คัมแบคแล้วซิส! The Babysitter: Killer Queen พี่เลี้ยงเด็กสายเชือด

ปี 2017 The Babysitter คือหนังสตรีมมิ่งจาก Netflix เรื่องหนึ่งที่ประสบความสำเร็จจากการเปิดรับชมของสมาชิก รวมไปถึงคำวิจารณ์ที่ค่อนไปในแง่บวก ปี 2020 The Babysitter: Killer Queen พร้อมกลับมากระตุกขวัญคนดูกันอีกรอบแล้ว

เกิดอะไรขึ้นใน The Babysitter

โคล คือหนุ่มน้อยวัย 12 ปีที่กำลังมีช่วงชีวิตที่สดใสกับชั้นเรียนไฮสคูล เมื่อพ่อแม่ตัดสินใจจะจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลเป็นการชั่วคราวก่อนที่พวกเขาจะออกไปเที่ยว แต่แทนที่โคลจะเข้านอนตามเวลาปกติ เขาเลือกที่จะแหกกฎตามคำท้าของเพื่อนๆว่า ให้ลองแอบดูพี่เลี้ยงว่าในยามดึกนั้น พวกเขาจะทำอะไรแก้เบื่อ จะนอนดูทีวีฆ่าเวลา หรือจะชวนหนุ่มหล่อมาเล่นจ้ำจี้กันบนโซฟา แต่โคลทายผิดทั้งหมด เพราะความเป็นจริงแล้วเมื่อเขาย่องลงบันไดมาดู ปรากฏว่าพี่เลี้ยงสุดแซ่บนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นสาวโรคจิตที่ยังเป็นสมาชิกลัทธิซาตานที่บ้าคลั่งเกินบรรยาย แน่นอนว่าเมื่อพี่เลี้ยงเด็กจับได้ว่าโคลรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว เธอต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้โคลหลุดปากคายความลับออกไป

The Babysitter เป็นผลงานการกำกับของแมคจี ซึ่งมีผลงานเรื่องดังอย่าง Charlie’s Angels (เวอร์ชั่นปี 2000 และ 2003) รวมถึง Terminator: Salvation ซึ่งผลงานของแมคจีมักจะมาพร้อมอารมณ์ขันร้ายๆ และมุกสองแง่สามง่ามที่ชอบเอาเรื่องสรีระสุดสะบึมของนักแสดงหญิงมาเป็นจุดขาย

โทนหนังของ The Babysitter นั้นคือหนังสยองขวัญตลกร้ายที่ตัวเอกของเรื่องอย่างโคลต้องพยายามหนีตายเอาชีวิตรอดจากพี่เลี้ยงโรคจิตและผองเพื่อน โดยฉากฆาตกรรมที่ปรากฏอยู่ในเรื่องก็จัดได้ว่าโหดเลือดสาดกระจาย ยิ่งไปกว่านั้นการที่หนังใช้เวลาปูความสัมพันธ์ระหว่างบี (ซามาร่า วีฟวิ่ง) และโคล (จูดาห์ เลวิส) ก็ยิ่งทำให้ช่วงเวลาที่ทั้งสองคนต้องมาไล่ล่ากัน ก่อนนำไปสู่บทสรุปตอนท้ายมีความทรงพลังอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

การกลับมาอีกครั้งของ The Babysitter: Killer Queen

แน่นอนเมื่อหนังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี Netflix จึงดำเนินการสร้างภาคต่อตามออกมา ซึ่งครั้งนี้ตัวหนังยังเล่าเรื่องราวของโคลที่รอดตายจากแก๊งพี่เลี้ยงเด็กมหาประลัยที่จะจับเขาไปบูชายันต์ซาตาน แต่กลายเป็นว่าหลังจากที่ทุกอย่างคลี่คลายกลับไม่มีคนรอบตัวคนไหนเชื่อไหนคำพูดของเขาแม้แต่นิดเดียว และยังโบ้ยว่าโคลเป็นเด็กเลี้ยงแกะที่ปั้นเรื่องขึ้นมา จนทำให้เขาถูกมองว่าเป็นเด็กมีปัญหา

ชีวิตของโคลไม่เคยมีความสุขเลยตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้น แต่ชีวิตวัยรุ่นที่จัดได้ว่าเลวร้ายอยู่แล้วก็ต้องวุ่นวายหนักกว่าเดิมเมื่อแก๊งพี่เลี้ยงเด็กกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งและพร้อมจะมาไล่ล่าเอาวิญญาณของโคล

จูดาห์ เลวิสยังคงกลับมารับบทบาทเดิมอีกครั้ง รวมไปถึงนักแสดงชุดเดิมอาทิ ร็อบบี้ แอเมล, เบลลา ธอร์น, แอนดรูว์ แบเชเลอร์ และ ฮานา เม ลี กลับมารับบทแก๊งพี่เลี้ยงเด็กลัทธิบูชาซาตาน แต่น่าเสียดายที่ซามาร่า วีฟวิ่งไม่ได้กลับมารวมแสดงในภาคต่อนี้

 

ซามาร่า วีฟวิ่งหญิงสาวผู้หนีตาย

จะว่าไปแล้ว The Babysitter ถือได้ว่าเป็นหนังที่แจ้งเกิดให้กับซามาร่า วีฟวิ่งอย่างเต็มตัว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอจะมีผลงานซีรีส์ทางโทรทัศน์มากมายหลายเรื่อง แต่แทนที่เธอจะได้แจ้งเกิดจากหนังแฟนตาซีอย่าง Monster Trucks แต่ฝันก็ต้องมอดไปเพราะคุณภาพหนังจัดได้ว่าย่ำแย่จนไม่มีใครอยากจะจดจำหนังเรื่องนี้ ก่อนที่เธอจะมีมีส่วนร่วมในหนังน้ำดีอย่าง Three Billboards Outside Ebbing, Missouri ในปี 2017 แต่หนังที่ทำให้เธอได้รับการจับตามองจริงๆก็คือบทบี จาก The Babysitter

ภายหลังจาก The Babysitter อีกหนึ่งบทบาทที่โลกจดจำเธอไม่ลืมก็คือบทเจ้าสาวดวงซวยในหนัง Ready or Not โดยคืนแรกหลังจากแต่งงานเธอจะต้องเข้าร่วมประเพณีประหลาดของครอบครัวสามี โดยเกมครั้งนี้เธอมีชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพัน วิธีการเอาชนะเกมนี้ก็ง่ายนิดเดียว นั่นคือเธอต้องอยู่รอดให้ถึงรุ่งเช้าอีกวัน แต่แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซามาร่า วีฟวิ่งยังมีผลงานในมินิซีรีส์ทาง Netflix เรื่อง Hollywood ซึ่งเธอรับบทบทเป็นแคลร์ วู๊ด และยังมีผลงานภาพยนตร์อีก 2 เรื่องอย่าง Last Moment of Clarity และ Bill & Ted Face the Music ส่วนปีหน้าเธอจะมีส่วนร่วมในหนังภาคแยกของจักรวาล G.I.Joe เรื่อง Snake Eyes: G.I. Joe Origins

และแม้ว่าซามาร่า วีฟวิ่ง จะไม่ได้กลับมาปรากฏตัวใน The Babysitter: Killer Queen ก็ตามแต่เราก็ยังคงต้องนึกถึงตัวละครนี้เพราะเธอนั้นเป็นจุดหักเหสำคัญของเหตุการณ์ในหนังภาคแรกทั้งหมด

ก่อนที่จะชม The Babysitter: Killer Queen ที่จะสตรีมมิ่งทาง Netflix วันที่ 10 กันยายนที่จะถึงนี้ก็ลองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังภาคแรกกันก่อนนะครับ

The Rock พร้อมถ่ายมากในภาพและคลิปงานออกแบบจากหนัง Black Adam

ความหวังใหม่อีกเรื่องของ Warner Brothers ที่จะเป็นส่วนต่อขยายของ DC Universe ก็คือหนังซูเปอร์ฮีโร่ของ Dwayne Johnson หรือว่า The Rock นักแสดงชายที่ทำรายได้จากการแสดงภาพยนตร์ไปมากที่สุด 2 ปีซ้อนเหนือนักแสดงชายคนอื่น ๆ เขาไม่เคยเล่นหนังซูเปอร์ฮีโร่มาก่อนและก็หวังจะเปรี้ยงไปกับแฟรนไชส์นี้เช่นกันจึงเข้ามีส่วนร่วมกับการพัฒนาหนัง “ซูเปอร์ฮีโร่หัวขบถ” รายนี้มานานกว่า 10 ปีแล้ว

Dwayne Johnson in Black Adam (2021)

Johnson ได้มาร่วมงาน DC FanDome เพื่อนำเสนอหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้ของเขาและเล่าให้แฟน ๆ ฟังว่า นอกจาก Atom Smasher ซูเปอร์ฮีโร่ที่ขยายร่างให้ตัวสูงเท่าหอไอเฟลได้ ซึ่ง Noah Centineo นักแสดงจาก To All the Boys I’ve Loved Before (2018) ใน Netflix มารับบทแล้ว Johnson ได้ยืนยันด้วยว่าจะมีซูเปอร์ฮีโร่อีก 3 มาสมทบในหนังเรื่องนี้ด้วย ได้แก่ Doctor Fate ซูเปอร์ฮีโร่ที่มีพลังสายเวทย์มนตร์, Hawkman หรือมนุษย์เหยี่ยว และ Cyclone หญิงสาวที่สร้างพายุได้ พวกเขาทั้งหมดจะรวมตัวกันก่อตั้งทีม Justice Society of America

ในคลิปที่ Johnson ทวีตออกมาได้เผยโฉมภาพงานออกแบบ Black Adam ในชุดฮีโร่ที่เราจะได้เห็นกันในหนัง ซึ่งมีการเติมพวกเกราะเพื่อให้ดูน่าสนใจมากขึ้นกว่าฉบับในหนังสือการ์ตูน

หนังจะกำกับโดย Jaume Collet-Serra ผู้กำกับหนังแอ็กชันมากฝีมือจาก The Shallows (2016) และหนังสายบู๊ทั้งหลายของลุง Lian Neeson เป็นต้นว่า Unknown (2011) และ Non-Stop (2014) เขาเพิ่งร่วมงานกับ Johnson และ Emily Blunt ใน Jungle Cruise ของ Disney ที่เดิมมีกำหนดฉายกรกฎาคมปีนี้ก่อนที่จะเลื่อนฉายไปปีหน้าเพราะโควิด และหนังจะสร้างจากบทของ Adam Sztykiel จาก Rampage (2018) หนังอสุรกายที่ Johnson ก็นำแสดงโดยเช่นกัน (เรียกว่า Johnson ระดมทีมงานเก่าของตัวเองกลับมาหมด)

Extra Large Movie Poster Image for Black Adam

Black Adam มีกำหนดเปิดกล้องต้นปี 2021 เพื่อจะเข้าฉายธันวาคม 2021

ตัวอย่างภาคต่อหนังนักสืบ “ปัวโรต์” Death on the Nile ออกมาไขคดีอีกครั้ง

หนังภาคต่อของนักสืบ Hercule Poirot จากนวนิยายชื่อดังของ Agatha Christie ฉบับสร้างใหม่ล่าสุด เล่นเองกำกับเองโดย Kenneth Branagh (กำลังจะมีหนัง Tenet ที่เขานำแสดงเข้าฉายช่วงนี้ด้วยเช่นกัน) กับชื่อภาคสอง Death on the Nile หรือ “ฆาตกรรมแม่น้ำไนล์” เรื่องราวจะต่อจากตอนจบภาคแรก Murder on the Orient Express (2017) ที่ Poirot ได้รับเชิญไปแก้ไขคดีฆาตกรรมกลางเรือสำราญหรูล่องแม่น้ำไนล์ หลังจากที่เขาและคนดูได้อึ้งตะลึงงันไปกับคดีฆาตกรรมบนรถไฟข้ามประเทศในภาคแรก เขาบอกว่า ไม่อาจชี้ผิดชี้ถูกได้ ซึ่งกับภาคนี้ดูจะต้องพูดประโยคเดิมอีกครั้ง

หนังยังคงระดมทีมนักแสดงชื่อดังคับคั่ง และเป็นเช่นเดียวกับหนังฉบับปี 1978 ที่ Peter Ustinov รับบทเป็น Poirot เอาไว้ ซึ่งหนังในตอนนั้นก็เป็นภาคต่อของ Murder on the Orient Express ฉบับปี 1974 เช่นกัน แต่ต่างตรงที่หนังมีการเปลี่ยนผู้รับบทนักสืบของเรื่อง ภาคแรกนั้นรับบทไว้โดย Albert Finney

Death on the Nile (1978)
Dead on the Nile (1978)

เรื่องราวของภาคนี้ Poirot ต้องเดินทางไปยังประเทศอียิปต์ เพื่อไขคดีฆาตกรรมปริศนา ซึ่งเหยื่อเป็นทายาทสาวของมหาเศรษฐีที่มาเที่ยวเพื่อดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กับสามี ทุกคนบนเรือล้วนเป็นผู้ต้องสงสัยด้วยกันหมดเพราะมีเหตุจูงใจทั้งนั้น (ทำนองเดียวกับหนังภาคแรก) ไม่เพียงแค่นั้น ผู้ต้องสงสัยบางคนก็ตกเป็นเหยื่อรายต่อไปอีกต่างหาก ทำให้ Poirot ต้องรีบสืบคดีหาคนร้ายให้ได้ก่อนที่เรือจะถึงฝั่งหรือมีคนต้องตายมากขึ้น

สมทบ Kenneth Branagh ด้วย “Wonder Woman” Gal Gadot, Armie Hammer จาก Call Me By Your Name (2017), นักแสดงเข้าชิง 4 รางวัลออสการ์ Annette Bening จาก The Kids Are All Right (2010, Rose Leslie จากซีรีส์ Game of Thrones, Emma Mackey จากซีรีส์ Sex Education, Russell Brand จาก Arthur (2011) และ Tom Bateman จากภาคแรกกลับมารับบท Bouc เพื่อนของ Poirot และหนังก็ได้มือเขียนบท Michael Green จากภาคแรกและหนังฮิตอย่าง Logan (2017) และ Blade Runner 2049 (2017) อีกด้วย

หนังยังได้ปล่อยโปสเตอร์ (ที่เห็นควันสีแดงพวยพุ่งมาจากปล่องควัน เปลี่ยนจากหัวรถจักรไอน้ำในภาคก่อนมาเป็นปล่องเรือล่องแม่น้ำ) ออกมาเพื่อย้ำเตือนว่า 23 ตุลาคม คอหนังทั่วโลกจะได้ชมเรื่องนี้แบบไม่เลื่อนหนีโควิดเหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ อาจเป็นเพราะนี่เป็นหนังเรื่องท้าย ๆ ภายใต้การสร้างของ 20th Century Fox ที่ถูก Disney ควบรวมกิจการ และ Disney ก็กะฉายทิ้งแบบไม่ค่อยแคร์เท่าไร แต่ถ้าหนังเกิดฮิตเป็นรอบที่สองเช่นเดียวกับภาคแรก แฟน ๆ อาจจะมีลุ้นว่าจะได้เห็นภาค 3 เพราะฉบับหนังเวอร์ชันก่อนมีตอน Evil Under the Sun (1982) เป็นหนังปิดไตรภาค

Extra Large Movie Poster Image for Death on the Nile (#2 of 2)
Extra Large Movie Poster Image for Murder on the Orient Express (#1 of 40)

 

ไฟลุกท่วม! เผยเบื้องหลังเทคนิคสร้างพลังพิเศษ “นิวต์” จาก Project Power

ภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่อง Project Power (โปรเจคท์ พาวเวอร์ พลังลับพลังฮีโร่) เข้าฉายใน Netflix เป็นที่เรียบร้อย และได้รับการตอบรับที่ดีมาก โดยล่าสุดติดอันดับ Top 3 เนื้อหายอดนิยมในประเทศไทย

หนึ่งในตัวละครที่มีพลังพิเศษอันโดดเด่นได้แก่ “นิวต์” ตัวร้ายคนหนึ่งของเรื่อง นำแสดงโดย โคลสัน เบเกอร์ (Colson Baker) หรือที่รู้จักกันในชื่อของ แมชชีน กัน เคลลี่ (Machine Gun Kelly) แร็ปเปอร์ นักร้องและนักแต่งเพลง เมื่อนิวต์กินยาเข้าไป พลังของเขาที่ปรากฏออกมา คือ ตัวเขาจะลุกโชนด้วยไฟไปทั้งตัว และเขาจะใช้ไฟจากตัวของเขานี้ แผดเผาทุกอย่างที่ต้องการทำลาย เฮนรี จูสต์ (Henry Joost) และ เอเรียล ชูลแมน (Ariel Schulman) ผู้กำกับของเรื่องเผยถึงเบื้องหลังการสร้างสรรค์ตัวละครตัวนี้ว่า

“ผมต้องการให้ภาพที่ออกมาดูสมจริงมากที่สุด เหมือนไฟกำลังลุกท่วมตัวเขาจริงๆ มากกว่าให้ผู้ชมรู้สึกว่าเราใช้คอมพิวเตอร์กราฟิก เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายเทคนิคพิเศษ ฝ่ายแต่งหน้า และสตันต์แมน เริ่มตั้งแต่ตอนที่ตัวละครกลืนยาเข้าไป และเห็นกระบวนการที่ยานี้ออกฤทธิ์ เราทำอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ เพื่อเอาใส่ในปากเขา แล้วมันจะมีไฟสว่างขึ้นมา หลังจากนั้นจะทำให้ดูเหมือนว่ามันลงไปในคอของเขา เสื้อแจ็คเก็ตของเขาร้อนและเริ่มละลายจนมีควันและไฟเริ่มลุก จนถึงตอนที่ไฟลุกเต็มที่ ในจุดนี้ทีมแต่งหน้าสเปเชียลเอฟเฟกต์ใช้เทคนิคพิเศษที่ละเอียดและซับซ้อนมาก และใช้เวลาในการแต่งแต่ละครั้งถึง 5 ชั่วโมง ผิวของเขาจะต้องดูลอก ไหม้และพุพอง ส่วนการเนรมิตภาพไฟที่ลุกไหม้บนตัว ทีมงานใช้ทั้งเทคนิคพิเศษและจุดไฟจริงบนตัวสตั๊นท์แมน เพื่อภาพที่สมจริงที่สุด”

Project Power (โปรเจคท์ พาวเวอร์ พลังลับพลังฮีโร่) เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นซูเปอร์ฮีโร่ขนบใหม่ ที่ใครๆ ก็สามารถมีพลังฮีโร่ได้ เพียงกินยาแค่เม็ดเดียว!!! เรื่องราวเริ่มต้นจากเมืองนิวออร์ลีนส์ ที่เกิดข่าวลือแพร่สะพัด ว่ามียาเม็ดลึกลับ หากใครได้กินเข้าไป จะได้รับพลังซูเปอร์ฮีโร่แบบชั่วคราว พลังนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน บ้างก็มีความเร็วเหนือมนุษย์ บ้างก็ยิงแทงไม่เข้า บางคนก็ล่องหนได้ หรือบางคนได้รับสุดยอดพลังพิฆาตอันรุนแรง เมื่อยาเม็ดลึกลับนี้ทำให้จำนวนอาชญากรรมภายในเมืองเพิ่มขึ้นในระดับเลวร้าย แฟรงค์ ตำรวจท้องถิ่นผู้ไม่เคยเกรงกลัวอะไร (รับบทโดย โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์) จึงได้ร่วมมือกับ โรบิน ดีลเลอร์ค้ายาวัยรุ่นสุดห้าว (รับบทโดย โดมินิก ฟิชแบ็ค) และ อาร์ท อดีตทหารผู้มีความแค้นฝังลึก (รับบทโดย เจมี่ ฟ็อกซ์) ต่อสู้กับพลังฮีโร่ลึกลับ ด้วยพลังเดียวกัน รวมถึงไล่ล่าหาต้นตอที่อยู่เบื้องหลังยาเม็ดสุดอันตรายนี้ และหยุดยั้งพวกมันไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม

Project Power (โปรเจคท์ พาวเวอร์ พลังลับพลังฮีโร่) นำแสดงโดย เจมี่ ฟ็อกซ์ (Jamie Foxx), โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ (Joseph Gordon-Levitt) และ โดมินีค ฟิชแบ็ค (Dominique Fishback) ผลงานกำกับของ เฮนรี จูสต์ (Henry Joost) จาก Paranormal Activity ภาค 3 และ 4 และ เอเรียล ชูลแมน (Ariel Schulman) Paranormal Activity ภาค 3 และ 4  เขียนบทโดย แมตต์สัน ทอมลิน (Mattson Tomlin)

Tron ภาค 3 ได้ Jared Leto รับบทนำ และผู้กำกับจากหนังดราม่า Lion

อีกหนึ่งหนังไซไฟที่กลายเป็นตำนานแห่งยุค 80s ไปแล้ววันนี้อย่าง Tron (1982) และภาคต่อเมื่อ 10 ปีก่อนที่มีตามออกมาอย่าง Tron: Legacy (2010) ซึ่งก็สนุกไม่น้อย ทำให้แฟน ๆ ต่างรอคอยว่าหนังจะมีภาคที่ 3 ตามออกมาหรือไม่ ซึ่งตลอด 10 ปีมานี้ก็มีทั้งข่าวดีที่เหมือนจะทำให้ดีใจว่า Disney เตรียมจะสร้างภาคต่อ กระทั่งข่าวร้ายที่หนังถูกหยุดพักชะลอโครงการ สลับไปสลับมาแบบนี้ตลอด แต่ดูเหมือนตอนนี้ โครงการหนังภาค 3 จะมีความเคลื่อนไหวอีกครั้งและมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

หนังภาคแรกนั้นกำกับโดย Steven Lisberger และก็กลายเป็นหนังที่มาก่อนกาล แม้จะล้มเหลวทางรายได้แต่ก็ถูกพูดถึงต่อเนื่องมาอีกหลายปีตอนที่ฉายซ้ำหลายครั้งทางทีวียุคเคเบิลช่วง 90s ถูกยกย่องจากเหล่ากีคเหล่าแฟนบอยที่ชอบวิดีโอเกมซึ่งหนังเอามาผนวกเข้ากับความเป็นหนังได้อย่างลงตัว ส่วนหนังภาค 2 นั้นก็มีทั้งความเป็นภาคต่อและกึ่งรีเมก ยังได้ Jeff Bridges กลับมารับบทเดิม หลังจากถูกขังไว้ในโลกแห่งเกมที่ชื่อ Grid อันเป็นสังเวียนนักสู้บนโลกเสมือนจนลูกต้องเข้าไปช่วยในอีก 28 ปีให้หลัง

Jeff Bridges and Joseph Kosinski in Tron (2010)
Jeff Bridges กลับมารับบทเดิม
เมื่อลูกชายของ Flynn เจอกับพ่อฉบับก็อปปี้ในเกมที่ร้ายกว่าตัวจริง
Daft Punk in Tron (2010)
ศิลปิน Daft Punk ยังมาขอแจมทำดนตรีประกอบให้
ฉากสุดอลังการงานสร้าง

หนังภาคต่อก็ยังล้มเหลวทางรายได้แต่เป็นความล้มเหลวที่ยังดูดีกว่าภาคแรก เพราะอย่างน้อย ๆ รายได้ในสหรัฐฯ ก็ยังพอเท่าทุนสร้างที่ 170 ล้านเหรียญฯ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่จะสร้างความลังเลให้กับ Disney ว่าจะเอายังไงต่อกับแฟรนไชส์นี้ แต่ผู้ที่ได้รับผลดีไปเต็ม ๆ ก็คือผู้กำกับ Joseph Kosinski ที่โชว์วิสัยทัศน์ได้กำกับหนังใหญ่ ๆ หลังจากนั้นอีกหลายเรื่อง ทั้ง Oblivion (2013) และ Top Gun: Maverick ที่ถูกเลื่อนไปฉายปีหน้า เรียกว่า เขากลายเป็นผู้กำกับขาประจำของ Tom Cruise ไปแล้วอีกคน

Jeff Bridges, Steven Lisberger, Garrett Hedlund, and Joseph Kosinski in Tron (2010)
Garrett Hedlund, Steven Lisberger ผู้กำกับ Tron ภาคแรก, Jeff Bridges, และ Joseph Kosinski
Tom Cruise and Joseph Kosinski in Oblivion (2013)
Joseph Kosinski ตอนกำกับ Tom Cruise ใน Oblivion (2013)

แต่สำหรับใครที่เฝ้ารอว่าเขาจะกลับมากำกับภาค 3 ต่อหรือไม่ คงจะต้องผิดหวังเพราะ Disney ได้ประกาศรายชื่อผู้กำกับและนักแสดงนำคนแรกของเรื่องราวภาคต่อออกมาแล้ว ซึ่งก็สร้างความเซอร์ไพรส์ไปทางเหวอกับแฟน ๆ พอสมควร เพราะผู้กำกับที่ได้มาคือ Garth Davis ที่เคยกำกับหนังดราม่ามาแล้วสองเรื่องคือ Lion (2016) ที่ได้เข้าชิง 6 รางวัลออสการ์ รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ Mary Magdalene (2018) ที่นำแสดงโดยคู่รักตัวจริงอย่าง Rooney Mara และ Joaquin Phoenix หนังทำรายได้ไปแค่แสนเหรียญฯ ในสหรัฐฯ

Garth Davis ตอนขึ้นรับรางวัล DGA ร่วมกับ Nicole Kidman และนักแสดงเด็กจากหนัง Lion (2016)

เมื่อดูจากผลงานเก่า ๆ ที่ไม่ใช่หนังไซไฟหรือกระทั่งหนังฟอร์มยักษ์ที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเทคนิคด้านภาพมาก่อนเลย ก็ทำให้ต้องสงสัยว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Disney เชื่อมั่นจะฝากแฟรนไชส์ไว้กับ Davis (แต่จะว่าก็ไม่ได้ เพราะตอนที่ได้ Kosinski มากำกับภาค 2 รายนั้นไม่เคยกำกับหนังใหญ่มาเลยสักเรื่องเดียว) รายงานจาก Deadline และ Slash Film บอกว่า Davis ได้ใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อให้ความเชื่อมั่นกับผู้บริหารของ Disney ที่ยอมให้เขากำกับ (ไม่ใช่แค่ต่อสู้กับผู้กำกับคนอื่น แต่ต้องสู้กับที่ Disney ก็ไม่อยากจะสร้างหนังที่ไม่เคยทำกำไรให้เลยทั้งสองภาค)

ส่วนนักแสดงนำของหนังรายแรกที่เข้าชื่อไว้ก็คือ Jared Leto ที่รับอำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้เองด้วย เขาติดต่อ Disney เพื่อขอเดินหน้าหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2017 แม้จะเป็นนักแสดงมากฝีมือ แต่ก็ยังไม่มีบทบาทที่น่าจดจำหรือถูกพูดถึงอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน หลังแทบจะถูกลืมไปแล้วว่าเคยเล่นเป็น Joker ใน Suicide Squad (2016)

เขาก็ได้เล่นหนังภาคต่อจากหนังไซไฟฟิล์มนัวร์สุดคลาสสิคจากยุค 80s อีกเรื่องอย่าง Blade Runner 2049 (2017) และกำลังจะมีหนังแวมไพร์ในจักรวาลฮีโรของมาร์เวล ณ Sony อย่าง Morbius (2021) เข้าฉายปีหน้า การมารับบทนี้จึงเป็นโอกาสที่จะได้อยู่ในอีกหนึ่งแฟรนไชส์ฮิตของเขา ส่วน Jeff Bridges ที่เล่นมาทุกภาคนั้น ยังไม่มีรายงานว่าจะกลับมารับบทเดิมหรือไม่

Jared Leto in Suicide Squad (2016)
บท Joker ของ Leto ใน Suicide Squad (2016) ที่ถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริง
Jared Leto, Sylvia Hoeks, and Sallie Harmsen in Blade Runner 2049 (2017)
Jared Leto ใน Blade Runner 2049 (2017)

ผู้กำกับ Fast 7 และ The Conjuring รีเมกซีรีส์ยุค 80s Knight Rider

ทีวีซีรีส์ Knight Rider หรือที่คนไทยจะคุ้นชื่อกันดีกับชื่อไทยว่า “อัศวินคอมพิวเตอร์” กำลังจะถูกรีเมกใหม่เป็นภาพยนตร์โดยสุดยอดผู้กำกับ James Wan ผู้กำกับชื่อดังที่สร้างหนังแนวไหนก็ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นแฟรนไชส์สยองขวัญ The Conjuring (2013-2016) และ Insidious (2010-2018) หนังแอ็กชันโจรกรรม Fast and Furious (2017) และหนังฮีโร Aquaman (2018)

James Wan in The Conjuring (2013)
James Wan

Knight Rider ฉบับซีรีส์มีทั้งหมดกว่า 90 ตอนใน 4 ซีซันที่ออกฉายทางโทรทัศน์ช่วงปี 1982-1986 ทางช่อง NBC โดยมี David Hasselhoff จากซีรีส์และหนัง Baywatch รับบทเป็น Michael Knight เจ้าหน้าที่จาก FLAG (Foundation for Law and Government) ที่มีคู่หูนามว่า KITT (Knight Industries Two Thousand) รถอัจฉริยะสุดไฮเทคที่สามารถคิด พูด และตัดสินใจได้เอง รถคันนี้ถูกออกแบบมาไม่ให้มีสิ่งใดมาทำลายได้ เพื่อต่อสู้กับเหล่าอาชญากรรมสุดไฮเทคในยุคนั้น โดยนักแสดง William Daniels จาก The Graduate (1967) เป็นผู้ให้เสียงรถคันนี้

David Hasselhoff in Knight Rider (1982)
David Hasselhoff and Edward Mulhare in Knight Rider (1982)

James Wan จะอำนวยการสร้างผ่านบริษัท Atomic Monster ของเขา ร่วมกับ Spyglass Media ที่มี Michael Clear และ Judson Scott ร่วมทำงานด้วย เขียนบทโดย TJ Fixman ปัจจุบันยังไม่มีกำหนดฉาย ส่วนตอนนี้ Atomic Monster ก็กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมฉายภาค 3 The Conjuring: The Devil Made Me Do It ที่วางกำหนดฉายไว้ 4 มิถุนายนปีหน้า รวมถึง Wan เองก็กำลังจะกลับไปกำกับ Aquaman 2 ที่วงกำหนดฉายไว้ 16 ธันวาคม 2022

Captain Marvel ภาค 2 ได้ผู้กำกับหญิงจากหนังสยอง Candyman

หลังควานหาผู้กำกับที่จะมากำกับหนังอยู่พักใหญ่ ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องเป็นผู้กำกับหญิง ตอนนี้ Marvel Studios ก็ได้ผู้กำกับหน้าใหม่มาทำหน้าที่แล้ว หลักจากได้พูดคุยกำกับมาหลายคน นั่นคือ Nia DaCosta จากหนัง Candyman รีบูต ซึ่งอำนวยการสร้างโดย Jordan Peele ที่เดิมมีแพลนจะออกฉายในปีนี้ ถือว่าเป็นผู้กำกับหนังแนวสยองขวัญอีกคนที่ตบเท้าเข้าสู่การกำกับหนัง MCU หลังจาก Sam Raimi มากำกับ Doctor Strange in the Multiverse of Madness ออกฉายในปีเดียวกันกับ Captain Marvel 2 ในปี 2022

Brie Larson in Captain Marvel (2019)

จากเดิมภาคแรกกำกับโดย Anna Boden และ Ryan Fleck ที่ในภาค 2 จะไม่ได้กลับมา เพราะ Marvel Studios จะให้ทั้ง Boden และ Fleck ไปคุมงานสร้างซีรีส์เรื่องอื่นที่จะออกฉายทาง Disney+ แทน ส่วนภาคแรกที่เขียนบทโดยนักเขียนถึง 5 คนได้แก่ ทั้งสองผู้กำกับ รวมถึง Nicole Perlman, Meg LeFauve และ Geneva Robertson-Dworet ในภาคนี้จะเขียนบทโดย Megan McDonnell ที่ผลงานเข้าตาจากการเขียนบทให้กับซีรีส์ WandaVision และ Brie Larson นักแสดงนำจะกลับมาตามสัญญาที่เซ็นไว้หลายภาค

Jude Law and Brie Larson in Captain Marvel (2019)

Captain Marvel 2 จะมีบรรดาซูเปอร์ฮีโร่มาปรากฏหลายราย จนอาจเรียกได้ว่าเป็นหนัง Mini Avengers แล้วหนังจะยังทำหน้าที่แนะนำซูเปอร์ฮีโร่รายใหม่ Ms. Marvel ซึ่งสอดคล้องกับตอนที่ Kevin Feige เคยเกริ่นไว้ในงาน San Diego Comic-Con 2019 ว่าเขามีแผนการจะนำ Ms. Marvel เข้าสู่ MCU

Chris เมื่อต้องมาเล่นหนัง Netflix เป็นนักมวยปล้ำในตำนาน Hulk Hogan

ฮอลลีวูด ณ เวลานี้คงไม่มีใครเหมาะจะรับบทนักมวยปล้ำในตำนานอย่าง Hulk Hogan เท่าพี่หมี Chris Hemsworth พิจารณาจากกล้ามและความฟิตของหุ่นจากการออกกำลังกายที่ไม่เคยแย่เลย แต่เรื่องนี้พี่หมีที่สูง 190 เซนติเมตร ต้องฟิตจัดกว่าเดิมเพื่อมาเล่นเป็น Hogan นักกีฬามวยปล้ำอาชีพร่างยักษ์ที่สูงถึง 204 เซนติเมตร ล่าสุดก็มีนักทำโปสเตอร์หนัง Fanmade อย่าง Bosslogic ได้นำภาพของ Chris ไปผสมกับ Hulk Hogan มาให้ดู ซึ่งอยากที่บอก พี่หมีเหมาะกับบทนี้ที่สุดแล้ว

Chris Hemsworth Is Getting More Pumped for His Hulk Hogan Biopic ...
Hulk Hogan: 'I wanted to kill myself' | canada.com
Hulk Hogan

เขามีชื่อจริงว่า Terry Gene Bollea ผู้ซึ่งพบว่าตัวเองอยากมีอาชีพเป็นนักกีฬามวยปล้ำในยุค 70s จึงได้ฝึกฝนร่างกาย และไปฝึกการเป็นนักกีฬามวยปล้ำถึงประเทศญี่ปุ่นก่อนที่จะกลับมาไต่เต้าจนได้เป็นดาราของ Florida wrestling circuit และ WWF (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น WWE) ตามลำดับ เขาโด่งดังสุดขีดช่วงปลายยุค 80s ในช่วงที่มวยปล้ำเริ่มเป็นที่นิยมไปทั่วโลกนอกจากในสหรัฐฯ ทำให้เขามีโอกาสได้เล่นหนัง เล่นซีรีส์ทางทีวี และมีบทบาทในวิดีโอเกมด้วย

ปัจจุบัน Hogan มีอายุ 66 ปี และมีข่าวอื้อฉาวในพักหลัง ทั้งเรื่องปัญหาชีวิตแต่งงาน เทปโป๊ระหว่างมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนของภรรยา และคดีฟ้องร้องกับเว็บไซต์ Gawker ที่เอาคลิปโป๊จากเทปนั้นมาลง หลังจากฟ้องร้องอยู่หลายปี สุดท้าย Gawker ก็ยอมจ่ายค่าเสียหายให้ Hogan 10 ล้านเหรียญฯ แต่หนังที่ประกาศสร้างมาตั้งแต่ต้นปี 2019 เรื่องนี้จะไม่นำเสนอเหตุการณ์ช่วงชีวิตที่วุ่นวายในบั้นปลายนี้ของเขา แต่จะมุ่งเน้นที่การไต่เต้าสู่ความเป็นตำนานและซูเปอร์สตาร์นักมวยปล้ำยุค 80s ของเขาเป็นหลัก

หนังจะได้ดรีมทีมจากหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์มากมายปีล่าสุด และส่งให้นักแสดงนำชาย Joaquin Phoenix คว้าออสการ์ได้จาก Joker (2019) นั่นคือ ผู้กำกับ Todd Phillips จากไตรภาค Hangover และมือเขียนบทอย่าง Scott Silver ทั้งคู่อาจพาหนังและนักแสดงไปเยี่ยมเวทีออสการ์อีกครั้ง หนังยังมีทั้ง Chris Hemsworth และ Bradley Cooper ผู้รับบทคู่หูเทพ Thor และเจ้าต่าย Rocket Raccoon จาก Avengers: Endgame (2019) มานั่งแทนอำนวยการสร้าง

Netflix ออกทุนและจะจัดจำหน่ายทั่วโลก ซึ่งยังไม่มีกำหนดสตรีมในตอนนี้

Zack Snyder โชว์คลิป Black Superman ที่จะอยู่ใน Justice League

ผู้กำกับ Zack Snyder ได้เผยโฉมคลิปที่ยังไม่ปล่อยที่ไหนมาก่อนของหนัง Justice League ฉบับของเขาที่จะฉายทาง HBO Max ในปีหน้า ในงาน JusticeCon ในช่วง “Spotlight on Zack Snyder” ฉากนี้เป็นฉากที่ Superman ที่รับบทโดย Henry Carvill ฟื้นจากความตายแล้วเดินทางไปหา Alfred คนดูแล Batman ที่รับบทโดย Jeremy Ions “ผมเดาว่าคุณคิด Alfred” ซูเปอร์แมนเหาะลงมาแล้วเข้าไปทักทาย คลิปสั้น ๆ นี้ไม่ได้อยู่ในฉบับฉายโรง

Henry Cavill as Superman in Justice League
Henry Cavill as Superman in Justice League

 

Snyder เล่าเพิ่มเติมว่า เขาอยากใช้ชื่อหนังฉบับ HBO Max ว่า “Zack Snyder’s Justice League” แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปได้แค่ไหน เพราะอาจติดขัดในข้อตกลงทางกฎหมายบางอย่าง ส่วนฟุตเทจที่ใช้ในหนังฉบับนี้ เขายืนยันว่าจะไม่มีการถ่ายใหม่และจะใช้เฉพาะที่เขาเคยถ่ายเอาไว้เมื่อ 3 ปีก่อนเท่านั้น

Zack Snyder ยังเผยว่า เวอร์ชัน Director’s Cut ที่เขากำลังตัดต่ออยู่ มาพร้อมความยาวมากกว่าที่คิดเอาไว้ โดยตอนนี้หนังมีความยาวมากกว่า 214 นาที แต่ก็ยังไม่ยืนยันว่าสุดท้ายแล้วมันจะออกมาในรูปแบบหนังใหญ่หรือมินิซีรีส์ที่แบ่งเป็นหลาย ๆ ตอน นอกจากนี้ยังยืนยันด้วยว่า หนังในเวอร์ชันนี้ของเขาจะแยกตัวออกมาจาก DC Cinematic Universe เรื่องอื่น ๆ และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ได้เชื่อมโยงถึงเรื่องไหนเป็นพิเศษ

รอชมกันได้ ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021

รีวิว Eurovision Song Contest: The Story of Fire Saga แค่ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง

ถ้าคุณกำลังมองหาหนังเปี่ยมอารมณ์ขัน บทเพลงอันไพเราะ เนื้อเรื่องเบาสมองแต่แทรกสอดแนวคิดในการใช้ชีวิต Eurovision Song Contest: The Story of Fire Saga คือหนังตลกเบาสมองที่คุณสามารถเปิดรับชมได้ทาง Netflix แล้ววันนี้

ตัวหนังบอกเล่าเรื่องราวของลาร์ส (วิล เฟอร์เรล) และซิกริต (ราเชล แมคอดัมส์) สองสมาชิกประจำวงดนตรีไฟร์ซากาโดยทั้งสองร่วมเล่นดนตรีกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อยจนปัจจุบันทั้งสองเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความฝันว่า สักวันหนึ่งลาร์สจะพาวงของตัวเองให้ขึ้นไปคว้าชัยชนะในการแข่งขัน Eurovision Song Contest ซึ่งเป็นมหกรรมการแข่งขันร้องเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคยุโรป

ความฝันเล็กๆของลาร์สที่ดูเหมือนจะไกลลิบลับ เพราะเขาเป็นชาวเมืองในเมืองขนาดเล็กของประเทศไอซ์แลนด์ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ลาร์สเติบโตมาท่ามกลางสังคม “บ้านนอก” ที่มีความใกล้ชิดกันของผู้คน ทำให้เขาโดนมองว่าเป็นคนเพ้อฝัน แถมยังชอบทำเรื่องให้อับอายขายขี้หน้าจนผู้เป็นพ่อ(เพียร์ซ บอสแนน) แอบผิดหวังในตัวลูกชาย

จนกระทั่งเมื่อโอกาสมาถึง การแข่งขันในระดับประเทศก็เริ่มต้นขึ้น วงไฟร์ซากาแม้ว่าจะเหมือนจะอนาคตดับตั้งแต่ขึ้นแสดงบนเวที แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่ออุบัติเหตุเรือระเบิดทำให้คู่แข่งทั้งหมดของไฟร์ซากาตายเรียบ จนไอซ์แลนด์เหลือตัวแทนประเทศเพียงวงเดียวนั่นก็คือไฟร์ซากา

แม้จะถูกกดดันและเหยียดหยามจากเหล่าคณะกรรมการว่าไฟร์ซากาน่าจะเป็นความอัปยศครั้งใหญ่ของไอซ์แลนด์ ลาร์สและซิกริตจึงพยายามพัฒนาฝีไม้ลายมือในการพัฒนาการแสดงของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นและทำให้สุดความสามารถเท่าที่พวกเขาจะทำได้

สำหรับ Eurovision Song Contest: The Story of Fire Saga เป็นหนังตลกเบาสมองที่หลายๆส่วนอาจจะดูปัญญาอ่อนไปบ้าง แต่ด้วยบริบทโดยรวมความสนุกของเรื่องราวและความบ้าบอคอแตกในการกำกับของเดวิด ด็อบกินก็ถือได้ว่าสามารถเล่าเรื่องราวอันแสนซ้ำซากจำเจว่าด้วยการตะกายฝันของพวกคนขี้แพ้ได้อย่างน่ารักน่าชัง เปี่ยมเสน่ห์ ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องบอกว่าอาจจะเป็นเพราะเคมีทางการแสดงของวิล เฟอร์เรลกับราเชล แมคอดัมส์ เข้าขากันอย่างน่าอัศจรรย์

นอกจากนี้บทเพลงที่อยู่ในหนังเรื่องนี้ก็จัดได้ว่า หลายบทเพลงออกแบบและแต่งขึ้นมาเพื่อรับใช้เรื่องราวในหนังได้เป็นอย่างดี กระทั่งเพลงตลกติงต๊องอย่าง ยายา ดิ๊งด่อง (Ja Ja Ding Dong) ก็กลายเป็นเพลงที่ติดหูไปเลยหลังจากหนังจบ กระทั่งเพลงเอกที่ไฟร์ซากาขับร้องอาทิ Volcano Man หรือเพลงในตอนไคลแมกซ์อย่าง Husavik (My Home Town) ก็ล้วนแล้วแต่เป็นบทเพลงที่ติดตรึงอยู่ในโสตประสาทคนดูหลังหนังจบได้เป็นอย่างดี

เอาเป็นว่าถ้าใครมองหาหนังตลกที่มีแนวคิดที่ว่าด้วยการทำความฝันให้สำเร็จ ก็อย่าพลาด Eurovision Song Contest: The Story of Fire Saga นะครับ