ตัวอย่างแรก Greenland หนังอุกกาบาตถล่มโลกของ Gerard Butler และผู้กำกับ Angel Has Fallen

นักแสดงสายบู๊อย่าง Gerard Butler ดูจะติดใจการทำงานร่วมกับผู้กำกับ Ric Roman Waugh จาก Angel Has Fallen (2019) หนังเรื่องที่ 3 ของไตรภาคช่วยชีวิตประธานาธิบดีเมื่อปีก่อน จึงได้หวนกลับมาร่วมงานในหนังเรื่องใหม่ในบรรยากาศโลกแตกอย่าง Greenland ที่ปล่อยตัวอย่างแรกอย่างเป็นทางการออกมาแล้ว พร้อมฉายในสหรัฐฯ 14 สิงหาคมนี้ สำหรับแฟน ๆ ที่ชอบ Deep Impact (1998) และ Armageddon (1999) ก็น่าจะชอบหนังเรื่องนี้ที่มีส่วนผสมของสองเรื่องที่ว่าอยู่มากทีเดียว

หนังเล่าเรื่องของครอบครัวหนึ่งที่ต้องเอาตัวรอดจากเหตุการณ์หายนะโลกแตกจากเหตุอุกกาบาตที่ดูจากในตัวอย่างก็จะเห็นว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน พวกเขาต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อเดินทางไปยังหลุมหลบภัยที่ดินแดน Greenland แต่แน่นอนว่าจะไปถึงย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากจะต้องฝ่าภัยพิบัติแล้ว มนุษย์ที่แย่งกันเอาตัวรอดก็อาจจะทำให้พวกเขาตายก่อนจะไปถึงที่นั่น เดิมทีหนังเป็นโพรเจกต์ที่นักแสดงหนุ่ม Chris Evans จะนำแสดงในงานกำกับของ Neill Blomkamp จาก District 9 (2009) และ Elysium (2013) แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ถอนตัวไป

Gerard Butler และ Morena Baccarin จาก Deadpool ทั้งสองภาค ใน Greenland (2020)
โลกใกล้จะแตกอีกครั้งในหนังเรื่องใหม่ Greenland (2020)

Greenland ยังสมทบด้วย Morena Baccarin จาก Deadpool ทั้งสองภาค (2016-2018) เธอยังเคยมีบทเด่นในซีรีส์ HomelandGotham และ The Flash, Scott Glenn จาก The Silence of the Lambs (1991) และ The Bourne Ultimatum (2007) และ David Denman จาก Brigtburn (2019) เขียนบทโดย Chris Spariling จาก Buried (2010) และ The Sea of Trees (2015)

Extra Large Movie Poster Image for Greenland

ด้วยอาลัย “โจเอล ชูมัคเกอร์” ผู้กำกับ Batman Forever เสียชีวิตในวัย 80 ปี

วงการภาพยนตร์โลกสูญเสียตำนานมากความสามารถอีกราย “โจเอล ชูมัคเกอร์” ผู้กำกับหนังระดับพระกาฬเสียชีวิตด้วยวัย 80 ปี หลังต่อสู้กับโรคมะเร็งมาอย่างยาวนาน

ผลงานอันโดดเด่นของนักทำหนังชาวอเมริกันรายนี้มีมากมาย เพราะ โจเอล ชูมัคเกอร์ คร่ำหวอดอยู่ในวงการการกำกับหนังยาวนานกว่า 40 ปี ที่คุ้นตากันเป็นอย่างดีก็คงหนีไม่พ้น Batman Forever (1995) และ Batman & Robin (1997)

ใช่แต่จะเป็นที่รู้จักในนามผู้กำกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ โจเอล ชูมัคเกอร์ ยังอยู่เบื้องหลังภาพยนตร์หลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น The Lost Boys (1987) หนังแวมไพร์วัยรุ่น, Dying Young (1991) ภาพยนตร์สุดซึ้งที่มี จูเลีย โรเบิร์ตส์ แสดงดำ, Falling Down (1993) หนังเสียดสีสุดมืดหม่นกับการแสดงอันน่าจดจำของ ไมเคิล ดักลาส ที่มีชื่อเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำของเทศกาลหนังเมืองคานส์ด้วย หรือแม้แต่ St. Elmo’s Fire (1985) หนัง coming of age ที่มีรายชื่อของ เดมี มัวร์ ร่วมแสดง

โจเอล ชูมัคเกอร์ (ซ้าย) และ ไมเคิล ดักลาส จาก Falling Down

หลังผ่านพ้นปี 2000 เป็นต้นมา โจเอล ชูมัคเกอร์ หยิบจับหนังที่สเกลเล็กลง แต่หลายเรื่องก็ยังเป็นที่พูดถึง อาทิ Tigerland (2000), Phone Booth (2002), The Phantom of the Opera (2004) รวมถึงร่วมกำกับซีรีส์ House of Cards ของ Netflix อีก 2 ตอนด้วยกัน

I Still Believe หนังรักของคนที่ยังมีความเชื่อ

I Still Believe หนังรักของคนที่ยังมีความเชื่อ

ไม่ใช่ความรักของทุกคนที่ต้องลงเอยด้วยความสุขสมหวังแบบในนิยายโรแมนติกเสมอไป บางครั้งความรักในแต่ละรูปแบบอาจจะมี “เส้นทางความรัก” ที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่คุณค่าที่เกิดขึ้น เบ่งบาน ตลอดระยะเวลาของความสัมพันธ์อาจจะเป็นตัวบ่งชี้ “คุณค่า” ก็เป็นได้

จากเรื่องจริงสู่หนังรักน้ำตาริน

I Still Believe เป็นผลงานจากทีมผู้สร้าง I Can only Imagine สู่เรื่องราวสร้างจากชีวิตจริงศิลปินคริสเตียนร็อคชื่อก้องอย่าง “เจเรมี่ แคมป์” เรื่องราวที่้เกิดขึ้นจริงของเจเรมี่และเมลิสซ่า คู่รักวัยรุ่นที่แต่งงานกันโดยต่างรู้อยู่เต็มอกว่าฝ่ายสาวป่วยเป็นมะเร็งและเหลือเวลาอีกไม่มาก การเดินทางของเส้นทางดนตรีที่ขนานไปกับความรักและความสูญเสียครั้งนี้จะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ แต่ตราบใดที่เขาใช้ศรัทธานำทาง โศกนาฏกรรมนี้จะยังคงมีแสงสว่างรออยู่ที่ปลายอุโมงค์

สองพี่น้องนักทำหนัง สู่ผลงานเรื่องใหม่สุดประทับใจ

สองพี่น้องนักทำหนัง แอนดรูว์ และ จอน เออร์วิน ผู้กำกับจาก I Can Only Imagine และ Moms’ Night Out โดย I Can Only Imagine คือหนังแนวชีวประวัติที่ดัดแปลงมาจากเบื้องหลังซิงเกิ้ลเพลงแนวคริสเตียนที่ขายดีอันดับหนึ่งตลอดกาล ผลงานของวง MercyMe แม้คำวิจารณ์จะไม่สู้ดีนัก แต่หนังกลับไปคว้ารางวัล GMA Dove Awards 2018 ในสาขา Inspirational Film of the Year (หนังสร้างแรงบันดาลใจแห่งปี) นอกจากนี้ยังคว้ารางวัล Most Inspiring Movie ในงาน MovieGuide Awards 2019 อีกต่างหาก ไม่เพียงเท่านั้นหนังทุนต่ำ ต้นทุนในการสร้าง 7 ล้านเหรียญฯ เรื่องนี้ยังสามารถทำเงินเฉพาะในประเทศอเมริกาสูงถึง 83 ล้านเหรียญฯ จนกล่าวได้ว่ามันคือหนังทำกำไรไม่น้อยในปีนั้นทีเดียว จนกลายเป็นหนังนอกระบบสตูดิโอที่ประสบความสำเร็จที่สุดแห่งปี 2018

หลังจาก I Can Only Imagine แอนดรูว์ และ จอน เออร์วิน ได้อ่านเจอเรื่องราวของนักดนตรีอย่างเจเรมี่ แคมป์ และ เอเดรียน ภรรยาสาว ซึ่งทั้งสองมีโอกาสได้รับฟังถึงเรื่องราวความรักของเจรามี่ จนนำไปสู่การเขียนบทเพลงสุดฮิต I Still Believe ที่ถูกปล่อยออกมาในปี 2004

“บอกตามตรงนะ หลังจากผลงานเรื่องที่แล้ว ผมไม่อยากจะทำหนังที่เกี่ยวกับดนตรีต่อทันทีหรอก” แอนดรูว์ เออร์วินกล่าว “แต่พอผมได้สัมภาษณ์เจเรมี่กับภรรยา ผมเลยเปลี่ยนใจ พวกเขาแต่งงานกันมา 15 ปี มีลูกสามคน เอเดรียนนั่งอยู่ข้างสามีเธอตลอดสามชั่วโมงที่เราสัมภาษณ์เขา เราถามเธอว่า “คุณทนฟังสามีเล่าถึงรักแรกของเขา นั่งฟังเขาพูดถึงผู้หญิงคนอื่นตั้งสามชั่วโมงโดยไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ” เธอตอบว่า “เรื่องของเมลิสซ่าเปิดโลกให้ฉัน มุมมองของฉันเปลี่ยนไปตลอดกาล”

 

แค่เชื่อก็เปลี่ยนโลกได้

ความรักนั้นล้วนเป็นสิ่งงดงาม ดังนั้นความรักของเจเรมี่และเมลิสซ่าจึงไม่เคยเป็นเรื่องเก่าและตกยุคแต่อย่างใด มันเป็นสิ่งที่งดงาม มอบความหวัง เปี่ยมกำลังใจ แม้ว่าตัวเมลิสซ่าจะรู้ดีว่าเธออาจจะเหลือเวลาใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ไม่ได้มากมายนัก ความรักที่เหมือนจะเป็นไปไม่ได้กลับเริ่มก่อตัว ทั้งสองมอบหัวใจใหักันและกันโดยหวังว่าซักวันเมลิสซ่าจะดีขึ้น  แม้ว่าที่สุดแล้วเจเรมี่ต้องเสียเมลิสซ่าไปด้วยโรคมะเร็ง แต่สิ่งที่เธอทิ้งไว้ให้เขานั้นมีค่ามากจนต้องแบ่งปันออกมาให้โลกได้รู้

ย้อนกลับไปในสมัยที่เขายังเรียนวิทยาลัย พรหมลิขิตได้นำพาให้เจเรมี่ได้พบกับสาวงามคนหนึ่งกำลังร้องเพลงอยู่บนเวทีคอนเสิร์ต เจเรมี่ไม่สามารถละสายตาจากเมลิสซ่าได้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ผลิบาน แต่กลายเป็นว่าความสัมพันธ์นี้กลายเป็นรักสามเศร้ากับเพื่อนคนที่แนะนำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกัน เมลิสซ่าตัดสินใจยุติความสัมพันธ์นี้ก่อนจะสายเกินไป ทิ้งให้เจเรมี่หัวใจสลายและรู้สึกเหมือนว่าเขาต้องเสียคนที่ฟ้าส่งมาคู่กับเขาไปตลอดกาล

เมื่อเขาได้ข่าวว่าเมลิสซ่าป่วย เจเรมี่ทิ้งทุกอย่างเพื่อไปอยู่เคียงข้างเธอทันที หลังจากที่เขาขอเธอแต่งงานกลางโรงพยาบาล เข้าคอร์สคีโมระหว่างการหมั้น และจัดงานแต่งงานริมหาดทั้งๆ ที่รู้ว่าเมลิสซ่าไม่มีทางหายขาดพวกเขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย แต่เจเรมี่และเมลิสซ่าไม่เคยเสียกำลังใจ เปี่ยมไปด้วยศรัทธาและความหวัง ความรักของเจเรมี่ต่อภรรยาผู้ล่วงลับไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา

ตลอดชีวิตของเธอ เมลิสซ่าไม่เคยเสียกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป “เธอแคร์คนรอบข้างมาก เธออยากให้ทุกคนใช้ชีวิตไปกันไปตามปกติ” แคมป์เล่า “หัวใจเธอช่างงดงาม เธอเคยบอกว่า ‘ถ้าฉันผ่านเรื่องนี้ไปได้ และมันสามารถเปลี่ยนชีวิตคนอื่นแม้แต่คนเดียว มันก็คุ้มกัน’” เมลิสซ่าคงจินตนาการไม่ออกว่ามีกี่ชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาลเพราะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวของเธอ

ท่ามกลางความมืดมิดล้วนแล้วแต่มีแสงสว่างรอคอยเราอยู่เสมอ I Still Believe จึงเป็นหนังที่ผู้ชมที่รอคอย โหยหาความหวัง อยากจะรู้สึกโอบรับพลังงานบวกควรเข้าไปรับชมเรื่องราวสุดประทับใจครั้งนี้ในโรงภาพยนตร์

“เพียร์ซ บรอสแนน” ถูกบอกเทบท James Bond กลางอากาศทางโทรศัพท์จากโปรดิวเซอร์

เป็นอีกหนึ่งนักแสดง James Bond ที่อยู่ในความทรงจำของผู้ชม ซึ่งโตมากับยุค 90s สำหรับ Pierce Brosnan (เพียร์ซ บรอสแนน) ที่แสดงบทนี้ไว้ทั้งหมด 4 ภาค เริ่มตั้งแต่ Goldeneye (1995) จนถึงภาค Die Another Day (2002) ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็น James Bond ที่โชคร้ายไปหน่อยที่แม้ว่าแฟน ๆ จะชื่นชอบแต่ก็ถูกเปลี่ยนตัวนักแสดงเป็น Daniel Craig (แดเนียล เคร็ก) เร็วเกินไป (ได้เล่นแค่ 7 ปี) ซึ่งกับตัว Brosnan เองก็ไม่รู้มาก่อนเช่นกันว่าจะถูกถอดออกจากบท เพราะภาค Die Another Day ที่ประกอบ Halle Berry และ Rosamund Pike ภาคนี้ก็ทำรายได้สูงสุดของแฟรนไชส์ในตอนนั้น

จากคำให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ Some Kind of Hero: The Remarkable Story of the James Bond Films ก็บอกว่า Brosnan เองก็ไม่ทันได้ตั้งตัวที่จะถูกเทจากบทที่ดังที่สุดของเขาเหมือนกัน

“ตอนนั้นผมอยู่ที่บาฮามัส กำลังถ่ายทำหนังเรื่อง After the Sunset (2004) ตัวแทนของผมก็โทรมาบอกว่า การเจรจาหนัง 007 เรื่องใหม่ได้จบลงแล้ว Barbara Broccoli และ Michael Wilson (สองโปรดิวเซอร์) จะโทรหาผม แล้ว Barbara ก็โทรมาร้องไห้ Michael กล่าวคำว่า “พวกเราเสียใจ คุณคือ James Bond ที่ยิ่งใหญ่ เราขอบคุณคุณมาก (แต่เราไม่ต้องการคุณแล้ว)” ผมก็ได้แต่ตอบว่า “ขอบคุณครับและสวัสดี” ซึ่งผมคงตอบออกไปแบบน้ันเพราะทำอะไรไม่ถูก”

อย่างไรก็ตาม ในหนังสือก็ยังให้ข้อมูลไว้ด้วยว่า Brosnan เองก็เรียกค่าตัวที่สูงขึ้นจากภาคก่อน ๆ ซึ่งเป็นไปตามปกติของนักแสดงที่จะต่อรองค่าตัวสูงขึ้นถ้าภาคก่อนหน้าประสบความสำเร็จ แต่ในตอนนั้นเองโปรดิวเซอร์ของแฟรนไชส์นี้ก็กำลังตัดสินใจจะสร้างภาคกึ่งรีบูตของ 007 อยู่แล้ว และสุดท้ายก็ได้ Daniel Craig มาเล่นภาค Casino Royale (2006) แม้ว่าในตอนแรกเขาจะถูกกระแสโจมตีว่า ไม่หล่อมากพอจะมารับบทนี้ (เทียบกับ Bond คนเก่า ๆ และยังเป็น Bond ที่ผมบลอนด์คนแรกอีกต่างหาก) จนถึงปีนี้ที่เขาจะเล่นเป็นภาคสุดท้าย No Time to Die (2020) รวมแล้ว 14 ปี หรืออยู่ในบทนี้นาน 2 เท่าของ Brosnan แม้จำนวนเรื่องจะไม่ต่างกันมากที่ 5 เรื่อง

Brosnan วัย 66 หลังจากไม่ได้รับบท Bond ก็ไม่มีหนังนำเดี่ยวที่ดังเท่ากับ 007 ให้เขาเล่นอีกเลย หนังที่ประสบความสำเร็จที่สุดก็คือหนังเพลงรวมนักแสดงอย่าง Mamma Mia! (2008) ก็เพิ่งให้สัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า เขาอยากกลับมาร่วมงานกับแฟรนไชส์นี้ แม้ว่าจะต้องกลับมารับบทเป็นตัวร้ายก็ยินดี ซึ่งก็คงจะดูแปลก ๆ ดี ถ้าจะมี Bond และอดีต James Bond มารับบทต่อสู้กันเอง

Brosnan กับนางเอกภาค Die Another Day (2002) อย่าง Halle Berry

ก่อนหน้านี้เคยมีแนวคิดของทีมผู้สร้างที่จะใช้ Sean Connery ผู้รับบท James Bond ในตำนานคนแรกมารับบทรับเชิญในภาค Skyfall (2012) เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของหนังชุดนี้ แต่ Connery ที่ขอเกษียณตัวเองจากการแสดงไปตั้งแต่ปี 2003 ทีมผู้สร้างก็เลยพับไอเดียนี้เก็บไป

American Horror Story: COVEN สงครามตบล้างเลือด ดราม่าผิวสีไม่เคยปราณีใคร กระทั่งแม่มด

ถึงแม้ว่าซีรีส์ American Horror Story นั้นจะเริ่มออกฉายซีซั่นแรกไปตั้งแต่ปี 2011 ก็ตาม แต่ด้วยกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ซีรีส์นี้ยังสามารถออกอากาศอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีทางช่องเคเบิ้ล FX

American Horror Story เป็นซีรีส์ประเภทเรื่องราวจะจบสมบูรณ์ภายในซีซั่นของตัวเอง หรือเรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ประเภท Anthology โดยเป็นผลงานการสร้างสรรค์ของไรอัน เมอร์ฟีย์และแบรด ฟัลชัค

สำหรับ American Horror Story ในซีซั่นที่ 3 ยึดธีมหลักของเรื่องราวของตำนานแม่มดซาเล็ม ซึ่งเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อสาวน้อยอย่างโซอี้ เบนสัน (ไทส์ซ่า ฟาร์มิก้า) ต้องตกใจแทบสิ้นสติเพราะหลังจากที่เธอมีเพศสัมพันธ์กับแฟนหนุ่ม แล้วจู่ๆ เขาก็เลือดออกหมดตัวจนตาย ไม่นานนักเธอค้นพบว่านั่นเป็นทั้งคำสาปและพลังวิเศษเฉพาะตัว  หลังจากเหตุการณ์นั้นโซอี้จึงถูกส่งตัวไปยังโรงเรียนฝึกฝนแม่มดที่ตั้งอยู่ในรัฐนิวออร์ลีน ซึ่งจะช่วยให้บรรดาแม่มดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอเมริกาสามารถเข้าใจในพลังที่ตนมี และช่วยกันปกป้องภัยร้ายที่จะมาทำลายเหล่าแม่มด

ณ สถานที่ดังกล่าวโซอี้ได้พบกับ แมดิสัน (เอ็มมา โรเบิร์ต) ดารานักแสดงดาวรุ่งจอมหลงตัวเอง ควินนี่ (กาบัวเรต์ ซิดิบี้) แม่มดผิวสีผู้มีพลังวูดูอันแรงกล้า แนน (เจมี่ บริวเวอร์) แม่มดผู้สามารถอ่านใจคนอื่นได้ ส่วนคอร์ดิเลีย (ซาร่าห์ พอลสัน) คือนายหญิงและผู้ดูแลเหล่าแม่มดวัยทีนกลุ่มนี้ ซึ่งคอร์ดิเลียนั้นเป็นลูกสาวของฟีโอน่า กู๊ด (เจสสิก้า แลงก์) แม่มดผู้ยิ่งใหญ่ (สุพรีม) ที่มีพลังอำนาจเหนือเหล่าแม่มดทั้งปวงในยุคสมัยเดียวกัน แต่ด้วยความที่เธอไม่อยากจะรับผิดชอบในหน้าที่ในการดูแลเหล่าแม่มดที่อายุน้อยกว่า เธอจึงปัดหน้าที่ของตัวเองมาให้คอร์ดิเลียทำแทน

อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์อันแสนยาวนานของแม่มดอเมริกาทำให้ “อดีต” ส่งผลต่อเนื่องมายังยุคปัจจุบัน ย้อนกลับไปใน 1834 ในรัฐนิวออร์ลีน มาดามเดอร์ฟีน มาลอรี (เคธี เบสต์) หนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าคนมากที่สุดในยุคสมัยนั้น ด้วยความเป็นหญิงชนชั้นสูง เธอจึงนิยมซื้อแรงงานทาสผิวดำมาเพื่อใช้แรงงาน และยังชอบนำบางคนมาฆ่าเล่นๆเพื่อนำเลือดมาบำรุงผิวพรรณของตัวเอง!

ขณะที่มารี ลาโว (แองเจลา บาสเซตต์) แม่มดผิวสีเจ้าแห่งเวทมนตร์วูดู ค้นพบว่าแฟนหนุ่มของตัวเองกลายเป็นเหยื่อของมาดามเดอร์ฟีน มารีจึงวางแผนล้างแค้นด้วยการหลอกล่อให้มาดามเดอร์ฟีนดื่มยาพิษที่จะเป็นอมตะได้ตลอดกาลเข้าไป ก่อนที่จะสังหารคนในบ้านของมาดามทั้งหมดและจับเธอขังไว้ในโลงศพและฝังลืมไปตลอดกาล

ตัดกลับมาในยุคสมัยปัจจุบัน บรรดาเหล่าแม่มดวัยรุ่นต้องเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ที่นักกีฬาประจำโรงเรียนเสียชีวิตจากรถคว่ำ (ซึ่งเป็นการใช้พลังพิเศษของแมดิสัน) นำมาซึ่งการสืบสวนของตำรวจถึงความไม่ชอบมาพากลต่างๆ

American Horror Story : Coven มีจุดเด่นประการสำคัญคือเรื่องการพูดถึงเรื่องของการต่อสู้ระหว่างผิวสี สิ่งที่ชัดเจนมากๆคือการเหยียดเชื้อชาติของมาดามเดอร์ฟีนในยุคสมัยปี 1834 ที่คนผิวดำยังมีสถานะเป็นแค่เพียงทาสรับใช้และไม่มีสิทธิไม่มีเสียงอันใดในสังคม จะมีชีวิตหรือจะต้องตายก็ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้ “คำสั่ง” ของคนผิวขาวเท่านั้น

มนต์ดำจึงเปรียบเสมือนเป็น “อาวุธ” ที่คนผิวสีพอที่จะใช้เป็นตัวช่วยให้ตัวเองรอดพ้นจากการทรมาน แต่ท้ายที่สุดแล้วกว่าที่สิทธิด้านมนุษยชนของคนผิวสีจะเริ่มมีที่ยืนในสังคม ก็ใช้เวลานานนับร้อยปี ประกอบกับเหตุการณ์ #Blacklivesmatter ที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้หมดไป

ถึงตลอดซีซั่นจะเป็นการฟาดฟันระหว่างแม่มดสองผิวสี แต่ท่ามกลางศึกเงียบๆ บรรดาแม่มดผิวขาวเองก็ต้องสู้รบปรบมือกับความอิจฉา ริษยาระหว่างเพศหญิงด้วยกันเอง ที่ว่าด้วยอำนาจ หน้าตา ฐานะ ความสามารถ ซึ่งการแข่งขันที่จะผลักดันตัวเองให้กลายเป็นเป็น “สุพรีม” แม่มดสูงสุดคนต่อไปคือความท้าทายของเหล่าแม่มดวัยทีน

อย่างไรก็ตามท่ามกลางสถานการณ์ทั้งหมดยังมีแม่มดสาวมิสตี้เดย์ (ลิลลี่ ราเบ้) จำเลยทางสังคมที่ถูกจับได้ว่าเธอเป็นแม่มดและถูกเผาทั้งเป็น แต่ด้วยพลังพิเศษที่เธอสามารถชุบชีวิตสิ่งต่างๆได้ทำให้เธอสามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง โดยจุดหมายสูงสุดในชีวิตของเธอคือการช่วยเหลือแม่มดและสรรพสิ่งให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งและอยู่ด้วยความสงบสุข แต่ตัวละครนี้ก็ค้นพบว่าความสุขจริงๆนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าตัวเธอเองยังไม่สามารถ “สลัด” อดีตในจิตใจของตัวเองออกไปได้

อรรถรสของการชม American Horror Story: Coven คือการที่เราได้ดูบรรดานักแสดงดาวรุ่งฝ่ายหญิง (แม่มดวัยทีน) และดาราหญิงรุ่นใหญ่มากฝีมือมาฟาดฟันการแสดง ชนิดเต็มไปด้วยฉากปะทะคารมที่จอทีวีต้องลุกเป็นไฟ คือหนึ่งในความสนุกของซีซั่นนี้ ยังไม่รวมไปถึงเหตุการณ์ในแต่ละตอนที่เข้มข้นชวนให้ติดตามต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตอนต่อไป แม้จะเป็นซีรีส์ที่ออกฉายไปตั้งแต่ปี 2013 ก็ตาม แต่การหยิบเอามาดูในช่วงเวลานี้ ก็เรียกได้ว่ายังคงร่วมสมัย สอดรับกับเหตุการณ์ปัจจุบัน และไม่ “เก่า” ไปเลย

เราจะได้ดู Wanted 2 ภาค 2 ในรูปแบบ Screenlife technology

Wanted ออกฉายเมื่อปี 2008 เป็นหนังแอ็คชั่นที่เต็มไปด้วยไอเดียแปลกใหมม่จากผู้กำกับ ทิมเมอร์ เบกแมมบีทอฟ ที่โด่งดังมาจากรัสเซีย หนังได้แองเจลีนา โจลี มารับบทนำประกับกับ เจมส์ แม็กเอวอย แล้วยังมี มอร์แกน ฟรีแมน รับบทสมทบอีกด้วย หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงตอนที่ออกฉาย กวาดรายได้ไปมากถึง 342 ล้านเหรียญ ตั้งแต่วันนั้นทางยูนิเวอร์แซล ก็พูดถึงโปรเจกต์ภาคต่อมาโดยตลอด แต่กลับใช้เวลากว่าทศวรรษ เราถึงจะได้เห็น Wanted 2 เริ่มมีเค้าโครงความเป็นไปได้มากขึ้นในวันนี้

ผู้กำกับ ทิเมอร์ เบกแมมบีทอฟ ตอนที่กำกับ แองเจลีนา โจลี ใน Wante (2008)

 

ทิเมอร์ เบกแมมบีทอฟ เข้าพูดคุยความคืบหน้าของโปรเจกต์กับยูนิเวอร์แซลแล้ว Wanted 2 จะมาในมุมมองแบบใหม่ ซึ่งอาจจะทำให้แฟน ๆ ที่ประทับใจภาคแรกอาจจะต้องบอกว่าเสียดาย ที่เราจะไม่ได้เห็นภาพลูกกระสุนที่วิ่งออกจากปากกระบอกปืนแล้วหมุนติ้ว ๆ แบบใกล้ชิดอีกแล้วในภาค 2 เพราะว่าผู้กำกับทิเมอร์ กำลังลุ่มหลงกับวิธีการเล่าเรื่องแบบ Screenlife technology เจอศัพท์คำนี้เข้าไป หลายคนต้องงงแน่นอน แต่ถ้าใครเคยดูหนังอย่าง Unfriended และ Searching น่าจะร้องอ๋อ เพราะ Screenlife technology ก็คือหนังที่เล่าเรื่องผ่านหน้าจออุปกรณ์โซเชียลมีเดียต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสมาร์ตโฟน, หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือเว็บแคม

ซึ่งวาทศิลป์ของ ทิเมอร์ ทำงานได้ดี ทางยูนิเวอร์แซลเห็นพ้องกับไอเดียสร้างหนังด้วย Screenlife technology ตามที่ทิเมอร์เสนอ ตอนนี้ทิเมอร์เซ็นสัญญากับยูนิเวอร์แซลไปแล้ว ว่าจะต้องสร้างหนังด้วยเทคโนโลยี Screenlife technology ให้กับยูนิเวอร์แซลถึง 5 เรื่อง ตอนนี้มาอ่านถ้อยคำของ ทิเมอร์ เบกแมมบีทอฟ กัน

“ผมอาจจะเล่าเรื่องราวภาคต่อของ Wanted ในรูปแบบ Screenlife เพราะว่าผมนึกภาพนักฆ่าในโลกวันนี้ที่ยังต้องถือปืนวิ่งไปวิ่งมาไม่ออกแล้ว เพราะอะไรน่ะเหรอ นักฆ่าในโลกปัจจุบันนี้จะใช้โดรน ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ผมว่าคนดูอาจจะไม่อยากเห็นลูกกระสุนวิ่งอีกต่อไปแล้วละมั้ง พวกคุณต้องดูไอเดียที่ฉีกออกไปแล้ว”

ทิเมอร์ ยังเล่าต่ออีกว่าถ้าเขาเสนอไอเดียสร้างหนังที่เล่าเรื่องด้วย Screenlife technology เมื่อปีที่แล้ว ทั้งยูนิเวอร์แซล หรือค่ายหนังไหนก็คงไม่สน แต่เมื่อสถานการณ์ไวรัสแพร่ระบาด แล้วผู้คนต้องดำเนินชีวิตด้วยวิธี Social Distancing กัน ทำให้ไอเดียเรื่อง Screenlife technology กลับดูน่าสนและเป็นไปได้มากขึ้น เพราะขั้นตอนการสร้างมันสะดวกกว่าเดิมมาก สามารถถ่ายทำได้โดยที่ทีมงานกับนักแสดงไม่ต้องอยู่ด้วยกัน

Unfriended หนังที่นำเสนอด้วยเทคโนโลยี Screenlife

 

บวกกับหนัง Unfriended และ Searching ทั้ง 2 เรื่องนี้ที่นำเสนอด้วยเทคโนโลยี Screenlife ก็ล้วนทำรายได้เป็นที่น่าพอใจ Unfriend เป็นหนังของยูนิเวอร์แซล ใช้ทุนสร้างไปแค่ 1 ล้านเหรียญ แต่ทำเงินไปมากถึง 62 ล้านเหรียญ, ส่วน Searching นั้นเป็นหนังของ Sony ใช้ทุนสร้างไปแค่ 880,000 เหรียญ แต่ทำเงินไปมากถึง 75 ล้านเหรียญ นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ยูนิเวอร์แซลเห็นพ้องตามไอเดียการนำเสนอของทิเมอร์ถึงขั้นเซ็นสัญญากับเขาทีเดียวถึง 5 เรื่อง

“นับถอยหลังไปก่อนหน้านี้ 2 เดือน ไอเดียผมนี่เข้าใจยากมาก ไม่มีใครเข้าใจความหมายของ Screenlife ที่ผมพยายามจะสื่อ แต่พอเข้าช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานี่ที่เราต้องอยู่แบบแยกห่างกัน พวกเราต้องมาเรียนรู้กันใช้ชีวิตในโลกดิจิทัล ส่วนตัวผมกับยูนิเวอร์แซลสตูดิโอนั้น เรามีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมายาวนาน เพราะผมเคยสร้างหนัง Wanted กับเขา เราทำหนังในรัสเซียด้วยกันเรื่อง Black Lightning เป็นหนังซูเปอร์ฮีโรในแบบรัสเซีย”

“แล้วจากนั้นก็มาทำ Unfriended ด้วยกันเป็นเรื่องถัดมา ดอนนา แลงลีย์ เป็นผู้บริหารสตูดิโอคนแรกที่เห็นชอบกับไอเดีย Screenlife ของผม เธอบอกว่า ‘โอเค งั้นเรามาลองเสี่ยงกัน ลองสร้างด้วยกันดู เราจะลองเอาจอคอมพิวเตอร์มาขึ้นจอหนังกัน’ แล้วในที่สุดมันก็ประสบความสำเร็จ โชคดีที่ผมได้ดอนนา และ เจสัน บลัม คอยสนับสนุนผม แล้วตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้ว ที่พวกเขาจะต้องมาสนับสนุนผมในหนังที่ผมจะนำเสนอในรูปแบบของผมเองบ้าง”

ตอนนี้ยังไม่มีสักเรื่องในโปรเจกต์ 5 เรื่องของทิเมอร์ที่มีการประกาศสร้างอย่างเป็นทางการ

รู้หรือไม่? ตอนจบอีกแบบของ Fast & Furious 7 ก่อนการตายของ Paul Walker เป็นแบบไหน

Fast & Furious ภาค 7 หรือที่ใช้ชื่อในการฉายที่สหรัฐฯ ว่า Furious 7 เข้าฉายในปี 2015 และกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของแฟรนไชส์ Fast Saga ทำรายได้รวมทั่วโลกไปกว่า 1,500 ล้านเหรียญฯ แต่อย่างที่แฟนหนังทั่วโลกทราบกัน ระหว่างการถ่ายทำทุกคนต้องสูญเสียนักแสดงนำอย่าง Paul Walker ไปอย่างไม่มีวันกลับด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ 30 พฤศจิกายน 2013 ซึ่งกระทบกับการถ่ายทำหนังทันที เพราะเพิ่งถ่ายฉากที่มี Paul ไปแค่ 50%

นั่นก็ทำให้หนังต้องเลื่อนฉายจากกำหนดเดิมในปี 2014 ไปอีก 1 ปี เพื่อให้น้องชายแท้ ๆ ทั้งสองคนของ Walker อย่าง Cody และ Caleb มาแสดงแทนและทีมงานใช้ CGI สวมหน้าของ Paul ทับเข้าไป รวมกับฉากเก่า ๆ จากภาคก่อนที่ใช้เทคนิคตัดต่อเข้าช่วย หนังยังมีฉากจบของหนังที่น่าจดจำที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ อย่างที่ Vin Diesel นักแสดงนำอีกคนบอกไว้ว่า “มีไม่กี่ครั้งหรอกที่แฟนหนังผู้ชายทั่วโลกจะมาร่วมหลังน้ำตาในหนังเรื่องเดียวกัน” แต่แฟน ๆ หนังก็ย่อมสงสัยว่า แล้วตอนจบในฉบับดั้งเดิมก่อนหน้านี้เป็นอย่างไรล่ะ?

Chris Morgan ผู้เขียนบทหนังแฟรนไชส์ Fast Saga มาทุกภาคตั้งแต่ภาค 3 ได้ออกมาเปิดเผยว่า ฉากตอนจบของภาคนี้ก็ยังคงจะเกี่ยวข้องกับตัวละคร “โดมินิค ทอร์เร็ตโต” และ “ไบรอัน โอคอนเนอร์” แต่จะไม่ได้เป็นฉากเศร้าอย่างที่เห็น เพราะหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในภาค 7 นี้กับการจัดการ “ก็อดส์ อาย” โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต้นเหตุความวุ่นวายของภาคนี้ที่จะตรวจจับผู้คนต่าง ๆ บนโลกเพื่อทำลายได้อย่างง่ายดาย

ฉากแอ็คชั่นในหนังยังคงเป็นแบบเดิมที่ดอมต้องต่อสู้กับเดคคาร์ด ชอว์ และไบรอันก็ไปแท็กทีมสู้กับก็อดส์ อาย ร่วมกับแฮ็คเกอร์สาวแรมซีย์ (ในฉากท้าย ๆ นั้นหลายตอนที่ Paul ก็ไม่ได้อยู่ร่วมแสดงแล้ว) ทีม Fast ทั้งหมดจะจบภาคนี้ด้วยการรับภารกิจใหม่ที่ต้องไปลุยกันต่อในภาค 8 โดยตัวละครของไบรอันถูกกำหนดไว้ให้เป็นสัญลักษณ์ของคนที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างครอบครัวของตัวเอง และครอบครัวใหญ่ของ Fast ที่ยังคงต้องทำภารกิจต่าง ๆ ต่อไป

เรื่องราวตั้งแต่ภาค 8 ที่ Chris Morgan วางแผนโครงเรื่องเอาไว้ จะมีความเกี่ยวข้องและจุดศูนย์กลางของการดำเนินเรื่องอยู่ที่ตัวละคร “มิสเตอร์โนบอดี้” ที่รับบทโดยนักแสดงมือเก๋า Kurt Russell ปรากฎตัวครั้งแรกในภาค 7 และภาค 8 ก็ยังกลับมา นอกจากนั้นอีกตัวละครที่จะมีบทบาทสำคัญก็คือตัวร้ายหญิง “ไซเฟอร์” ของนักแสดงออสการ์ Charlize Theron อย่างไรก็ตาม Morgan ไม่ได้อ้างถึง โครงเรื่องของ Vin Diesel ผู้อำนวยการสร้างอีกคนของหนัง Fast Saga ที่บอกมาตลอดว่า หนังจะจบอวสานที่ภาค 10 และภาค 8-10 จะเป็นไตรภาคที่มีเรื่องราวต่อเนื่องกัน

ในตัวอย่างของหนังภาค 9 เปิดขึ้นมาด้วยเพลง See You Again ซึ่งผู้กำกับ Justin Lin ที่กลับมาด้วยกับภาคนี้ ชวนให้สงสัยว่าหรือตัวละครไบรอันของ Paul Walker จะกลับมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ Vin Diesel ก็เคยลงรูป Cody Walker พี่ชายของ Paul มาเยี่ยมกองถ่ายด้วย แต่ล่าสุด นักแสดงร่วมในเรื่องอย่าง Tyreese Gibson ก็ได้เปิดเผยว่า ครอบครัวของ Paul อยากให้บทไบรอันสิ้นสุดลงแค่ภาค 7 เท่านั้น หนัง Fast 9 จะเข้าฉาย 2 เมษายน 2021 ถูกเลื่อนไปอีกหนึ่งปีจากทีแรกนั้น ในเวลานี้เราคงจะได้ดูหนังภาคนี้กันแล้วถ้าไม่มีโควิด-19

Parasite ภาพยนตร์เจ้าของ 4 รางวัลออสการ์ กลับมาฉายอีกครั้ง!

กลับมาฉายอีกครั้ง ! ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของโลก Parasite ชนชั้นปรสิต เจ้าของ 4 รางวัลออสการ์ พฤหัสที่ 4 มิถุนายน ในโรงภาพยนตร์

ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์เกาหลีใต้ เมื่อภาพยนตร์ Parasite ชนชั้นปรสิต ภาพยนตร์เจ้าของ 4 รางวัลออสการ์ในสาขา ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม  ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม (บงจุนโฮ) บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม และอีก 140 ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลก เตรียมกลับมาฉายอีกครั้งในโรงภาพยนตร์ เริ่ม 4 มิถุนายนนี้ในไทย

Parasite ชนชั้นปรสิต ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองของผู้กำกับ บงจุนโฮ ที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนของประเทศเกาหลีส่งชิงรางวัลออสการ์ โดยก่อนหน้านั้น ในปี 2006 ภาพยนตร์ Mother ได้รับเลือกเป็นตัวแทนแต่ไม่ได้ผ่านเข้ารอบในท้ายที่สุด

“Parasite” ชนชั้นปรสิต   ถือเป็นภาพยนตร์ตลกร้ายที่ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวฐานะยากจนในมหานครโซลที่พ่อ   (ซงคังโฮ) และแม่ ไม่มีงานทำ  ลูกชายคนโต  (ชเวอูชิก) ให้น้องสาวช่วยปลอมตัวตนเพื่อสวมรอยเป็นนักเรียนนอก โดยหวังจะได้งานติวหนังสือให้กับลูกสาวของเศรษฐี ( อีซอนคยูน) และภรรยา (โจยอจอง)  จนเป็นเหตุให้ทั้งสองครอบครัวที่ฐานะแตกต่างกันสุดขั้วนี้ต้องมาเกี่ยวพันกันในเหตุการณ์อลวนเกินคาดเดา

Parasite ชนชั้นปรสิต พฤหัสที่ 4 มิถุนายน ที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์

ตอนจบในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ได้ใช้ ของ Bad Boys For Life ที่ดาร์คกว่าในหนัง!

ผู้กำกับ Bad Boys For Life อย่าง Adil El Arbi และ Bilall Fallah ได้ออกมาเปิดเผยว่าตัวหนังเกือบมีตอนจบที่เป็นโศกนาฏกรรมที่ดาร์คกว่าที่เห็นในหนังจริงๆ ด้วย

ตอนจบในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ได้ใช้ ของ Bad Boys For Life ที่ดาร์คกว่าในหนัง!

เจ้าตัวได้ให้สัมภาษณ์กับทาง Digital Spy เอาไว้ว่าพวกเขาได้ถ่ายตอนจบเอาไว้หลายรูปแบบ และใน 1 เวอร์ชันนั้นเป็นฉากที่ Isabel (ตัวร้ายของเรื่อง) พยายามจะฆ่าตัวเองและ Mike Lowrey 

เมื่อเธอพบว่าเธอสูญเสียทุกอย่างไปแล้ว เธออยากจะกระโดดเข้ากองไฟด้วยความเต็มใจ พร้อมกันนั้นเธอก็จะฉุด Mike Lowrey ลงไปกับเธอด้วย เพราะคุณรู้ไหม เธอคิดว่าลูกเธอตายแล้ว ดังนั้นก็ตามไปพร้อมๆ หมดนี่แหละ

นั่นเป็นตอนจบที่ Epic มากนะ และเปรียบดั่งโศกนาฏกรรมของกรีกเลยทีเดียว ไม่แน่ว่ามันอาจจะมากเกินไปหน่อย แต่เราไม่มีทางรู้หรอก (เพราะมันไม่ได้ถูกใช้ในหนังจริงๆ น่ะสิ)

ตอนจบในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ได้ใช้ ของ Bad Boys For Life ที่ดาร์คกว่าในหนัง! https://www.imdb.com/title/tt1502397/mediaviewer/rm945140225

ในฉบับหนังจริงๆ นั้น หากใครจำได้ในตอนฉากต่อสู้สุดท้ายของ Bad Boys For Life ฉากในคฤหาสถ์แห่งหนึ่ง Armando Aretas ได้รู้ความจริงว่า Mike คือพ่อของเขา และทาง Isabel ก็พยายามจะฆ่า Mike ทิ้ง แต่สุดท้าย Armando ก็เอาตัวมาขวาง ก่อนที่ภายหลัง Isabel จะโดน Rita ยิงตกลงไปในกองไฟตาย

ตอนจบในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ได้ใช้ ของ Bad Boys For Life ที่ดาร์คกว่าในหนัง! https://www.imdb.com/title/tt1502397/mediaviewer/rm106279425

แต่ถึงกระนั้นก็ตามในฉบับหนังจริงๆ ก็ยังมีเหตุการณ์ที่ทำให้แฟนๆ ช็อคและตกใจไปตามๆ กัน กับการตายของ Captain Howard ที่แสดงโดย Joe Pantoliano รวมถึงกระตุ้นต่อมแฟนๆ ด้วยการอาจมีภาคแยกเรื่องราวของ Mike หรือเรื่องราวภาคต่อการรวมทีมตำรวจให้กับแฟรนไชส์ Bad Boys ก็เป็นได้

Bad Boys For Life ทำรายได้ทั่วโลกไปถึง 419 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 13,420 ล้านบาท) จากทุนสร้าง 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,882 ล้านบาท) กลายเป็นหนังที่ทำรายได้มากที่สุดในแฟรนไชส์เลยทีเดียว

ที่มา : screenrant.com

David Ayer บอกว่า Suicide Squad ฉบับของเขาดีกว่า

David Ayer บอกว่า Suicide Squad ฉบับของเขาดีกว่า (และง่ายต่อการทำให้เสร็จ) กว่าฉบับเข้าฉายโรงเสียอีก

David Ayer ผู้กำกับ Suicide Squad ค.ศ. 2016 (พ.ศ. 2563) บอกว่า Suicide Squad ฉบับ Ayer Cut ของเขาง่ายในการทำเสร็จมากและมันจะเป็นการปรับปรุงเวอร์ชั่นที่ดีกว่าในฉบับฉายในโรงหนังด้วย

David Ayer บอกว่า Suicide Squad ฉบับของเขาดีกว่า (และง่ายต่อการทำให้เสร็จ) กว่าฉบับเข้าฉายโรงเสียอีก
ที่มา: https://www.imdb.com/title/tt1386697/mediaviewer/rm1854289408

Suicide Squad ค่อนข้างออกมาน่าผิดหวัง ทำรายได้ไปทั่วโลกไป 746 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 23,812 ล้านบาท) จากทุนสร้าง 175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5,586 ล้านบาท) ส่วนคะแนนวิจารณ์ในเว็บ IMDb 6/10, Rotten Tomatoes 27% จากฝั่งนักวิจารณ์และ 59% จากฝั่งคนดู นั่นจึงทำให้มันไม่เกิดภาคต่อ และผลงานนี้ก็ตกไปเป็นของ James Gunn ฉบับรีบูทใน The Suicide Squad ที่เปลี่ยนตัวละครใหม่ และนำ Harley Quinn (Margot Robbie) มาร่วมด้วยแค่ตัวเดียวเท่านั้น

David Ayer บอกว่า Suicide Squad ฉบับของเขาดีกว่า (และง่ายต่อการทำให้เสร็จ) กว่าฉบับเข้าฉายโรงเสียอีก David Ayer บอกว่า Suicide Squad ฉบับของเขาดีกว่า (และง่ายต่อการทำให้เสร็จ) กว่าฉบับเข้าฉายโรงเสียอีก

และหลังจากการประกาศเข้าฉายของ Jutice League ฉบับ SnyderCut ทาง HBO Max ก็ทำให้แฟนๆ ของทางฝั่ง David Ayer ออกมาบอกว่าให้ปล่อยฉบับ Ayer บ้างสิโว้ย “Release the Ayer Cut” ทางด้านผู้กำกับรายนี้ก็ออกมาโพสต์เกี่ยวกับกรณีนี้ผ่านทาง Twitter เอาไว้ว่า

David Ayer

@DavidAyerMovies

Of course. My cut isn’t the apotheosis of filmmaking. It’s simply better than what the public has seen – and yes it would make sense to update it. https://twitter.com/ckgarcia07/status/1265008325604765697 

Chris Monsoon@ckgarcia07
Replying to @DavidAyerMovies

Is there anything you would change in your original vision now that you’ve had a couple years with it? Or would that be spoilers if you got the opportunity to release your cut?

728 people are talking about this

หนังฉบับของผมไม่ได้เป็นแค่ความยอดเยี่ยมในการสร้างเท่านั้น มันดีกว่าที่คนทั่วไปได้ดูในโรงด้วย และใช่ มันสมเหตุสมผลที่จะได้รับการอัปเดตมัน

ก็มีคนถามไปเช่นกันว่าทำไมถึงไม่เอา Suicide Squad ฉบับ Ayer เข้าฉายทาง HBO Max บ้างล่ะ? มันน่าจะเป็นการกระตุ้นยอดขายของสตรีมมิ่งนี้ได้เหมือนกันนะ แฟนๆ หลายคนคงอยากดู ทางด้านผู้กำกับก็ตอบไปเช่นกันว่า

David Ayer

@DavidAyerMovies

This is a good question. My cut would be easy to complete. It would be incredibly cathartic for me. It’s exhausting getting your ass kicked for a film that got the Edward Scissorhands treatment. The film I made has never been seen. https://twitter.com/colliderfrosty/status/1264947624253087744 

Steven Weintraub

@colliderfrosty

the version of #SuicideSquad that we’ve all seen was not the movie @DavidAyerMovies wanted to release. With the popularity of the superhero genre, why not show his cut on @hbomax? I’m sure a lot of DC fans would love to see an alt version of the film and it would help sell app.

Embedded video

4,699 people are talking about this

นั่นเป็นคำถามที่ดีนะ หนังฉบับบทมันง่ายมากที่จะทำให้สำเร็จ มันเป็นการระบายอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับตัวผม มันเป็นอะไรที่เหนื่อยมากที่โดนไล่ออกจากหนังของตัวเอง หนังฉบับที่ผมได้ทำไม่เคยมีใครได้ดู

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะให้เปรียบเทียบกับกรณีของ Snyder ก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะในกรณีนั้นทาง Snyder ต้องถอนตัวออกจากการกำกับเพราะปัญหาส่วนตัวจึงทำให้ Joss Whedon ต้องมากำกับแทน และมันจึงเกิดความแตกต่างของโทนและเนื้อหาขึ้น (จากที่เขาว่ากันอะนะ เพราะยังไงก็ยังไม่ได้ดูฉบับ Snyder ว่าจะแตกต่างกันสักแค่ไหน) แต่กรณีของ Ayer ไม่ได้ถอนตัวจากฐานะผู้กำกับแต่อย่างใด แต่ปัญหามันเกิดในขั้นตอน Post-Production ช่วงตัดต่อต่างหาก เขาเคยบอกว่าหนังของเขาต้องการเวลามากกว่านี้ในขั้นตอนนี้เพื่อ VFX เป็นต้น

และเขาบอกว่ามันจะดีกว่าฉบับที่เราได้เห็นกันในโรงด้วย ทั้งซีนของ The Joker (Jared Leto) ที่ถูกตัดหรือแม้กระทั่งซีนการล้างสมองของ Katana หรือฉากอื่นๆ ที่ทาง Warner Bros. ได้ตัดออกไปด้วย 

David Ayer บอกว่า Suicide Squad ฉบับของเขาดีกว่า (และง่ายต่อการทำให้เสร็จ) กว่าฉบับเข้าฉายโรงเสียอีก
ที่มา: https://www.imdb.com/title/tt1386697/mediaviewer/rm896862464

แต่ทางด้าน AT&T เครือข่ายบริการโทรคมนาคมทางฝั่งอเมริกาที่มีสัญญาร่วมกับ HBO Max ได้ออกมารีทวีตแฟนคลับรายหนึ่งว่า

อะไรก็เกิดขึ้นได้ สิ่งที่เราต้องทำคือเวทมนตร์สักนิดหน่อย

คงไม่มีใครทราบได้ทั้งนั้นแหละว่า Sucide Squad ฉบับ AyerCut จะได้เข้าฉายจริงๆ หรือไม่ ได้แต่ทำใจและเฝ้าดูข่าวต่อไปเท่านั้นแหละจ้าาา แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันนะ ขนาด Justice League ฉบับ SnyderCut ที่แฟนๆ เรียกร้องมานานหลายปี ยังได้ออกฉายจนได้ เพราะฉะนั้นอะไรก็อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละ (มั้ง)

David Ayer บอกว่า Suicide Squad ฉบับของเขาดีกว่า (และง่ายต่อการทำให้เสร็จ) กว่าฉบับเข้าฉายโรงเสียอีก

ที่มา : screenrant.com