ๆ อาจจะมีลุ้นว่าจะได้เห็นภาค 3 เพราะฉบับหนังเวอร์ชันก่อนมีตอน Evil Under the Sun (1982) เป็นหนังปิดไตรภาค

Extra Large Movie Poster Image for Death on the Nile (#2 of 2)
Extra Large Movie Poster Image for Murder on the Orient Express (#1 of 40)

 

ไฟลุกท่วม! เผยเบื้องหลังเทคนิคสร้างพลังพิเศษ “นิวต์” จาก Project Power

ภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่อง Project Power (โปรเจคท์ พาวเวอร์ พลังลับพลังฮีโร่) เข้าฉายใน Netflix เป็นที่เรียบร้อย และได้รับการตอบรับที่ดีมาก โดยล่าสุดติดอันดับ Top 3 เนื้อหายอดนิยมในประเทศไทย

หนึ่งในตัวละครที่มีพลังพิเศษอันโดดเด่นได้แก่ “นิวต์” ตัวร้ายคนหนึ่งของเรื่อง นำแสดงโดย โคลสัน เบเกอร์ (Colson Baker) หรือที่รู้จักกันในชื่อของ แมชชีน กัน เคลลี่ (Machine Gun Kelly) แร็ปเปอร์ นักร้องและนักแต่งเพลง เมื่อนิวต์กินยาเข้าไป พลังของเขาที่ปรากฏออกมา คือ ตัวเขาจะลุกโชนด้วยไฟไปทั้งตัว และเขาจะใช้ไฟจากตัวของเขานี้ แผดเผาทุกอย่างที่ต้องการทำลาย เฮนรี จูสต์ (Henry Joost) และ เอเรียล ชูลแมน (Ariel Schulman) ผู้กำกับของเรื่องเผยถึงเบื้องหลังการสร้างสรรค์ตัวละครตัวนี้ว่า

“ผมต้องการให้ภาพที่ออกมาดูสมจริงมากที่สุด เหมือนไฟกำลังลุกท่วมตัวเขาจริงๆ มากกว่าให้ผู้ชมรู้สึกว่าเราใช้คอมพิวเตอร์กราฟิก เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายเทคนิคพิเศษ ฝ่ายแต่งหน้า และสตันต์แมน เริ่มตั้งแต่ตอนที่ตัวละครกลืนยาเข้าไป และเห็นกระบวนการที่ยานี้ออกฤทธิ์ เราทำอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ เพื่อเอาใส่ในปากเขา แล้วมันจะมีไฟสว่างขึ้นมา หลังจากนั้นจะทำให้ดูเหมือนว่ามันลงไปในคอของเขา เสื้อแจ็คเก็ตของเขาร้อนและเริ่มละลายจนมีควันและไฟเริ่มลุก จนถึงตอนที่ไฟลุกเต็มที่ ในจุดนี้ทีมแต่งหน้าสเปเชียลเอฟเฟกต์ใช้เทคนิคพิเศษที่ละเอียดและซับซ้อนมาก และใช้เวลาในการแต่งแต่ละครั้งถึง 5 ชั่วโมง ผิวของเขาจะต้องดูลอก ไหม้และพุพอง ส่วนการเนรมิตภาพไฟที่ลุกไหม้บนตัว ทีมงานใช้ทั้งเทคนิคพิเศษและจุดไฟจริงบนตัวสตั๊นท์แมน เพื่อภาพที่สมจริงที่สุด”

Project Power (โปรเจคท์ พาวเวอร์ พลังลับพลังฮีโร่) เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นซูเปอร์ฮีโร่ขนบใหม่ ที่ใครๆ ก็สามารถมีพลังฮีโร่ได้ เพียงกินยาแค่เม็ดเดียว!!! เรื่องราวเริ่มต้นจากเมืองนิวออร์ลีนส์ ที่เกิดข่าวลือแพร่สะพัด ว่ามียาเม็ดลึกลับ หากใครได้กินเข้าไป จะได้รับพลังซูเปอร์ฮีโร่แบบชั่วคราว พลังนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน บ้างก็มีความเร็วเหนือมนุษย์ บ้างก็ยิงแทงไม่เข้า บางคนก็ล่องหนได้ หรือบางคนได้รับสุดยอดพลังพิฆาตอันรุนแรง เมื่อยาเม็ดลึกลับนี้ทำให้จำนวนอาชญากรรมภายในเมืองเพิ่มขึ้นในระดับเลวร้าย แฟรงค์ ตำรวจท้องถิ่นผู้ไม่เคยเกรงกลัวอะไร (รับบทโดย โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์) จึงได้ร่วมมือกับ โรบิน ดีลเลอร์ค้ายาวัยรุ่นสุดห้าว (รับบทโดย โดมินิก ฟิชแบ็ค) และ อาร์ท อดีตทหารผู้มีความแค้นฝังลึก (รับบทโดย เจมี่ ฟ็อกซ์) ต่อสู้กับพลังฮีโร่ลึกลับ ด้วยพลังเดียวกัน รวมถึงไล่ล่าหาต้นตอที่อยู่เบื้องหลังยาเม็ดสุดอันตรายนี้ และหยุดยั้งพวกมันไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม

Project Power (โปรเจคท์ พาวเวอร์ พลังลับพลังฮีโร่) นำแสดงโดย เจมี่ ฟ็อกซ์ (Jamie Foxx), โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ (Joseph Gordon-Levitt) และ โดมินีค ฟิชแบ็ค (Dominique Fishback) ผลงานกำกับของ เฮนรี จูสต์ (Henry Joost) จาก Paranormal Activity ภาค 3 และ 4 และ เอเรียล ชูลแมน (Ariel Schulman) Paranormal Activity ภาค 3 และ 4  เขียนบทโดย แมตต์สัน ทอมลิน (Mattson Tomlin)

Tron ภาค 3 ได้ Jared Leto รับบทนำ และผู้กำกับจากหนังดราม่า Lion

อีกหนึ่งหนังไซไฟที่กลายเป็นตำนานแห่งยุค 80s ไปแล้ววันนี้อย่าง Tron (1982) และภาคต่อเมื่อ 10 ปีก่อนที่มีตามออกมาอย่าง Tron: Legacy (2010) ซึ่งก็สนุกไม่น้อย ทำให้แฟน ๆ ต่างรอคอยว่าหนังจะมีภาคที่ 3 ตามออกมาหรือไม่ ซึ่งตลอด 10 ปีมานี้ก็มีทั้งข่าวดีที่เหมือนจะทำให้ดีใจว่า Disney เตรียมจะสร้างภาคต่อ กระทั่งข่าวร้ายที่หนังถูกหยุดพักชะลอโครงการ สลับไปสลับมาแบบนี้ตลอด แต่ดูเหมือนตอนนี้ โครงการหนังภาค 3 จะมีความเคลื่อนไหวอีกครั้งและมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

หนังภาคแรกนั้นกำกับโดย Steven Lisberger และก็กลายเป็นหนังที่มาก่อนกาล แม้จะล้มเหลวทางรายได้แต่ก็ถูกพูดถึงต่อเนื่องมาอีกหลายปีตอนที่ฉายซ้ำหลายครั้งทางทีวียุคเคเบิลช่วง 90s ถูกยกย่องจากเหล่ากีคเหล่าแฟนบอยที่ชอบวิดีโอเกมซึ่งหนังเอามาผนวกเข้ากับความเป็นหนังได้อย่างลงตัว ส่วนหนังภาค 2 นั้นก็มีทั้งความเป็นภาคต่อและกึ่งรีเมก ยังได้ Jeff Bridges กลับมารับบทเดิม หลังจากถูกขังไว้ในโลกแห่งเกมที่ชื่อ Grid อันเป็นสังเวียนนักสู้บนโลกเสมือนจนลูกต้องเข้าไปช่วยในอีก 28 ปีให้หลัง

Jeff Bridges and Joseph Kosinski in Tron (2010)
Jeff Bridges กลับมารับบทเดิม
เมื่อลูกชายของ Flynn เจอกับพ่อฉบับก็อปปี้ในเกมที่ร้ายกว่าตัวจริง
Daft Punk in Tron (2010)
ศิลปิน Daft Punk ยังมาขอแจมทำดนตรีประกอบให้
ฉากสุดอลังการงานสร้าง

หนังภาคต่อก็ยังล้มเหลวทางรายได้แต่เป็นความล้มเหลวที่ยังดูดีกว่าภาคแรก เพราะอย่างน้อย ๆ รายได้ในสหรัฐฯ ก็ยังพอเท่าทุนสร้างที่ 170 ล้านเหรียญฯ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่จะสร้างความลังเลให้กับ Disney ว่าจะเอายังไงต่อกับแฟรนไชส์นี้ แต่ผู้ที่ได้รับผลดีไปเต็ม ๆ ก็คือผู้กำกับ Joseph Kosinski ที่โชว์วิสัยทัศน์ได้กำกับหนังใหญ่ ๆ หลังจากนั้นอีกหลายเรื่อง ทั้ง Oblivion (2013) และ Top Gun: Maverick ที่ถูกเลื่อนไปฉายปีหน้า เรียกว่า เขากลายเป็นผู้กำกับขาประจำของ Tom Cruise ไปแล้วอีกคน

Jeff Bridges, Steven Lisberger, Garrett Hedlund, and Joseph Kosinski in Tron (2010)
Garrett Hedlund, Steven Lisberger ผู้กำกับ Tron ภาคแรก, Jeff Bridges, และ Joseph Kosinski
Tom Cruise and Joseph Kosinski in Oblivion (2013)
Joseph Kosinski ตอนกำกับ Tom Cruise ใน Oblivion (2013)

แต่สำหรับใครที่เฝ้ารอว่าเขาจะกลับมากำกับภาค 3 ต่อหรือไม่ คงจะต้องผิดหวังเพราะ Disney ได้ประกาศรายชื่อผู้กำกับและนักแสดงนำคนแรกของเรื่องราวภาคต่อออกมาแล้ว ซึ่งก็สร้างความเซอร์ไพรส์ไปทางเหวอกับแฟน ๆ พอสมควร เพราะผู้กำกับที่ได้มาคือ Garth Davis ที่เคยกำกับหนังดราม่ามาแล้วสองเรื่องคือ Lion (2016) ที่ได้เข้าชิง 6 รางวัลออสการ์ รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ Mary Magdalene (2018) ที่นำแสดงโดยคู่รักตัวจริงอย่าง Rooney Mara และ Joaquin Phoenix หนังทำรายได้ไปแค่แสนเหรียญฯ ในสหรัฐฯ

Garth Davis ตอนขึ้นรับรางวัล DGA ร่วมกับ Nicole Kidman และนักแสดงเด็กจากหนัง Lion (2016)

เมื่อดูจากผลงานเก่า ๆ ที่ไม่ใช่หนังไซไฟหรือกระทั่งหนังฟอร์มยักษ์ที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเทคนิคด้านภาพมาก่อนเลย ก็ทำให้ต้องสงสัยว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Disney เชื่อมั่นจะฝากแฟรนไชส์ไว้กับ Davis (แต่จะว่าก็ไม่ได้ เพราะตอนที่ได้ Kosinski มากำกับภาค 2 รายนั้นไม่เคยกำกับหนังใหญ่มาเลยสักเรื่องเดียว) รายงานจาก Deadline และ Slash Film บอกว่า Davis ได้ใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อให้ความเชื่อมั่นกับผู้บริหารของ Disney ที่ยอมให้เขากำกับ (ไม่ใช่แค่ต่อสู้กับผู้กำกับคนอื่น แต่ต้องสู้กับที่ Disney ก็ไม่อยากจะสร้างหนังที่ไม่เคยทำกำไรให้เลยทั้งสองภาค)

ส่วนนักแสดงนำของหนังรายแรกที่เข้าชื่อไว้ก็คือ Jared Leto ที่รับอำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้เองด้วย เขาติดต่อ Disney เพื่อขอเดินหน้าหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2017 แม้จะเป็นนักแสดงมากฝีมือ แต่ก็ยังไม่มีบทบาทที่น่าจดจำหรือถูกพูดถึงอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน หลังแทบจะถูกลืมไปแล้วว่าเคยเล่นเป็น Joker ใน Suicide Squad (2016)

เขาก็ได้เล่นหนังภาคต่อจากหนังไซไฟฟิล์มนัวร์สุดคลาสสิคจากยุค 80s อีกเรื่องอย่าง Blade Runner 2049 (2017) และกำลังจะมีหนังแวมไพร์ในจักรวาลฮีโรของมาร์เวล ณ Sony อย่าง Morbius (2021) เข้าฉายปีหน้า การมารับบทนี้จึงเป็นโอกาสที่จะได้อยู่ในอีกหนึ่งแฟรนไชส์ฮิตของเขา ส่วน Jeff Bridges ที่เล่นมาทุกภาคนั้น ยังไม่มีรายงานว่าจะกลับมารับบทเดิมหรือไม่

Jared Leto in Suicide Squad (2016)
บท Joker ของ Leto ใน Suicide Squad (2016) ที่ถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริง
Jared Leto, Sylvia Hoeks, and Sallie Harmsen in Blade Runner 2049 (2017)
Jared Leto ใน Blade Runner 2049 (2017)