เมื่อนักผจญภัยเกิดติดถ้ำและถูกฝูงไอ้เข้ไล่งับ ในตัวอย่างหนัง Black Water: Abyss

หนังอันตรายจากสัตว์ผสมหายนะภัยทางธรรมชาติ เป็นหนังทุนไม่สูงมากนักที่ผู้ผลิตภาพยนตร์สร้างอยู่เรื่อย ๆ ขณะเดียวกันคอหนังก็ยังได้พบกับพล็อตจากเหตุการณ์ที่ดูน่าตื่นเต้นและแตกต่างจากหนังเรื่องอื่น ๆ ที่เคยสร้างมา ต้องยอมรับว่าทีมคิดพล็อตไอเดียยังไม่ถึงทางตัน โดยเฉพาะกับหนังหายนะเรื่องใหม่อย่าง Black Water: Abyss ก็ดูจะเข้าข่ายหนังที่ถูกใจแฟนหนังแนวนี้ เพราะมีทั้งการติดอยู่ในถ้ำใต้ดินและยังต้องปะกับฝูงจระเข้ด้วย

หนังเป็นภาคต่อของ Black Water ของประเทศออสเตรเลียที่ออกฉายเมื่อปี 2007 ที่เรื่องนั้นเป็นแม่น้ำที่เป็นป่าโกงกาง ส่วนภาคนี้มาเป็นถ้ำใต้ดินที่นักผจญภัยเกิดไปติดอยู่ระหว่างที่ต้องเผชิญกับมรสุม (บางทีคอหนังก็อาจจะตั้งคำถามว่า ตัวละครในเรื่องจะอุตริไปในที่แบบนั้นทำไมกันนะ?) ภาคสองจะเหมือนกับภาคแรกตรงที่เหล่ามนุษย์ทั้งหลายยังต้องเผชิญกับเหล่าจระเข้ที่แสนดุร้ายเหมือนกัน

หนังกำกับโดย ผู้กำกับชาวออสเตรเลีย Andrew Traucki ที่กำกับภาคแรกด้วย และยังมีผลงานอย่าง The Reef (2010) และตอนหนึ่งใน ABCs of Death (2012) ทำให้น่าจะการันตีความลุ้นและความสยองให้กับเรื่องนี้ได้ Jessica McNamee จากหนังปลาฉลามยักษ์ The Meg (2018), Luke Mitchell, Amali Golden และ Anthony J. Sharpe มีกำหนดฉายในสหรัฐ 7 สิงหาคม ส่วนบ้านเราทางโมโนฟิล์มนำเข้ามาฉาย วางกำหนดไว้ 12 สิงหาคม แฟนหนังผจญภัยที่รักความตื่นเต้นไม่ควรพลาด

Extra Large Movie Poster Image for Black Water: Abyss (#1 of 2)

 

“โจ รุสโซ” เปรย สมาชิกใหม่ในทีม Avengers คือ Wolverine

โจ รุสโซ หนึ่งในพี่น้องตระกูลรุสโซผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Avengers : Infinity War และ Endgame เขาทำหน้าที่แนะนำซูเปอร์ฮีโร่ใหม่ ๆ เข้าสู่จักรวาลมาร์เวลมาหลายรายแล้ว ซึ่งทำให้เขารู้จังหวะดีว่าตอนไหนควรจะเปิดตัวซูเปอร์ฮีโร่รายใหม่ ๆ และในช่วงเดียวกันนี้ที่แฟน ๆ ก็เฝ้ารอว่าใครจะมาเป็น Wolverine คนใหม่แทน ฮิวจ์ แจ็กแมน ซึ่งปิดฉากตัวเองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วใน Logan (2017) ในเรื่องนี้ โจ รุสโซ ให้คำแนะนำว่า มาร์เวล สตูดิโอ ควรจะรอไปอีกสักนิดแล้วค่อยเริ่มโพรเจกต์ค้นหา Wolverine คนใหม่จะดีกว่า แม้ว่าตัว ฮิวจ์ แจ็กแมน จะประกาศหลายครั้งแล้วว่าเขายุติบทบาท Wolverine อย่างเป็นทางการแล้ว ถึงเวลาที่นักแสดงคนใหม่จะมาสานต่อตัวละครระดับตำนานนี้ต่อจากเขาได้แล้ว แต่ก็ยังมีแฟน ๆ แอบหวังว่าจะได้เห็น ฮิวจ์ กลับมาเป็น Wolverine กันอยูดี

ส่วนอนาคตของ Avengers ภาคใหม่นั้น ในขณะนี้ยังไม่มีการเอ่ยถึงเป็นทางการจากมาร์เวล เห็นได้จากรายชื่อหนังใน เฟส 4 และเฟส 5 ที่มีแต่หนังเดี่ยวของซูเปอร์ฮีโร่แต่ละราย แต่นักข่าวก็ยังถาม โจ รุสโซ เกี่ยวกับ Avengers อยู่ดีว่า ตามความเห็นส่วนตัวของเขานั้น อยากจะให้ซูเปอร์ฮีโร่รายไหนเป็นสมาชิกคนใหม่ในทีม อเวนเจอร์ส ซึ่งโจก็ตอบทันทีว่า Wolverine โจยังเพิ่มเติมอีกว่า วูล์ฟเวอรีน คือซูเปอร์ฮีโร่ตัวโปรดของเขาเสมอมา การ์ตูนเล่มแรกของเขาก็คือ Incredible Hulk #181 ซึ่งเป็นเล่มที่เปิดตัว Wolverine อีกด้วย ส่วนในเวอร์ชันภาพยนตร์นั้น เขาก็ให้ความเห็นว่า ฮิวจ์ แจ็กแมน ทำหน้าที่ถ่ายทอดบทบาทของวูล์ฟเวอรีนออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมาก และถึงเวลาสมควรแล้วที่ฮิวจ์จะได้พักจากบทบาทนี้เสียที ซึ่งน่าจะใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีใครมารับช่วงต่อจากนี้ไป

โจ รุสโซ

โจ รุสโซ ยังให้ความเห็นอีกว่า ไม่ใช่แค่เพียง วูล์ฟเวอรีน เท่านั้นที่มาร์เวลจะต้องแคสติงนักแสดงใหม่มารับบท แต่จะต้องแคสติงหาตัวแสดงใหม่ให้กับ X-Men ทั้งทีม สืบเนื่องจากหนัง Dark Phoenix ที่เข้าฉายไปเมื่อปีที่แล้ว และผลออกมาคือแย่หมดทั้งเสียงวิจารณ์และรายได้ แต่ก็น่าเสียดายเพราะว่ายังมีแฟน ๆ จำนวนมากที่ติดตามบรรดาตัวละคร X-men ชุดใหม่นี้ต่อเนื่องมาหลายปี ซึ่งเควิน ไฟกี ก็เห็นด้วยว่าเขาน่าจะหาทางใช้ประโยชน์จากบรรดาตัวละครเหล่านี้ได้อีก แต่ก็ยังไม่ได้วางไทม์ไลน์เรื่องราวให้กับเหล่า X-Men หลังจากได้ลิขสิทธิ์กลับมาอยู่กับมาร์เวลแล้ว

ถึงแม้ว่า โจ รุสโซ จะแนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนหาวูล์ฟเวอรีนคนใหม่ แต่ถึงโจจะไม่ทักท้วง ทางมาร์เวลก็ไม่น่าจะทำอะไรกับ Wolverine ในขณะนี้ เพราะมาร์เวลเองก็เหมือนกับทุก ๆ สตูดิโอใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 ทำให้กองถ่ายต่างต้องหยุดชะงักกันไปหมด ซึ่งกว่าเราจะได้ข่าวเรื่องวูล์ฟเวอรีนคนใหม่ก็คงอีกนาน แล้วก็ต้องนับจากนี้ไปอีกเป็นปีกว่าที่หัวเรือใหญ่อย่าง เควิน ไฟกี จะเริ่มวาดแผนการให้ X-Men มาเข้าร่วมจักรวาลมาร์เวลกันอย่างไร

ผู้กำกับยืนยัน Black Widow ไม่ใช่หนังต้นกำเนิด Natasha แต่เป็น Yelena

แม้ว่าจะเลื่อนฉายไปช่วงปลายปีนี้ สำหรับ Black Widow หนังจากจักรวาลมาร์เวลเรื่องต่อจากหนังปิดเฟส 3 ที่ออกฉายไปครบปีแล้วอย่าง Spider-Man: Far From Home (2019) เท่ากับว่า ไม่เคยมีช่วงเวลาในปีไหนนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมาที่หนังมาร์เวลจะทิ้งช่วงการฉายเกิน 1 ปีมาก่อน (และก็เป็นไปได้ว่าถ้าสถานการณ์ในสหรัฐยังไม่ดีขึ้นอีก ปี 2020 เราก็อาจจะไม่ได้ดูหนังมาร์เวลกันเลยก็เป็นได้)

ภาพโปรโมตล่าสุดของ Black Widow

ถึงอย่างนั้น ผู้กำกับหญิง Cate Shortland ก็ออกมาให้เบาะแสสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับตัวละคร Yelena Belova ที่มารับบทโดยนักแสดงสาวดาวรุ่งอย่าง Florence Pugh (Little WomenMidsommar) นั่นคือตัวละครตัวนี้จะมารับไม้ต่อการเป็นฮีโร่หญิงต่อจากตัวละคร Natasha Romanoff ของ Scarlett Johansson อย่างที่แฟน ๆ รู้กันว่า เรื่องราวใน Black Widow นั้นเกิดระหว่างช่วงเวลา หลัง Captain America: Civil War (2016) แต่ก่อน Avengers: Infinity War (2018) นั่นเองที่เคยมีแฟน ๆ ถามว่า จะได้เห็นภาคต่อของหนังเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งถ้าจะมีก็อาจจะต้องเป็นเหตุการณ์ก่อน Infinity War หรือ Endgame เพราะ Natasha Romanoff ได้จบบทบาทตัวเองลงไปแล้วใน Endgame

จึงมีการคาดกันก่อนหน้านี้ว่า Yelena Belova ที่เติบโตมาด้วยปูมหลังเดียวกันกับ Natasha ทั้งถูกฝึกปรือวิชาสายลับจากองค์กรในรัสเซีย เข้าร่วมต่อสู้ในกองทัพ นอกจากนี้ใน Black Widow เธอก็จะต้องพิสูจน์ความสามารถว่าเก่งกว่า Natasha ด้วย ล่าสุดมีรายงานว่า Cate Shortland ผู้กำกับหญิงของเรื่องก็ได้ออกมายืนยันการคาดการนี้ว่าแฟน ๆ คิดถูกแล้ว เพราะ Black Widow ไม่ใช่หนังภาคต้นของ Natasha Romanoff แต่เป็นหนังภาคต้นของ Yelena Belova ต่างหาก!

Scarlett Johansson ในภาพโปรโมตล่าสุดของ Black Widow
Florence Pugh ในภาพโปรโมตล่าสุดของ Black Widow

“Kevin Feige รู้ว่า ผู้ชมคาดหวังจะได้เห็นเรื่องราวภาคต้นกำเนิด เราก็เลยไปในแนวทางตรงข้าม พวกเรารู้ว่า Florence Pugh คือนักแสดงที่ยอดเยี่ยมแต่เราไม่รู้ว่าเธอเยี่ยมขนาดนี้ แต่ Scarlett จะรู้อยู่ตลอด ประมาณว่า “ฉันกำลังจะส่งไม้ต่อให้เธอ” ดังนั้นมันจะเป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่เปลี่ยนผ่านไปสู่เรื่องราวของผู้หญิงอีกคนหนึ่ง”

ถ้าเป็นจริงตามที่ Shortland พูด ก็จะเป็นการหักล้างทฤษฎีหนึ่งที่ว่า Yelena เสียชีวิตในตอนจบของ Black Widow และ Natasha ได้นำเสื้อแจ็คเก็ตของเธอมาใส่ในตอนภาค Infinity War แต่ก็มีคนสงสัยว่า Marvel Studios อุตส่าห์จ้างดาราที่กำลังมีชื่อเสียงอย่าง Pugh มาเล่น ก็ไม่น่าจะให้จบบทบาทง่าย ๆ เพียงแค่ในภาคเดียว

จริง ๆ แล้ว หนังอาจจะเล่าภาคต้นของตัวละคร Yelena ไม่ใช่ Natasha

เป็นไปได้ว่าในหนังภาคนี้จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้ Natasha เชื่อว่า Yelena ตายไปแล้ว แต่จริง ๆ เป็นการถูกจับไปทดลองโดยองค์กร AIM (Advanced Idea Mechanics) ของ Aldrich Killian ตัวร้ายใน Iron Man 3 (2013) ซึ่งหมายความว่า Taskmaster อาจจะเป็นตัวร้ายหลอก ๆ ที่ปล่อยมาในตัวอย่างหนัง

ตัวละคร Taskmaster อาจเป้นตัวร้ายหลอก ๆ ที่ปล่อยมาในตัวอย่าง Black Widow

และถ้าใครที่ตามฉบับคอมิกก็จะรู้ว่า Yelena จะเปลี่ยนเป็น Super-Adaptoid ตัวละครที่สามารถก็อปปี้พลังของผู้อื่นได้ แถมยังแข็งแกร่งมากพอจะรับมือ Thor หรือ Hulk ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า หนังอาจจะเดินตามเนื้อเรื่องในคอมิกก็เป็นได้

Scarlett Johansson and Florence Pugh in Black Widow (2020)
Florence Pugh และ Scarlett Johansson

Shortland ยังเล่าปิดท้ายถึงการตายที่ดูออกจะเงียบเหงาไปน้อยของ Natasha ใน Engame ที่แฟน ๆ พุ่งเป้าไปที่การตายของ Tony Stark กันหมดตามที่หนังพาไป “แฟนๆ อาจจะเสียใจที่เธอไม่มีงานศพของเธอเอง แต่ถามเธอนะเหรอ เธอกลับบอกว่าเธอไม่อยากได้งานศพ Natasha เป็นคนเก็บตัว ไม่มีใครรู้ตัวตนจริง ๆ ของเธอ ดังนั้นสิ่งที่เราทำในหนัง Black Widow เรื่องนี้ก็คือ ทำให้เห็นว่าความโศกเศร้าต่อเธอจะถูกจำกัดอยู่ในคนไม่กี่คน มากกว่าจะเป็นความรู้สึกของคนจำนวนมาก ฉันคิดว่านั่นคือรูปแบบของบทสรุปที่เมาะสมกับเธอที่สุดแล้ว”

“ชาร์ลิซ เธอรอน” หญิงแกร่งบู๊มาเยอะ แต่เจอแอ็คชั่นบทใหม่ใน The Old Guard

The Old Guard (ดิ โอลด์ การ์ด) ภาพยนตร์แอ็คชั่นจาก Netflix ที่เล่าเรื่องของเหล่านักรบที่มีชีวิตเป็นอมตะ เตรียมฉายให้ได้ชมในวันที่ 10 กรกฎาคม นี้ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ นำแสดงโดยนักแสดงสาว ชาร์ลิซ เธอรอน ถึงแม้เราจะเห็นเธอในบทบาทแอ็คชั่น หญิงแกร่ง มาแล้วหลายเรื่อง แต่ในเรื่อง The Old Guard (ดิ โอลด์ การ์ด) เธอให้สัมภาษณ์ว่า การต่อสู้ในเรื่องมีสไตล์ที่แตกต่างจากที่เคยได้รับ ทำให้ต้องฝึกฝนอย่างหนัก

“การต่อสู้ในเรื่องนี้มีสไตล์ที่แตกต่างจากเรื่องอื่น อย่างแรกฉันต้องสู้ให้ออกมาดูเหมือนเชี่ยวชาญมาก เพราะ แอนดี้ ตัวละครของฉันเป็นอมตะ ใช้ชีวิตเป็นนักรบ ต่อสู้มากว่า 6,000 ปี เรามีการฝึกรูปแบบการต่อสู้หลากหลายสไตล์ผสมผสานกัน และได้นำการต่อสู้แบบเอเชียเข้ามาใช้หลายรูปแบบ  เช่นการต่อสู้แบบยูโด ที่มีการจับทุ่ม กังฟูจากสไตล์ฮ่องกง เทควันโดจากเกาหลี เคนโดจากญี่ปุ่น แล้วยังต้องฝึกการใช้ดาบด้วย  นอกจากนี้ทีมเทรนเนอร์ยังโฟกัสในเรื่องความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ฉันเลยต้องฝึกร่างกายหนักมาก เพื่อเตรียมความแข็งแรง ทนทาน เพราะบางครั้งเรามีฉากต่อสู้ที่ต้องถ่ายกันแบบลองเทค ร่างกายต้องฟิตพอที่จะแสดงได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อการถ่ายทำที่สมจริง ความท้าทายในการถ่ายทอดการต่อสู้ของคนที่เป็นอมตะ ทำให้ฉันชอบหนังเรื่องนี้มาก เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากและไม่มีทางลืมได้เลย”

The Old Guard (ดิ โอลด์ การ์ด) เรื่องราวชีวิตอมตะของนักรบสาว แอนดี้ (ชาร์ลิซ เธอรอน) ผู้ที่ถูกพันธนาการด้วยความอมตะมานานนับพันปีพร้อมด้วยเหล่านักสู้รับจ้างผู้ไม่มีวันตาย พวกเขาได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อปกป้องโลกมนุษย์มายาวนานหลายศตวรรษ วันหนึ่งภัยร้ายได้คุกคามกลุ่มนักสู้ของเธอ พร้อมกับความลับของความเป็นอมตะกำลังจะถูกเปิดเผย แอนดี้ และสมาชิกคนใหม่ของกลุ่ม อย่าง ไนล์ (กิกิ เลย์น) จึงต้องร่วมมือกันหาทางยับยั้งผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด…นี่คือภาพยนตร์ที่อัดแน่นไปด้วยฉากแอ็คชั่นสุดมันส์ พร้อมกับแสดงให้เห็นว่าการมีชีวิตคงอยู่ตลอดไปอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนต้องการ

สร้างจากนิยายภาพผลงานของ เกร็ก รักคา (Greg Rucka) และถูกหยิบนำมาเล่าเรื่องอีกครั้งในรูปแบบภาพยนตร์โดยผลงานการกำกับของ จีนา พรินซ์-ไบธ์วูด (Gina Prince-Bythewood) จาก Love & Basketball และ Beyond The Lights

รับชมภาพยนตร์ The Old Guard (ดิ โอลด์ การ์ด) ได้ทาง Netflix วันที่ 10 กรกฎาคม นี้

Johnny Depp และ Robert Pattinson พบกันในหนังยุคล่าอาณานิคม Waiting for the Barbarians

สำหรับใครที่เป็นคอหนังประวัติศาสตร์ในบรรยากาศของเหตุการณ์ในทะเลทรายอย่างหนังคลาสสิก Lawrence of the Arabia (1962) น่าจะถูกใจที่กำลังจะมีหนังแนวนั้นมาฉายอีกครั้ง เพราะไม่ใช่หนังตามสมัยนิยมและไม่ค่อยจะทำรายได้นักในยุคนี้ ซึ่งนักแสดงที่อาจจะดึงดูดใจให้หนัง Waiting for the Barbarians เข้าถึงผู้ชมในวงกว้างได้ ก็คือสองนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์อย่าง Johnny Depp ที่เปลี่ยนโฉมไปอยู่ในลุคไม่คุ้นตาอีกครั้ง Robert Pattinson ที่กำลังจะเป็น Batman คนใหม่ และเจ้าของออสการ์ Mark Rylance จาก Bridge of Spies (2015) นักแสดงคู่บุญคนล่าสุดของผู้กำกับ Spielberg

Johnny Depp ในชุดคอสตูมที่แปลกใหม่ไปอีกหนึ่งบทบาท

ดัดแปลงมาจากนิยายของ J. M. Coetzee เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสมัยการยุคล่าอาณานิคมของเหล่าจักวรรดิ The Magistrate (รับบทโดย Mark Rylance) ยกกระบัตรแห่งหัวเมืองอาณานิคมแห่งหนึ่งได้รับคำสั่งจากจักวรรดิสั่งลงมาให้เตรียมตัวรับการรุกรานจากคนเถื่อน ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือชนเผ่าพื้นเมือง เจ้าของพื้นที่เดิม Magistrate กังขากับคำสั่งนี้ ที่มีผู้พัน Joll จอมโหด (รับบทโดย Johnny Depp) ลงมาคุมการสั่งการอีกที ทหารจับกุมตัวพวกคนเถื่อนมาทารุณและสังหารหลายคน

Mark Rylance in Waiting for the Barbarians (2019)
Mark Rylance
Johnny Depp and Mark Rylance in Waiting for the Barbarians (2019)
Mark Rylance และ Johnny Depp

Magistrate ได้ช่วยเหลือหญิงสาวชาวพื้นเมืองคนหนึ่งให้รอดพ้นจากการทรมาน แต่เธอก็เกือบจะตาบอด เขาคอยดูแลพยาบาลเธอจนอาการดีขึ้นและจะพาไปส่งชนเผ่า ซึ่งระหว่างทางทั้งสองได้สานสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน จนกระทั่งพวกทหารตามมาพบและจับตัว Magistrate กลับไปรับโทษข้อหาเข้ากับศัตรู เขาถูกทรมานและถูกแขวนประจานกลางเมืองบอบช้ำทั้งกายและใจและรู้แน่แก่ใจว่าแท้จริงแล้วใครคือคนเถื่อน

Robert Pattinson in Waiting for the Barbarians (2019)
Robert Pattinson ในกองถ่าย
ผู้กำกับ Ciro Guerra
ทีมนักแสดงและทีมงานเบื้องหลังการถ่ายทำ

หนังจะสมทบด้วย Robert Pattinson รับบททหาร Mandel, Greta Scacchi จาก The Player (1992), Sam Reid จาก Belle (2013) และ Gana Bayasaikhan จาก Wonder Woman (2017) J. M. Coetzee ลงมาเขียนบทจากนิยายของเขาเอง โดยได้ Ciro Guerra ผู้กำกับที่ยังไม่มีผลงานโด่งดังมากนัก อย่าง Birds of Passage (2018) และ Embrace of the Serpent (2015) นี่จึงเป็นหนังใหญ่เรื่องแรกของเขาที่มีดารามากฝีมือมารวมตัวกัน แต่จังหวะอาจไม่ดีไปหน่อยที่มาเข้าฉายในปีที่โลกเจอกับโควิด-19 ยังไม่มีกำหนดเข้าฉายในไทย แต่หวังว่าระดับหนังของ Johnny Depp ที่ยังมีฐานแฟน ๆ เหนียวแน่นในบ้านเรา จะทำให้มีค่ายหนังกล้าซื้อมาฉาย

Extra Large Movie Poster Image for Waiting for the Barbarians (#1 of 2)

ตัวอย่างแรก Greenland หนังอุกกาบาตถล่มโลกของ Gerard Butler และผู้กำกับ Angel Has Fallen

นักแสดงสายบู๊อย่าง Gerard Butler ดูจะติดใจการทำงานร่วมกับผู้กำกับ Ric Roman Waugh จาก Angel Has Fallen (2019) หนังเรื่องที่ 3 ของไตรภาคช่วยชีวิตประธานาธิบดีเมื่อปีก่อน จึงได้หวนกลับมาร่วมงานในหนังเรื่องใหม่ในบรรยากาศโลกแตกอย่าง Greenland ที่ปล่อยตัวอย่างแรกอย่างเป็นทางการออกมาแล้ว พร้อมฉายในสหรัฐฯ 14 สิงหาคมนี้ สำหรับแฟน ๆ ที่ชอบ Deep Impact (1998) และ Armageddon (1999) ก็น่าจะชอบหนังเรื่องนี้ที่มีส่วนผสมของสองเรื่องที่ว่าอยู่มากทีเดียว

หนังเล่าเรื่องของครอบครัวหนึ่งที่ต้องเอาตัวรอดจากเหตุการณ์หายนะโลกแตกจากเหตุอุกกาบาตที่ดูจากในตัวอย่างก็จะเห็นว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน พวกเขาต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อเดินทางไปยังหลุมหลบภัยที่ดินแดน Greenland แต่แน่นอนว่าจะไปถึงย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากจะต้องฝ่าภัยพิบัติแล้ว มนุษย์ที่แย่งกันเอาตัวรอดก็อาจจะทำให้พวกเขาตายก่อนจะไปถึงที่นั่น เดิมทีหนังเป็นโพรเจกต์ที่นักแสดงหนุ่ม Chris Evans จะนำแสดงในงานกำกับของ Neill Blomkamp จาก District 9 (2009) และ Elysium (2013) แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ถอนตัวไป

Gerard Butler และ Morena Baccarin จาก Deadpool ทั้งสองภาค ใน Greenland (2020)
โลกใกล้จะแตกอีกครั้งในหนังเรื่องใหม่ Greenland (2020)

Greenland ยังสมทบด้วย Morena Baccarin จาก Deadpool ทั้งสองภาค (2016-2018) เธอยังเคยมีบทเด่นในซีรีส์ HomelandGotham และ The Flash, Scott Glenn จาก The Silence of the Lambs (1991) และ The Bourne Ultimatum (2007) และ David Denman จาก Brigtburn (2019) เขียนบทโดย Chris Spariling จาก Buried (2010) และ The Sea of Trees (2015)

Extra Large Movie Poster Image for Greenland

ด้วยอาลัย “โจเอล ชูมัคเกอร์” ผู้กำกับ Batman Forever เสียชีวิตในวัย 80 ปี

วงการภาพยนตร์โลกสูญเสียตำนานมากความสามารถอีกราย “โจเอล ชูมัคเกอร์” ผู้กำกับหนังระดับพระกาฬเสียชีวิตด้วยวัย 80 ปี หลังต่อสู้กับโรคมะเร็งมาอย่างยาวนาน

ผลงานอันโดดเด่นของนักทำหนังชาวอเมริกันรายนี้มีมากมาย เพราะ โจเอล ชูมัคเกอร์ คร่ำหวอดอยู่ในวงการการกำกับหนังยาวนานกว่า 40 ปี ที่คุ้นตากันเป็นอย่างดีก็คงหนีไม่พ้น Batman Forever (1995) และ Batman & Robin (1997)

ใช่แต่จะเป็นที่รู้จักในนามผู้กำกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ โจเอล ชูมัคเกอร์ ยังอยู่เบื้องหลังภาพยนตร์หลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น The Lost Boys (1987) หนังแวมไพร์วัยรุ่น, Dying Young (1991) ภาพยนตร์สุดซึ้งที่มี จูเลีย โรเบิร์ตส์ แสดงดำ, Falling Down (1993) หนังเสียดสีสุดมืดหม่นกับการแสดงอันน่าจดจำของ ไมเคิล ดักลาส ที่มีชื่อเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำของเทศกาลหนังเมืองคานส์ด้วย หรือแม้แต่ St. Elmo’s Fire (1985) หนัง coming of age ที่มีรายชื่อของ เดมี มัวร์ ร่วมแสดง

โจเอล ชูมัคเกอร์ (ซ้าย) และ ไมเคิล ดักลาส จาก Falling Down

หลังผ่านพ้นปี 2000 เป็นต้นมา โจเอล ชูมัคเกอร์ หยิบจับหนังที่สเกลเล็กลง แต่หลายเรื่องก็ยังเป็นที่พูดถึง อาทิ Tigerland (2000), Phone Booth (2002), The Phantom of the Opera (2004) รวมถึงร่วมกำกับซีรีส์ House of Cards ของ Netflix อีก 2 ตอนด้วยกัน

I Still Believe หนังรักของคนที่ยังมีความเชื่อ

I Still Believe หนังรักของคนที่ยังมีความเชื่อ

ไม่ใช่ความรักของทุกคนที่ต้องลงเอยด้วยความสุขสมหวังแบบในนิยายโรแมนติกเสมอไป บางครั้งความรักในแต่ละรูปแบบอาจจะมี “เส้นทางความรัก” ที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่คุณค่าที่เกิดขึ้น เบ่งบาน ตลอดระยะเวลาของความสัมพันธ์อาจจะเป็นตัวบ่งชี้ “คุณค่า” ก็เป็นได้

จากเรื่องจริงสู่หนังรักน้ำตาริน

I Still Believe เป็นผลงานจากทีมผู้สร้าง I Can only Imagine สู่เรื่องราวสร้างจากชีวิตจริงศิลปินคริสเตียนร็อคชื่อก้องอย่าง “เจเรมี่ แคมป์” เรื่องราวที่้เกิดขึ้นจริงของเจเรมี่และเมลิสซ่า คู่รักวัยรุ่นที่แต่งงานกันโดยต่างรู้อยู่เต็มอกว่าฝ่ายสาวป่วยเป็นมะเร็งและเหลือเวลาอีกไม่มาก การเดินทางของเส้นทางดนตรีที่ขนานไปกับความรักและความสูญเสียครั้งนี้จะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ แต่ตราบใดที่เขาใช้ศรัทธานำทาง โศกนาฏกรรมนี้จะยังคงมีแสงสว่างรออยู่ที่ปลายอุโมงค์

สองพี่น้องนักทำหนัง สู่ผลงานเรื่องใหม่สุดประทับใจ

สองพี่น้องนักทำหนัง แอนดรูว์ และ จอน เออร์วิน ผู้กำกับจาก I Can Only Imagine และ Moms’ Night Out โดย I Can Only Imagine คือหนังแนวชีวประวัติที่ดัดแปลงมาจากเบื้องหลังซิงเกิ้ลเพลงแนวคริสเตียนที่ขายดีอันดับหนึ่งตลอดกาล ผลงานของวง MercyMe แม้คำวิจารณ์จะไม่สู้ดีนัก แต่หนังกลับไปคว้ารางวัล GMA Dove Awards 2018 ในสาขา Inspirational Film of the Year (หนังสร้างแรงบันดาลใจแห่งปี) นอกจากนี้ยังคว้ารางวัล Most Inspiring Movie ในงาน MovieGuide Awards 2019 อีกต่างหาก ไม่เพียงเท่านั้นหนังทุนต่ำ ต้นทุนในการสร้าง 7 ล้านเหรียญฯ เรื่องนี้ยังสามารถทำเงินเฉพาะในประเทศอเมริกาสูงถึง 83 ล้านเหรียญฯ จนกล่าวได้ว่ามันคือหนังทำกำไรไม่น้อยในปีนั้นทีเดียว จนกลายเป็นหนังนอกระบบสตูดิโอที่ประสบความสำเร็จที่สุดแห่งปี 2018

หลังจาก I Can Only Imagine แอนดรูว์ และ จอน เออร์วิน ได้อ่านเจอเรื่องราวของนักดนตรีอย่างเจเรมี่ แคมป์ และ เอเดรียน ภรรยาสาว ซึ่งทั้งสองมีโอกาสได้รับฟังถึงเรื่องราวความรักของเจรามี่ จนนำไปสู่การเขียนบทเพลงสุดฮิต I Still Believe ที่ถูกปล่อยออกมาในปี 2004

“บอกตามตรงนะ หลังจากผลงานเรื่องที่แล้ว ผมไม่อยากจะทำหนังที่เกี่ยวกับดนตรีต่อทันทีหรอก” แอนดรูว์ เออร์วินกล่าว “แต่พอผมได้สัมภาษณ์เจเรมี่กับภรรยา ผมเลยเปลี่ยนใจ พวกเขาแต่งงานกันมา 15 ปี มีลูกสามคน เอเดรียนนั่งอยู่ข้างสามีเธอตลอดสามชั่วโมงที่เราสัมภาษณ์เขา เราถามเธอว่า “คุณทนฟังสามีเล่าถึงรักแรกของเขา นั่งฟังเขาพูดถึงผู้หญิงคนอื่นตั้งสามชั่วโมงโดยไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ” เธอตอบว่า “เรื่องของเมลิสซ่าเปิดโลกให้ฉัน มุมมองของฉันเปลี่ยนไปตลอดกาล”

 

แค่เชื่อก็เปลี่ยนโลกได้

ความรักนั้นล้วนเป็นสิ่งงดงาม ดังนั้นความรักของเจเรมี่และเมลิสซ่าจึงไม่เคยเป็นเรื่องเก่าและตกยุคแต่อย่างใด มันเป็นสิ่งที่งดงาม มอบความหวัง เปี่ยมกำลังใจ แม้ว่าตัวเมลิสซ่าจะรู้ดีว่าเธออาจจะเหลือเวลาใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ไม่ได้มากมายนัก ความรักที่เหมือนจะเป็นไปไม่ได้กลับเริ่มก่อตัว ทั้งสองมอบหัวใจใหักันและกันโดยหวังว่าซักวันเมลิสซ่าจะดีขึ้น  แม้ว่าที่สุดแล้วเจเรมี่ต้องเสียเมลิสซ่าไปด้วยโรคมะเร็ง แต่สิ่งที่เธอทิ้งไว้ให้เขานั้นมีค่ามากจนต้องแบ่งปันออกมาให้โลกได้รู้

ย้อนกลับไปในสมัยที่เขายังเรียนวิทยาลัย พรหมลิขิตได้นำพาให้เจเรมี่ได้พบกับสาวงามคนหนึ่งกำลังร้องเพลงอยู่บนเวทีคอนเสิร์ต เจเรมี่ไม่สามารถละสายตาจากเมลิสซ่าได้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ผลิบาน แต่กลายเป็นว่าความสัมพันธ์นี้กลายเป็นรักสามเศร้ากับเพื่อนคนที่แนะนำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกัน เมลิสซ่าตัดสินใจยุติความสัมพันธ์นี้ก่อนจะสายเกินไป ทิ้งให้เจเรมี่หัวใจสลายและรู้สึกเหมือนว่าเขาต้องเสียคนที่ฟ้าส่งมาคู่กับเขาไปตลอดกาล

เมื่อเขาได้ข่าวว่าเมลิสซ่าป่วย เจเรมี่ทิ้งทุกอย่างเพื่อไปอยู่เคียงข้างเธอทันที หลังจากที่เขาขอเธอแต่งงานกลางโรงพยาบาล เข้าคอร์สคีโมระหว่างการหมั้น และจัดงานแต่งงานริมหาดทั้งๆ ที่รู้ว่าเมลิสซ่าไม่มีทางหายขาดพวกเขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย แต่เจเรมี่และเมลิสซ่าไม่เคยเสียกำลังใจ เปี่ยมไปด้วยศรัทธาและความหวัง ความรักของเจเรมี่ต่อภรรยาผู้ล่วงลับไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา

ตลอดชีวิตของเธอ เมลิสซ่าไม่เคยเสียกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป “เธอแคร์คนรอบข้างมาก เธออยากให้ทุกคนใช้ชีวิตไปกันไปตามปกติ” แคมป์เล่า “หัวใจเธอช่างงดงาม เธอเคยบอกว่า ‘ถ้าฉันผ่านเรื่องนี้ไปได้ และมันสามารถเปลี่ยนชีวิตคนอื่นแม้แต่คนเดียว มันก็คุ้มกัน’” เมลิสซ่าคงจินตนาการไม่ออกว่ามีกี่ชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาลเพราะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวของเธอ

ท่ามกลางความมืดมิดล้วนแล้วแต่มีแสงสว่างรอคอยเราอยู่เสมอ I Still Believe จึงเป็นหนังที่ผู้ชมที่รอคอย โหยหาความหวัง อยากจะรู้สึกโอบรับพลังงานบวกควรเข้าไปรับชมเรื่องราวสุดประทับใจครั้งนี้ในโรงภาพยนตร์

“เพียร์ซ บรอสแนน” ถูกบอกเทบท James Bond กลางอากาศทางโทรศัพท์จากโปรดิวเซอร์

เป็นอีกหนึ่งนักแสดง James Bond ที่อยู่ในความทรงจำของผู้ชม ซึ่งโตมากับยุค 90s สำหรับ Pierce Brosnan (เพียร์ซ บรอสแนน) ที่แสดงบทนี้ไว้ทั้งหมด 4 ภาค เริ่มตั้งแต่ Goldeneye (1995) จนถึงภาค Die Another Day (2002) ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็น James Bond ที่โชคร้ายไปหน่อยที่แม้ว่าแฟน ๆ จะชื่นชอบแต่ก็ถูกเปลี่ยนตัวนักแสดงเป็น Daniel Craig (แดเนียล เคร็ก) เร็วเกินไป (ได้เล่นแค่ 7 ปี) ซึ่งกับตัว Brosnan เองก็ไม่รู้มาก่อนเช่นกันว่าจะถูกถอดออกจากบท เพราะภาค Die Another Day ที่ประกอบ Halle Berry และ Rosamund Pike ภาคนี้ก็ทำรายได้สูงสุดของแฟรนไชส์ในตอนนั้น

จากคำให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ Some Kind of Hero: The Remarkable Story of the James Bond Films ก็บอกว่า Brosnan เองก็ไม่ทันได้ตั้งตัวที่จะถูกเทจากบทที่ดังที่สุดของเขาเหมือนกัน

“ตอนนั้นผมอยู่ที่บาฮามัส กำลังถ่ายทำหนังเรื่อง After the Sunset (2004) ตัวแทนของผมก็โทรมาบอกว่า การเจรจาหนัง 007 เรื่องใหม่ได้จบลงแล้ว Barbara Broccoli และ Michael Wilson (สองโปรดิวเซอร์) จะโทรหาผม แล้ว Barbara ก็โทรมาร้องไห้ Michael กล่าวคำว่า “พวกเราเสียใจ คุณคือ James Bond ที่ยิ่งใหญ่ เราขอบคุณคุณมาก (แต่เราไม่ต้องการคุณแล้ว)” ผมก็ได้แต่ตอบว่า “ขอบคุณครับและสวัสดี” ซึ่งผมคงตอบออกไปแบบน้ันเพราะทำอะไรไม่ถูก”

อย่างไรก็ตาม ในหนังสือก็ยังให้ข้อมูลไว้ด้วยว่า Brosnan เองก็เรียกค่าตัวที่สูงขึ้นจากภาคก่อน ๆ ซึ่งเป็นไปตามปกติของนักแสดงที่จะต่อรองค่าตัวสูงขึ้นถ้าภาคก่อนหน้าประสบความสำเร็จ แต่ในตอนนั้นเองโปรดิวเซอร์ของแฟรนไชส์นี้ก็กำลังตัดสินใจจะสร้างภาคกึ่งรีบูตของ 007 อยู่แล้ว และสุดท้ายก็ได้ Daniel Craig มาเล่นภาค Casino Royale (2006) แม้ว่าในตอนแรกเขาจะถูกกระแสโจมตีว่า ไม่หล่อมากพอจะมารับบทนี้ (เทียบกับ Bond คนเก่า ๆ และยังเป็น Bond ที่ผมบลอนด์คนแรกอีกต่างหาก) จนถึงปีนี้ที่เขาจะเล่นเป็นภาคสุดท้าย No Time to Die (2020) รวมแล้ว 14 ปี หรืออยู่ในบทนี้นาน 2 เท่าของ Brosnan แม้จำนวนเรื่องจะไม่ต่างกันมากที่ 5 เรื่อง

Brosnan วัย 66 หลังจากไม่ได้รับบท Bond ก็ไม่มีหนังนำเดี่ยวที่ดังเท่ากับ 007 ให้เขาเล่นอีกเลย หนังที่ประสบความสำเร็จที่สุดก็คือหนังเพลงรวมนักแสดงอย่าง Mamma Mia! (2008) ก็เพิ่งให้สัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า เขาอยากกลับมาร่วมงานกับแฟรนไชส์นี้ แม้ว่าจะต้องกลับมารับบทเป็นตัวร้ายก็ยินดี ซึ่งก็คงจะดูแปลก ๆ ดี ถ้าจะมี Bond และอดีต James Bond มารับบทต่อสู้กันเอง

Brosnan กับนางเอกภาค Die Another Day (2002) อย่าง Halle Berry

ก่อนหน้านี้เคยมีแนวคิดของทีมผู้สร้างที่จะใช้ Sean Connery ผู้รับบท James Bond ในตำนานคนแรกมารับบทรับเชิญในภาค Skyfall (2012) เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของหนังชุดนี้ แต่ Connery ที่ขอเกษียณตัวเองจากการแสดงไปตั้งแต่ปี 2003 ทีมผู้สร้างก็เลยพับไอเดียนี้เก็บไป

American Horror Story: COVEN สงครามตบล้างเลือด ดราม่าผิวสีไม่เคยปราณีใคร กระทั่งแม่มด

ถึงแม้ว่าซีรีส์ American Horror Story นั้นจะเริ่มออกฉายซีซั่นแรกไปตั้งแต่ปี 2011 ก็ตาม แต่ด้วยกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ซีรีส์นี้ยังสามารถออกอากาศอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีทางช่องเคเบิ้ล FX

American Horror Story เป็นซีรีส์ประเภทเรื่องราวจะจบสมบูรณ์ภายในซีซั่นของตัวเอง หรือเรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ประเภท Anthology โดยเป็นผลงานการสร้างสรรค์ของไรอัน เมอร์ฟีย์และแบรด ฟัลชัค

สำหรับ American Horror Story ในซีซั่นที่ 3 ยึดธีมหลักของเรื่องราวของตำนานแม่มดซาเล็ม ซึ่งเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อสาวน้อยอย่างโซอี้ เบนสัน (ไทส์ซ่า ฟาร์มิก้า) ต้องตกใจแทบสิ้นสติเพราะหลังจากที่เธอมีเพศสัมพันธ์กับแฟนหนุ่ม แล้วจู่ๆ เขาก็เลือดออกหมดตัวจนตาย ไม่นานนักเธอค้นพบว่านั่นเป็นทั้งคำสาปและพลังวิเศษเฉพาะตัว  หลังจากเหตุการณ์นั้นโซอี้จึงถูกส่งตัวไปยังโรงเรียนฝึกฝนแม่มดที่ตั้งอยู่ในรัฐนิวออร์ลีน ซึ่งจะช่วยให้บรรดาแม่มดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอเมริกาสามารถเข้าใจในพลังที่ตนมี และช่วยกันปกป้องภัยร้ายที่จะมาทำลายเหล่าแม่มด

ณ สถานที่ดังกล่าวโซอี้ได้พบกับ แมดิสัน (เอ็มมา โรเบิร์ต) ดารานักแสดงดาวรุ่งจอมหลงตัวเอง ควินนี่ (กาบัวเรต์ ซิดิบี้) แม่มดผิวสีผู้มีพลังวูดูอันแรงกล้า แนน (เจมี่ บริวเวอร์) แม่มดผู้สามารถอ่านใจคนอื่นได้ ส่วนคอร์ดิเลีย (ซาร่าห์ พอลสัน) คือนายหญิงและผู้ดูแลเหล่าแม่มดวัยทีนกลุ่มนี้ ซึ่งคอร์ดิเลียนั้นเป็นลูกสาวของฟีโอน่า กู๊ด (เจสสิก้า แลงก์) แม่มดผู้ยิ่งใหญ่ (สุพรีม) ที่มีพลังอำนาจเหนือเหล่าแม่มดทั้งปวงในยุคสมัยเดียวกัน แต่ด้วยความที่เธอไม่อยากจะรับผิดชอบในหน้าที่ในการดูแลเหล่าแม่มดที่อายุน้อยกว่า เธอจึงปัดหน้าที่ของตัวเองมาให้คอร์ดิเลียทำแทน

อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์อันแสนยาวนานของแม่มดอเมริกาทำให้ “อดีต” ส่งผลต่อเนื่องมายังยุคปัจจุบัน ย้อนกลับไปใน 1834 ในรัฐนิวออร์ลีน มาดามเดอร์ฟีน มาลอรี (เคธี เบสต์) หนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าคนมากที่สุดในยุคสมัยนั้น ด้วยความเป็นหญิงชนชั้นสูง เธอจึงนิยมซื้อแรงงานทาสผิวดำมาเพื่อใช้แรงงาน และยังชอบนำบางคนมาฆ่าเล่นๆเพื่อนำเลือดมาบำรุงผิวพรรณของตัวเอง!

ขณะที่มารี ลาโว (แองเจลา บาสเซตต์) แม่มดผิวสีเจ้าแห่งเวทมนตร์วูดู ค้นพบว่าแฟนหนุ่มของตัวเองกลายเป็นเหยื่อของมาดามเดอร์ฟีน มารีจึงวางแผนล้างแค้นด้วยการหลอกล่อให้มาดามเดอร์ฟีนดื่มยาพิษที่จะเป็นอมตะได้ตลอดกาลเข้าไป ก่อนที่จะสังหารคนในบ้านของมาดามทั้งหมดและจับเธอขังไว้ในโลงศพและฝังลืมไปตลอดกาล

ตัดกลับมาในยุคสมัยปัจจุบัน บรรดาเหล่าแม่มดวัยรุ่นต้องเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ที่นักกีฬาประจำโรงเรียนเสียชีวิตจากรถคว่ำ (ซึ่งเป็นการใช้พลังพิเศษของแมดิสัน) นำมาซึ่งการสืบสวนของตำรวจถึงความไม่ชอบมาพากลต่างๆ

American Horror Story : Coven มีจุดเด่นประการสำคัญคือเรื่องการพูดถึงเรื่องของการต่อสู้ระหว่างผิวสี สิ่งที่ชัดเจนมากๆคือการเหยียดเชื้อชาติของมาดามเดอร์ฟีนในยุคสมัยปี 1834 ที่คนผิวดำยังมีสถานะเป็นแค่เพียงทาสรับใช้และไม่มีสิทธิไม่มีเสียงอันใดในสังคม จะมีชีวิตหรือจะต้องตายก็ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้ “คำสั่ง” ของคนผิวขาวเท่านั้น

มนต์ดำจึงเปรียบเสมือนเป็น “อาวุธ” ที่คนผิวสีพอที่จะใช้เป็นตัวช่วยให้ตัวเองรอดพ้นจากการทรมาน แต่ท้ายที่สุดแล้วกว่าที่สิทธิด้านมนุษยชนของคนผิวสีจะเริ่มมีที่ยืนในสังคม ก็ใช้เวลานานนับร้อยปี ประกอบกับเหตุการณ์ #Blacklivesmatter ที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้หมดไป

ถึงตลอดซีซั่นจะเป็นการฟาดฟันระหว่างแม่มดสองผิวสี แต่ท่ามกลางศึกเงียบๆ บรรดาแม่มดผิวขาวเองก็ต้องสู้รบปรบมือกับความอิจฉา ริษยาระหว่างเพศหญิงด้วยกันเอง ที่ว่าด้วยอำนาจ หน้าตา ฐานะ ความสามารถ ซึ่งการแข่งขันที่จะผลักดันตัวเองให้กลายเป็นเป็น “สุพรีม” แม่มดสูงสุดคนต่อไปคือความท้าทายของเหล่าแม่มดวัยทีน

อย่างไรก็ตามท่ามกลางสถานการณ์ทั้งหมดยังมีแม่มดสาวมิสตี้เดย์ (ลิลลี่ ราเบ้) จำเลยทางสังคมที่ถูกจับได้ว่าเธอเป็นแม่มดและถูกเผาทั้งเป็น แต่ด้วยพลังพิเศษที่เธอสามารถชุบชีวิตสิ่งต่างๆได้ทำให้เธอสามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง โดยจุดหมายสูงสุดในชีวิตของเธอคือการช่วยเหลือแม่มดและสรรพสิ่งให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งและอยู่ด้วยความสงบสุข แต่ตัวละครนี้ก็ค้นพบว่าความสุขจริงๆนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าตัวเธอเองยังไม่สามารถ “สลัด” อดีตในจิตใจของตัวเองออกไปได้

อรรถรสของการชม American Horror Story: Coven คือการที่เราได้ดูบรรดานักแสดงดาวรุ่งฝ่ายหญิง (แม่มดวัยทีน) และดาราหญิงรุ่นใหญ่มากฝีมือมาฟาดฟันการแสดง ชนิดเต็มไปด้วยฉากปะทะคารมที่จอทีวีต้องลุกเป็นไฟ คือหนึ่งในความสนุกของซีซั่นนี้ ยังไม่รวมไปถึงเหตุการณ์ในแต่ละตอนที่เข้มข้นชวนให้ติดตามต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตอนต่อไป แม้จะเป็นซีรีส์ที่ออกฉายไปตั้งแต่ปี 2013 ก็ตาม แต่การหยิบเอามาดูในช่วงเวลานี้ ก็เรียกได้ว่ายังคงร่วมสมัย สอดรับกับเหตุการณ์ปัจจุบัน และไม่ “เก่า” ไปเลย