The Grudge ผีดุ ขึ้นจออีกรอบ คำสาปบ้านเฮี้ยนยังไม่จบ!

The Grudge ผีดุ ขึ้นจออีกรอบ คำสาปบ้านเฮี้ยนยังไม่จบ!

คนยุคมิลเลเนียมน่าจะไม่มีใคร ไม่รู้จักหนังสยองขวัญเรื่องดังสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Ju-On หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “ผีดุ” ซึ่งออกฉายครั้งแรกในปี 2002 จนกลายเป็นหนังผีที่ได้รับการจดจำในฐานะตัวละครไอคอนปีศาจผมยาวคลานลงจากบันไดบ้านในสภาพตัวบิดเบี้ยว และผีเด็กชายหน้าขาววอกสวมกางเกงในตัวเดียว ในปี 2020 เรื่องราวของ “ผีดุ” จะถูกนำมายกเครื่องใหม่เพื่อเล่าถึงคำสาปในบ้านอาถรรพ์หลังนี้อีกครั้งกับ The Grudge

ย้อนแฟรนชายส์เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

ก่อนหน้า Ju-On: The Grudge (2002) จะออกฉายในวงกว้าง ความเป็นจริงแล้ว Ju-On: The Curse คือเรื่องราวแบบออริจินัลที่แท้จริง ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาในปี 2000 แต่เป็นภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อส่งตรงลงตลาดวิดีโอ ก่อนที่จะมีภาคต่อตามออกมาอย่างรวดเร็วกับ Ju-On 2: The Curse ในปีเดียวกัน เมื่อหนังได้รับความนิยมอย่างมาก ผู้กำกับอย่างทาคาชิ ชิมิซุ จึงได้รับโอกาสในการกำกับเวอร์ชั่นที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ และประสบความสำเร็จในวงกว้าง หนังได้รับการพูดถึงจากคอหนังสยองขวัญอย่างแพร่หลาย แม้จะมีบางคนตั้งประเด็นว่า “หนังดูไม่รู้เรื่อง” (เพราะหนังไม่ได้เล่าเรื่องตามลำดับเวลา)

จากความสำเร็จในภาคแรก ทำให้หนังคลอดภาคต่อออกมากับ Ju-On: The Grudge 2 (2003) ก่อนที่ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่นจะพักการสร้างไปพักใหญ่ เพราะทาคาชิ ชิมิซุ ไปกำกับเวอร์ชั่นรีเมคที่อเมริกา จนกระทั่งในปี 2009 จึงมี Ju-On: White Ghost และ Ju-On: Black Ghost ออกมา ก่อนที่ในปี 2014 จะมี Ju-On: The Beginning of the End ตามออกมาและในปี 2015 กับ Ju-On: The Final Curse ที่เป็นภาคปิดตำนานผีดุ แต่จนแล้วจนรอดในปี 2016 ก็ยังมีความพยายามในการเอาผีคายาโกะไปปะทะกับผีซาดาโกะใน Sadako vs. Kayako จนคนดูเหวอไปตามๆกัน

เวอร์ชั่นรีเมค

ยุคต้นปี 2000 เป็นช่วงเวลาที่ฮอลลีวูดนิยมนำภาพยนตร์ทางฝั่งเอเชียเอามารีเมคกันอย่างคับคั่ง แน่นอนว่า Ju-On เป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกนำมาสร้างใหม่ภายใต้ชื่อ The Grudge ในปี 2004 ซึ่งเป็นอีกครั้งที่ผู้กำกับทาคาชิ ชิมิซุ ได้กลับมานั่งแท่นผู้กำกับอีกครั้ง ภายใต้การดูแลงานสร้างของ แซม ไรมี่  และนำแสดงโดยซาร่าห์ มิเชล เกลลาร์ ผู้รับบทคาเรน หญิงสาวที่ไปข้องเกี่ยวกับบ้านต้องคำสาปโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้จะได้รับคำวิจารณ์ปานกลางแต่ด้วยกระแสหนัง J-Horror ที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมในเวลานั้นทำให้หนังสามารถทำรายได้ในอเมริกาสูงถึง 110 ล้านเหรียญฯ และทำรายได้ในต่างประเทศไปอีก 76 ล้านเหรียญฯ ส่งผลให้ทำรายรับรวมทั้งสิ้น 187 ล้านเหรียญฯ

จากความสำเร็จในเวอร์ชั่นรีเมคทำให้หนังคลอดภาคต่อตามออกมาในปี 2006 กับ The Grudge 2 ซึ่งก็ยังคงเล่าเรื่องของคำสาปบ้านผีสิงและผีคายาโกะ และยังได้ทาคาชิ ชิมิซุ ได้กลับมานั่งแท่นผู้กำกับอีกครั้ง (จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นผู้กำกับชนิดผูกขาดเลยก็ว่าได้!) ซาร่าห์ มิเชล เกลลาร์ ยังกลับมาในบทรับเชิญ ส่วนแอมเบอร์ แทมบลินท์ มารับบทออเบรย์ เดวิส น้องสาวของคาเรน ที่มาช่วยเหลือและดูอาการของพี่สาวตัวเองจนต้องเข้าไปพัวพันกับบ้านอาถรรพ์

สำหรับ The Grudge 3 ยังคงสานต่อเรื่องราวจากหนังเวอร์ชั่นรีเมคภาค 2 เมื่อเจค ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวถูกนำตัวมาไว้ในโรงพยาบาลจิตเวช แน่นอนว่าคำสาปอาถรรพ์ยังคงไม่จบสิ้นและมีผู้เคราะห์ร้ายอีกจำนวนนับไม่ถ้วน โดย The Grudge 3 ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อส่งตรงลงดีวีดีเลย ทำให้หนังจัดได้ว่าคุณภาพย่ำแย่ จนนักวิจารณ์กล่าวว่า The Grudge 2 ที่จัดว่าแย่แล้ว ยังดูบันเทิงและมีสมองกว่าหนังภาคนี้เลยด้วยซ้ำไป

เวอร์ชั่นรีบูตปี 2020

ความพิเศษสำหรับ The Grudge ในเวอร์ชั่นนี้เป็นหนังสยองขวัญเรท R หมายถึงความโหดสยองแบบถึงเลือดถึงเนื้อ มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดต้นกำเนิดเรื่องราว ให้ฉากหลังเกิดขึ้นในประเทศอเมริกาทั้งหมด ไม่มีความเกี่ยวโยงกับประเทศญี่ปุ่นเลย แก่นหลักยังคงอ้างถึงเรื่อง “เมื่อใครสักคนถูกฆ่าตายด้วยความเคียดแค้น เมื่อนั้นคำสาปจึงบังเกิดขึ้น”  ปีเตอร์ (จอห์น โช) นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ได้เดินทางมายังบ้านแห่งหนึ่งตามคำสั่งของบริษัทเพื่อตรวจสอบสภาพบ้าน หลังจากที่เขาเข้าไปในบ้าน ปีเตอร์ได้พบกับร่างที่อยู่ในสภาพเน่าเปื่อยในอ่างอาบน้ำ เขาจึงแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น มัลดูน (แอนเดรีย ไรซ์โบโรห์) เพื่อสืบสวนเรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนในบ้านหลังนี้ แต่ระหว่างทำคดี เธอกลับพบกับเหตุการณ์ประหลาดราวกับเธอถูกสาป เมื่อเธอรู้สึกว่าเธอกำลังถูกผีสาวที่ชื่อคายาโกะตามล่าเอาชีวิต ท้ายที่สุดแล้วตัวละครไหนจะเอาชีวิตรอดจากคำสาปบ้านหลังนี้ได้บ้าง ในอเมริกา The Grudge มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 3 มกราคม ปี 2020

The Grudge เป็นผลงานการกำกับของนิโคลัส เปสเซ จาก The Eyes of My Mother ซึ่งนอกจากจะนั่งแท่นกำกับแล้วเขายังเป็นคนเขียนบทเองอีกด้วย นอกจากนี้หนังยังได้รับการควบคุมดูแลการสร้างจาก แซม ไรมี ผู้อยู่เบื้องหลัง Evil Dead, Don’t Breath และ Crawl และนอกจากสองนักแสดงนำอย่างจอห์น โชและแอนเดรีย ไรซ์โบโรห์แล้ว ยังมีนักแสดงสมทบอาทิลิน เชย์ (Insidious), เดเมียน บิเชอร์ (The Nun), เบ็ตตี้ กิลพิน (The Hunt) และแจ็คกี้ วีเวอร์ (Bird Box) มาร่วมชะตากรรมคนดวงซวยที่ถูกวิญญาณร้ายตามล่า

ชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่

“ไบค์แมน 2” กระแสตอบรับล้นหลาม โดนใจคนไทยทั้งประเทศ!!!

“ไบค์แมน 2” กระแสตอบรับล้นหลาม โดนใจคนไทยทั้งประเทศ!!! เข้าฉายกระจายความฮา วันนี้! ทุกโรงภาพยนตร์!

ถือว่าเป็นกระแสโด่งดัง ตั้งแต่เข้าฉายวันแรกเลยก็ว่าได้ สำหรับภาพยนตร์ตลกอารมณ์ดี  “ไบค์แมน 2” เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากมายในโลกโซเชียลต่างยังคงพูดถึงความสนุกที่ครบรส รวมความฮาแบบคูณสอง แถมความเศร้าเคล้าน้ำตากว่าเดิม เป็นภาพยนตร์ที่ชวนกันมาดูได้ทั้งครอบครัวจริงๆ บอกได้เลยว่าภาคนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง ถือว่าประสบความสำเร็จไม่ต่างจากภาคที่แล้ว

ไบค์แมน 2

ซึ่งครั้งนี้เซอร์ไพรส์สุดๆ เพราะได้รุ่นใหญ่สายเฟี้ยวอย่าง เต๋า- สมชาย เข็มกลัด มาประเดิมบทพ่อของนางเอกครั้งแรก! และที่ทำให้หยุดขำไม่ได้คือทรงผม “บาร์โค้ด” ที่ใครเห็นก็ต้องฮา  และพระเอกในเรื่อง พีช – พชร จิราธิวัฒน์ ที่ยังคงเอกลักษณ์ความน่ารักสไตล์ “ศักรินทร์ตูดหมึก” เหมือนเดิมเพิ่มเติมคือต้องลุ้นว่าจะได้เป็นแฟน “จ๋าย” หรือไหม?รับบทโดย ฝน – ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล รวมถึง โอ๊ต – ปราโมทย์ ปาทาน  ,น้าค่อม ชวนชื่น ,โรเบิร์ต สายควัน และนักแสดงสมทบที่มารวมสร้างสีสันอีกมากมาย

ไบค์แมน 2

ซึ่งเป็นการจับมือร่วมกันเหมือนเดิม ระหว่าง  เวิร์คพอยท์ และ เอ็มพิคเจอร์ส ในเครือ โดยมี บริษัท รฤก โปรดั๊กชั่น จำกัด มารับประกันความฮาแบบไร้ขีดจำกัด! การันตีฝีมือการกำกับของ พฤกษ์  เอมะรุจิ ที่สร้างความประทับให้คนดูมาแล้วจากภาคแรก มาภาคนี้ไม่มีผิดหวังแน่นอน!

ซึ่งตัวแสดงในภาพยนตร์ “ไบค์แมน 2” ทุกคนยังอยู่ครบเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความเข้มข้นของเรื่องนี้ที่ทั้งฮา ทั้งฟิน ทั้งเศร้า และต้องลุ้นตลอดทั้งเรื่อง ติดตามความสนุกของภาพยนตร์อารมณ์ดีที่ใครๆก็คิดถึง “ไบค์แมน 2”  เข้าฉาย วันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ หนังตลกอารมณ์ดีที่จะทำให้คุณได้หัวเราะกันทั้งครอบครัวกำลังจะกลับมาแล้ว!!!

หนังใหม่ “กงยู” ทำลายสถิติมียอดจองตั๋วสูงสุด Kim Ji-Young: Born 1982

Kim Ji-Young: Born 1982 ภาพยนตร์ดราม่าโรแมนติก นำแสดงโดย กงยู และ จองยูมิ ขึ้นอันดับยอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเกาหลีใต้ หลังเปิดตัววันแรกในวันที่ 23 ตุลาคม และเพียงวันแรกวันเดียวก็มียอดผู้ชมสูงถึง 138,156 คนทำรายได้ 1,024,217 ดอลลาร์ ราว 31 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น หนึ่งวันก่อนเปิดฉายจริง หนังยังมียอดซื้อตั๋วล่วงหน้าสูงถึงระดับ 50% อีกด้วย

Kim Ji-Young: Born 1982 สร้างมาจากนิยายชื่อเดียวกันนี้ของโชนัมจู เล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องอยู่บ้านเพื่อเลี้ยงลูก ในขณะที่สามีออกไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัว แต่การเป็นแม่บ้านเต็มตัว ทำให้ คิม จิยอง เริ่มไม่เป็นตัวของตัวเอง และเมื่อทบทวนชีวิตที่ผ่านมา เธอก็พบว่าตนเองถูกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของสังคม ทำให้มีชีวิตในแบบที่เธอเองก็ไม่ต้องการ

Kim Ji-Young: Born 1982 ดูพร้อมกัน 2 มกราคม 2020

ย้อนดูคนเหล็ก 1-5 ต้อนรับการกับมาของ “Terminator Dark Fate”

แฟนคนเหล็กห้ามพลาด พบการกลับมาอีกครั้งของหนังภาคต่อ ตระกูลคนเหล็ก “Terminator Dark Fate” แต่ก่อนที่เราจะได้รู้เรื่องราวของภาคนี้ เราจะพาทุกคนย้อนกลับไปทบทวนเรื่องราวของ 5 ภาคก่อนหน้ากัน

The Terminator : คนเหล็ก 2029

ภาพยนตร์กล่าวถึงโลกอนาคตในปี ค.ศ. 2029 ที่ถูกปกครองด้วยคอมพิวเตอร์ชื่อ SkyNet หลังเกิดสงครามนิวเคลียร์ ฝ่ายมนุษย์ได้รวมกลุ่มขึ้นต่อต้าน นำโดย “จอห์น คอนเนอร์” ทางฝ่ายผู้ปกครอง(SkyNet) จึงส่ง “เดอะ เทอร์มิเนเตอร์” หุ่นยนต์สังหารรุ่น T-800 (รับบทโดย ชวาร์เซเน็กเกอร์) ย้อนเวลามายังลอสแอนเจลิส ในปี ค.ศ. 1984 เพื่อสังหาร “ซาราห์ คอนเนอร์” มารดาของจอห์น คอนเนอร์ (รับบทโดย แฮมิลตัน) เพื่อแก้ไขอนาคตไม่ให้จอห์น คอนเนอร์เกิดขึ้นมา ฝ่ายจอห์น คอนเนอร์ก็ได้ส่ง “ไคย์ล รีส” ทหารรุ่นน้อง (รับบทโดย บีห์น) เดินทางย้อนเวลากลับมาขัดขวาง “เดอะ เทอร์มิเนเตอร์”

Terminator 2  Judgment Day : คนเหล็ก 2029 ภาค 2

สิบปีหลังจาก “ซาราห์ คอนเนอร์” ทำลายหุ่นยนต์สังหาร T-800 หุ่นยนต์สังหารรุ่นใหม่ รุ่น T-1000 (รับบทโดย แพทริค) ถูกส่งย้อนเวลามาเพื่อสังหาร “จอห์น คอนเนอร์” ผู้นำฝ่ายกบฏต่อต้านหุ่นยนต์ในอนาคต ในวัยเก้าขวบ (รับบทโดย เฟอร์ลอง) ฝ่ายจอห์น คอนเนอร์ในอนาคต ก็ได้ส่ง “เดอะ เทอร์มิเนเตอร์” หุ่นยนต์สังหารที่ถูกตั้งโปรแกรมใหม่ ให้มาคุ้มครองจอห์น และซาราห์ คอนเนอร์

Terminator 3 Rise of the Machines  : คนเหล็ก 3 กำเนิดใหม่เครื่องจักรสังหาร

เมื่อถึงเวลาที่สกายเน็ต ต้องสะสางภารกิจเก่าที่ T-1000 ทำไว้ไม่สำเร็จ หุ่นยนต์นักฆ่าสายพันธุ์ใหม่ ที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูงสุดเท่าที่เคยมีมา T-X (คริสเตนน่า โลเคน) จึงได้ถูกส่งข้ามเวลากลับมาอีกครั้ง คอนเนอร์ไม่ใช่เป้าหมายหนึ่งเดียวในบัญชีรายชื่อที่ต้องกำจัดทิ้งของสกายเน็ต แต่ยังมีสัตวแพทย์สาวที่ชื่อ เคต บรูว์สเตอร์ (แคลร์ เดนส์) ดังนั้น “เดอะ เทอร์มิเนเตอร์” คือความหวังเดียวที่จะทำให้พวกเขารอดชีวิต

Terminator Salvation : ฅนเหล็ก 4 มหาสงครามจักรกลล้างโลก

คอนเนอร์ได้พบกับ มาร์คัส ไรท์  (แซม เวิร์ทธิงตัน) ชายหนุ่มลึกลับผู้ที่ความทรงจำครั้งสุดท้ายของเขาก็คือการอยู่ในแดนประหารนักโทษ แล้วความเชื่อของคอนเนอร์ ก็ต้องถูกท้าทาย เมื่อพบว่า แซม คือ ผู้ที่ถูกส่งตัวข้ามกาลเวลามาช่วยเขา แต่จากเวลาช่วงไหนล่ะ อดีตหรืออนาคตกันแน่ และเมื่อสกายเน็ตเตรียมการที่จะกวาดล้างมนุษย์ครั้งสุดท้าย คอนเนอร์กับมาร์คัสต้องผนึกกำลังกันเดินทางฝ่าอันตรายสู่ใจกลางของสกายเน็ต ที่ซึ่งพวกเขาได้ค้นพบความลับอันน่ากลัวที่อยู่เบื้องหลังการทำลายล้างมนุษยชาติ

Terminator Genisys : มหาวิบัติจักรกลยึดโลก

“จอห์น คอนเนอร์” (รับบทโดย เจสัน คาร์ค) ซึ่งเป็นผู้นำกองกำลังต่อต้านของฝ่ายมนุษย์ได้ส่ง “ไคล รีส” (รับบท โดย ไจ คอร์ทนีย์) ย้อนเวลากลับไปสู่อดีตเมื่อปี 1984 เพื่อช่วยชีวิตและคุ้มครอง คุณแม่ของเขา นั่นก็คือ “ซาร่าห์ คอนเนอร์” (รับบทโดย เอมิเลีย คลาร์ก) ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของคนเหล็กที่ต้องการจะสังหารเธอก่อนที่เธอจะให้กำเนิด “จอห์น” แต่แล้วกลับเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ทำให้ลำดับของกาลเวลาแตกสลายไป และ “ไคล รีส” ได้พบว่าตัวเขามีอดีตในรูปแบบใหม่ที่ไม่คุ้นเคย และต้องเผชิญหน้ากับหุ่นเทอร์มิเนเตอร์รุ่น T-1000 (รับบทโดย อีบยองฮุน) ผู้พิทักษ์ (รับบทโดย อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์) และศัตรูตัวใหม่ที่เหนือชั้นกว่ามนุษย์และหุ่นยนต์ รวมทั้งต้องพบกับภารกิจใหม่ที่สำคัญถึงขั้นเป็นการกำหนดอนาคตขึ้นใหม่เลยทีเดียว

Terminator dark fate : เทอร์มิเนเตอร์ วิกฤตชะตาโลก

Terminator ภาคใหม่ ภายใต้การกำกับของ ทิม มิลเลอร์ (Deadpool) ลินดา ฮามิลตัน ที่จะกลับมาอีกครั้งในฐานะ “ซาร่าห์ คอนเนอร์” หลังจากที่เธอปรากฏตัวครั้งล่าสุดใน Terminator 2: Judgment Day (1991) แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้มาคนเดียว เธอยังพาฮีโร่หญิงเลือดใหม่ นาตาลี เรเยส มาแนะนำให้เราได้รู้จักในฐานะ “ดานิ รามอส” พร้อมกับ “เกรซ” นักรบหญิงจากโลกอนาคต ที่รับบทโดย แม็คเคนซี่ เดวิส อีกด้วย

แน่นอนว่าตำนานคนเหล็ก อาร์โนลด์ ชวาสเซเนเกอร์ ก็จะกลับมาร่วมภารกิจครั้งนี้ด้วย โดยมี เจมส์ คาเมรอน กลับมานั่งแท่นอำนวยการสร้างร่วมกับ เดวิด แอลลิสัน อำนวยการผลิตโดย ดาน่า โกล์ดเบิร์ก, ดอน แกรนเจอร์, บอนนี่ เคอร์ติส, จูลี่ ลินน์, ทิม มิลเลอร์, จอห์น เคลลี่ และเอ็ดเวิร์ด เฉิง

ใครที่เป็นแฟนคนเหล็กมาทุกภาค ภาคนี้ก็ไม่น่าพลาด 23 ตุลาตมนี้ ในโรงภาพยนตร์จร้า

Disney อธิบาย ทำไมการซื้อลิขสิทธิ์ Spider-Man จึงจะไม่เกิดขึ้น!

หลังจากที่ Tom Holland เข้าพบกับทั้งสองค่ายทำให้เกิดข้อตกลงใหม่ผลักดันให้ Spider-Man: Homecoming 3 เดินหน้าผลิตออกมา และหลังจากนี้เราอาจจะได้เห็น Spidey ไปปรากฏตัวอยู่ในหนัง crossover ในอนาคต อย่างที่เรารู้ว่าการเจรจาครั้งสุดท้าย Disney ยังไม่พอใจกับข้อตกลงเท่าไหร่นัก ทำให้ Disney มีแผนที่จะซื้อลิขสิทธิ์ซูเปอร์ฮีโร่ตัวนี้กลับมาด้วยราคาที่สูงกว่าตอนที่ซื้อ Marvel ซะอีก

แน่นอนว่ามันเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น! แต่ Bob Iger, Disney CEO ที่ตระหนักถึงความสำคัญของ Spider-Man อยู่เสมอจะยอมจ่าย 4 พันล้านดอลลาร์ จนถึง 5 พันดอลลาร์เพื่อ Spider-Man หรือ?

ไม่คุ้มค่าที่ Disney จะจ่ายให้ Spider-Man!

หลังจาก Bob Iger เข้ามานั่งเก้าอี้ CEO, Disney ก็กวาดซื้ออาณาจักรหนังมาไว้ในครอบครองเป็นจำนวนมาก เริ่มจาก Pixar (7.4 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2006), Marvel (4.24 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2009), Lucasfilm (4.05 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2012) และล่าสุดก็ซื้อภาพยนตร์และอาณาจักรโทรทัศน์ของ Fox ด้วยเงิน 71.3 พันล้านดอลลาร์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้ามีคนคิดว่า Disney จะซื้อลิขสิทธิ์ Spider-Man คืนจาก Sony เช่นกัน

แต่! ติดอยู่ที่ปัญหาเดียว เพราะสถานการณ์ตอนนี้มันไม่ง่ายเหมือนตอนซื้อค่ายต่างๆก่อนหน้านี้หน่ะสิ อย่างตอนที่ซื้อ Lucasfilm ทาง Disney จะได้รับรายได้จาก Star Wars และ Indiana Jones ด้วย ข้อเสนอนี้ค่อนข้างคุ้มค่าที่จะจ่ายเพราะมันรวมทุกอย่างตั้งแต่สินค้าไปจนถึงสิทธิ์ในโทรทัศน์ตั้งแต่การตลาดจนถึงภาพยนตร์ ส่วน Marvel มีข้อตกลงเพิ่มมาอีกเล็กน้อย เพราะยังคงมีภาพยนตร์ และ สินค้าจำนวนมากที่ยังคงต้องใช้ลิขสิทธิ์ของสตูดิโออื่นแต่ก็เช่นเคยเมื่อพิจารณาแล้วมันคุ้มค่าที่จะจ่าย

ในทางกลับกันทางด้าน Sony นั้นสิ่งที่ Disney ได้มีเพียงแค่ลิขสิทธ์ Spider-Man เพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้นซึ่งกระแสรายได้หลักยังคงมาจากภาพยนตร์ และรายการทีวีใด ๆ ที่ Sony ถือครอง นั่นหมายความว่าการคิดเปอร์เซ็นรายได้ หรือส่วนแบ่งต่าง ๆ ที่ได้รับจาก Box office การตลาด งานเปิดตัว อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในอนาคต เมื่อมองในมุมมองของนักธุรกิจแล้วการจ่ายครั้งนี้อาจไม่คุ้มค่าเลย

เรามาลองดูตัวเลขกันเล่นๆ Spider-Man: Far From Home ทำรายได้ไป 1.13 พันล้านดอลลาร์ (รายได้รวม Box Office ทั่วโลก) ทำให้ Spider-Man ขึ้นมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่ง หักลบค่าใช้จ่ายในการสร้างไปอีก 160 ล้านดอลลาร์ หักค่าการตลาดไปอีก 400-500 ล้านดอลลาร์ ในแต่ละพิ้นที่ และหาก Disney ผลิต Spider-Man ออกมา 2 ปีครั้ง Disney ต้องใช้เวลากว่า 20 ในการหาทุนคืนจาก Spider-Man และยิ่งช่วงนี้ Disney กำลังเปิดตัว Disney+ การดำเนินการโปรโมท และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการผลิตน่าจะมากโขจึงไม่ใช่เรื่องที่คุ้มค่ามากนักหาก Disney ลงทุนจ่ายเงิอนจำนวนมากขนาดนั้นในตอนนี้

SONY ต้องการ SPIDER-MAN มากกว่า DISNEY!

ว่ากันตามตรง Marvel มีตัวละครมากมายที่อยู่ในสังกัด นี่ยังไม่นับเหล่า X-Man และ Fantastic Four ที่ต้องจัดการ เมื่อเทียบกันแล้วการทำภาคแยกหรือให้ความสำคัญกับเหล่าตัวละครจาก Spider-Man จึงมีค่าน้อยกว่าสำหรับ Marvel เพราะพวกเขาไม่มีเวลาที่จะพัฒนาพวกมันให้แยกแฟรนไชส์ออกจากกัน

แต่ในทางกลับกัน Spider-Man เป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ที่มีค่ามากสำหรับ Sony, Spider-Man: Far From Home เป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของ Sony ตลอดกาล Venom ทำรายได้ 856 ล้านดอลลาร์ทั่วโลกและได้รับความนิยมในประเทศจีนส่วน Spider-Man: Into The Spider-Verse ก็ได้รับรางวัล Academy Award และทางสตูดิโอก็มีแผนที่จะสร้างภาพยนตร์แนะนำตัวละครอย่าง Nightwatch, Jackpot และ Madame Web ต่ออีก นั่นแสดงถึงการใส่ใจที่มีให้ Spider-Man มากกว่าทาง Marvel และนั่นอาจทำให้ Disney ต้องจ่ายมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์หากพวกเขาคิดจะซื้อลิขสิทธิ์ไปจริง ๆ

แล้วมีโอกาสไหมที่ Disney จะได้ถือครองสิทธิ์ Spider-Man?

ในตอนนี้ไม่มีข้อตกลงการซื้อขาย 4-5 พันล้านดอลลาร์เพื่อนำ Spider-Man กลับเข้า MCU อย่างถาวรอะไรทั้งสิ้น! ยิ่งไปกว่านั้นเพราะ Spider-Man มีความสำคัญต่อ Sony มากกว่าที่มีต่อ Marvel และทั้งสองค่ายมีความเห็นที่ลงรอยกันน้อยมากการซื้อขายจึงยังไม่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อแต่สำหรับตอนนี้ไม่มีการซื้อขายแน่นอน

Joker ทำ Jared Leto หัวเสียหลังพยายามอย่างหนักในการเป็น Joker แต่ได้บทนิดเดียว

Joke

ตอนนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพยนตร์ตัวร้ายจากฝั่ง DC, Joker กำลังเป็นกระแสที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ด้วยบทตัวร้ายอันมีมนตร์เสน่ห์ และฝีมือการแสดงที่เป็นที่จับตาของ Joaquin Phoenix ทำให้หลายคนอยากที่จะเข้าไปดูเพื่อพิสูจน์ด้วยตาของตัวเอง ว่าหนังมันจะดีจริงอย่างที่เค้าเล่าลือกันหรอไม่

แต่ภายใต้กระแสความนิยมนี้ Comicbook รายงานมาว่ามันสร้างความไม่พอใจเล็กน้อยให้กับ Jared Leto นักแสดงชายที่รับบท Joker ในภาพยนตร์เรื่อง Suicide Squad ในปี 2016 รายงานระบุว่าในตอนแรกภายนตร์เรื่องนี้อยู่ในมือของผู้กำกับ Martin Scorsese แต่เค้าก็ไม่ทำอะไรกับมัน จนภาพยนตร์ถูกส่งต่อไป CEO ของ Warner Bros., Kevin Tsujihara เคยมีกำหนดที่จะสร้างภาพยนตร์เดี่ยวให้กับ Jared Leto ด้วยงบน้อยกว่า 70 ล้านเหรียญ นั่นทำให้ Leto รู้สึกแปลกแยก และผิดหวังเป็นอย่างมาก

มันอาจไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นข่าวอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการแสดงความไม่พอใจของ Jared Leto ต่อ Joker เช่นนี้ ปกติเรามักไม่ค่อยเห็นนักแสดงสองคนที่รับบทเดียวกัน ในเวลาเดียวกันแต่ต่างโปรเจกต์กันมีปัญหากันสักเท่าไหร่ ในขณะที่ Leto ก็เคยมีข่าวลือที่จะได้เล่นหนังเดี่ยวภาคแยกออกมาจาก Suicide Squad เมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดภาพยนตร์เรื่องนี้กลับตกมาอยู่ในมือของ Todd Phillips และ Joaquin Phoenix ในปีนี้ ทำให้ทั้ง Joker และ Harley Quinn & Joker (ที่นำแสดงโดย Jared Leto และ Margot Robbie) ต้องโดนตัดออกไปจากตารางของ Warner Bros. จนตอนนี้ก็มีแต่ภาคแยกของ Harley Quinn ที่มีกำหนดฉายแทน

แต่ในความเป็นจริงแล้วก่อนหน้านี้ Leto ก็ไม่ได้แสดงอาการสนอกสนใจในการกลับมารับบท Joker เท่าไหร่นัก ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่ตัดบทตนเองจากการรับบท Joker ก็ตาม (แน่นอนว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ณ ตอนนั้น) อย่างไรก็ตาม DCEU ก็เปิดช่องทางสำหรับ Mr.J ver. Leto ไว้เรียบร้อยใน Birds of Prey ในปีหน้า และ Suicide Squad ของ James Gunn ในปี 2021 แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีข่าวการกลับมาปรากฏตัวของ Jared Leyo ในบท Joker เลย

ส่วนตอนนี้เราสามารถรับชม Joker ได้ในโรงภาพยนตร์เป็นที่เรียบร้อย ส่วนใครที่ปูเสื่อรอหนังของทาง DC ล่ะก็คงต้องรอหน่อยเพราะตารางฉายถัดไปจะเข้าฉายปีหน้าหมดเลยค่ะ

7 กุมภาพันธ์ 2020 : Birds of Prey (and the Fantabulous Emancipation of One Harley Quinn)

5 มิถุนายน 2020 : Wonder Woman 1984

16 ธันวาคม 2020 : Aquaman 2

25 มิถุนายน 2021 : The Batman

6 สิงหาคม 2021 : The Suicide Squad

“วิทย์ บีม แวน” แท็คทีมโจร ใน “The Exchange โจรปล้นโจร”

หลังปล่อยตัวอย่างแรกออกมาให้ได้ดูเรียกน้ำย่อยกันไปแล้ว สำหรับภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเป้ อารักษ์ และคิทตี้ ชิชา วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ 3 โจร (ตัวจริง) กันซะหน่อย

กลายเป็น 3 บุคคลอันตราย!!! ของ พ.ศ. นี้ไปแล้ว สำหรับ วิทย์ พชรพล จั่นเที่ยง (AF 1), บีม ศรัณยู ประชากริช และ แวน ชนินทร จิตปรีดา ที่มารับบท “โจร(ตัวจริง)” ในภาพยนตร์ “The Exchange โจรปล้นโจร” จาก โมโน ฟิล์ม ที่จับมือกับค่ายหนัง โมโน พิคเจอร์ส ร่วมด้วย หมู หมา กระต่าย ผลงานกำกับของ เฉลิม วงค์พิมพ์ จาก 7 ประจัญบาน และ ฅนไฟบิน โดยงานนี้ 3 หนุ่ม วิทย์, บีม, แวน ถือเป็นตัวการสำคัญ บุกปล้นร้านแลกเงิน The Exchange จับเหยื่อเป็นตัวประกัน และทำให้ทุกชีวิตตกอยู่ใน อันตราย!

พี่ใหญ่ วิทย์ ที่กลับมาโชว์ฟอร์มเก๋าบนจอเงินอีกครั้ง เผยว่า “ผมชอบบทร้าย สะใจดี ผมว่าเล่นง่ายกว่าบทคนดีอีก ในเรื่องรับบทหัวหน้าโจร สุขุมนุ่มลึก พูดน้อย ไม่ทำร้ายใครถ้าไม่ถึงที่สุดของความอดทน เรื่องนี้มีมากกว่าแอ็คชั่น มันเป็นหนังปล้นหักเหลี่ยม หนังมีเสน่ห์ มีความเท่ในตัวเรื่องคิวบู๊ แอ็คชั่น ค่อนข้างเยอะ ทั้งเรื่องเลย โดยเฉพาะกับพระเอก เป้ อารักษ์ โดนผมจัดหนักทั้งเตะ ต่อย กระทืบ ทุ่มตู้ใหญ่ๆ ใส่ แต่เรามีผู้กำกับคิวบู๊ที่มืออาชีพ แล้วผมก็เรียนมวยตั้งแต่เด็กๆ มันเลยอยู่ในตัวอยู่แล้ว ส่วนน้องๆ แก๊งโจร บีม กับ แวน ผมว่าลงตัวมาก คลิกกันง่าย ที่สำคัญทุกคนมีของ”

ฟาก บีม พูดได้เลยว่าเป็นทางถนัด “เรื่องนี้ผมอย่างโหด ใจร้อน อารมณ์รุนแรง อาวุธที่ใช้หลักๆ คือปืน ซึ่งผมถนัดอยู่แล้ว ส่วนการปะทะแรงๆ ก็จะมีบ้าง เรื่องของคิวบู๊ก็สมจริง เรื่องนี้นอกจากความมันส์ แอ็คชั่นแล้ว คนดูจะได้เห็นว่าไม่มีใครที่ดีไปหมด แต่ละคนมีทั้งด้านบวกด้านลบ คาแร็คเตอร์มันมีที่มาที่ไป พอมารวมกันและต้องแก้สถานการณ์จะเป็นอย่างไรต้องชมในหนังครับ”

ส่วน แวน เห็นหน้าใสๆ แต่โหดใช่ย่อย “การเข้าแอ็คชั่นค่อนข้างรุนแรง จะอันตรายนิดนึง ยากแทบจะทุกฉากเลยครับ ถ้าเป็นแอ็คชั่น มือไม้มันใกล้หน้าใกล้ตัวมาก มีฉากที่ต้องถีบพี่เป้ ถ้าถามว่ามีพลาดอะไรมั้ย มันก็มีพลาดนิดหน่อยครับ” “The Exchange โจรปล้นโจร” ยังมีนักแสดงอีกคับคั่ง ทั้ง เป้ อารักษ์, คิทตี้ ชิชา, อ่ำ อมรินทร์, วอ จิราวัฒน์, ทศ ทศพล, บีน จุลศักดิ์ เตรียมเข้าฉายกระจายความมันส์ 31 ตุลาคม นี้ ทุกโรงภาพยนตร์

โจ (เป้ อารักษ์) และเมย์ (คิทตี้ ชิชา) กำลังจนตรอกเมื่อโจป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง เมย์นำเงินที่แม่ของเธอทิ้งไว้ให้ไปแลกที่ร้าน The Exchange แต่กลับกลายเป็นว่าเงินเหล่านั้น กลายเป็นเงินสกุลที่เลิกใช้ไปแล้ว ทั้งคู่ถูกผู้จัดการร้านสบประมาท นั่นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เมย์เริ่มวางแผนปล้นร้านแลกเงิน ทว่าเมื่อถึงวันที่ลงมือกลับกลายเป็นว่ามีกลุ่มโจรอีกกลุ่มบุกเข้ามาและจับพนักงานร้าน ลูกค้า รวมถึงโจและเมย์เป็นตัวประกัน ในพื้นที่ปิดตายที่คน 13 คนติดอยู่ด้วยกันนั้นไม่อาจตอบได้ว่าสุดท้าย ใครจะเป็นคนที่อันตรายที่สุด

ตัวอย่างซับไทย “Metamorphosis” ปีศาจเปลี่ยนหน้า

ต้อนรับฮาโลวีนกันอีก 1 เรื่อง สำหรับ “Metamorphosis ปีศาจเปลี่ยนหน้า” ภาพยนตร์สัญชาติเกาหลี ที่มีพล็อตเรื่องน่าสนใจ ที่ว่าด้วยเรื่องราวของปิศาจร้าย ที่แฝงตัวเข้ามาในคราบของคนในครอบครัว!! มีตัวอย่างซับไทยออกมาแล้ว น่าจะเป็นอีกเรื่องที่ถูกใจคอหนัง Horror ไม่น้อย

เมื่อครอบครัวหนึ่งย้ายเข้าบ้านหลังใหม่ แทนที่จะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่กลับกลายเป็นเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัว ณ ที่แห่งนี้มีปีศาจร้ายค่อย ๆ กัดกลืนเข้ามาแฝงตัวในร่าง ด้วยการ “เปลี่ยนหน้า” เป็นหนึ่งในพวกเขา ทุกคนต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และความแปลกประหลาดที่ยากเกินต้านทาน “มัน” ปั่นหัวทุกชีวิตแบบไม่ใยดี พร้อมทลายความไว้ใจของคนในครอบครัว แล้วใครกันที่จะสยบเรื่องร้ายนี้ได้?

การันตีความพีกสุดคลั่งของภาพยนตร์เรื่อง Metamorphosis ปีศาจเปลี่ยนหน้า” ด้วยฝีมือผู้กำกับคุณภาพ“คิม ฮงซอน” ที่เคยฝากผลงานโดนใจคอหนังอย่างแรงจากเรื่อง The Chase” (2017) เสริมด้วยนักแสดงที่ศักยภาพเลิศและควรค่าแก่การไว้ใจ! ไม่ว่าจะเป็น “ซอง ดงอิล” (Along With The Gods 2) , “เบ ซองอู” (The King) , “จาง ยองนัม” (Weightlifting Fairy Kim Bok-Joo) , “คิม ฮเยจุน” (Kingdom) , “คิม คังฮุน” (Hotel Del Luna) และดาวรุ่งน่าจับตา“โจ อีฮยอน”

ต้อนรับเทศกาลฮาโลวีน สัมผัสมิติใหม่ของความหลอนขั้นสุดไปด้วยกัน แต่จงจำไว้ว่า “อย่าไว้ใจใคร แม้แต่ตัวคุณเอง”  ใน “Metamorphosis ปีศาจเปลี่ยนหน้า” 23 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

จงดูซะ!! ตัวอย่างแรก “Birds of Prey”

ออกมาให้ได้ดูกันแล้ว สำหรับตัวอย่างแรกของหนังรวมตัวละครหญิงจากฝัง DC ที่นำทีมโดย “ฮาร์ลีย์ ควินน์” วายร้ายหญิงสุดแสบจาก Suicide Squad พร้อมด้วย Black Canary, Cassandra Cain และอื่น ๆ อีกมากมาย

Birds of Prey (And the Fantabulous Emancipation of One Harley Quinn) เข้าฉาย 6 กุมภาพันธ์ 2020 ในโรงภาพยนตร์

Abominable ภารกิจพาเยติเพื่อนรักกลับหิมาลัย

แอนิเมชั่นเรื่องใหม่แกะกล่องจากค่ายดรีมเวิร์กส์ แอนิเมชั่น และเพิร์ล สตูดิโอ บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ไกลกว่า2,000 ไมล์ จากท้องถนนของประเทศจีน สู่ดินแดนแห่งหิมะอันสวยงามตระการตาของเทือกเขาหิมาลัย

ตัวละครเอกเป็นผู้หญิงเรื่องแรกของดรีมเวิร์กส์

เมื่อวัยรุ่นสาว นามว่า ยี (โคลอี้ เบนเน็ต) เผชิญหน้ากับเยติน้อย บนดาดฟ้าตึกอพาร์ตเมนต์ที่เธออาศัยอยู่ ยีกับเพื่อนๆ อันได้แก่ จิน (เทนซิ่ง นอร์เกย์ เทรนเนอร์) และเผิง ญาติของเขา (อัลเบิร์ต ไช่) ตั้งชื่อเยติตัวนั้นว่า “เอเวอเรสต์” หลังจากนั้น ทั้งหมดได้ร่วมเดินทางอันยิ่งใหญ่เพื่อพาสิ่งมีชีวิตวิเศษตัวนี้กลับคืนสู่ครอบครัวของเขาที่อยู่ ณ จุดสูงที่สุดของโลกนั่นคือเทือกเขาเอเวอร์เรส

หลังจากกล่าวลาแม่ของ ยี(มิเชลล์ หว่อง) และคุณย่า ไน่ไน่ (ไช่ฉิน) สามเพื่อนซี้ต้องพยายามเอาตัวรอดจากการไล่ล่าของเบอร์นิช (เอ๊ดดี้ อิซซาร์ด) มหาเศรษฐีนายทุนที่ต้องการจับตัวเยติ ที่คล้ายกับเยติที่เขาเคยเจอเมื่อสมัยเป็นเด็ก และดร.ซาร่า (ซาร่าห์ พอลสัน) นักสัตววิทยาที่พยายามจะจับเยติด้วยมือที่แสนละโมบของเธอ ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้ เอเวอเรสต์ (ให้เสียงโดย โจเซฟ อิซโซ) ได้กลับถึงบ้าน และได้กลับไปอยู่กับครอบครัวของเขาอีกครั้ง

การเดินทางครั้งนี้ ในมุมกลับกันเอเวอเรสต์จะช่วย ยี, จิน และเผิง ในการปลดล็อคความกล้าหาญที่พวกเขาไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในตัว เมื่อพวกเขาต้องการจะส่งสิ่งมีชีวิตปริศนาตนนี้กลับไปยังบ้านของเขา เอเวอเรสต์ก็จะช่วยให้ทั้งสามค้นพบความสามารถในตัวเองเช่นเดียวกัน

จากความสัมพันธ์จากสัตว์เลี้ยงสู่เรื่องราวมหากาพย์

จิลล์ คัลตัน มือเขียนบทและผู้กำกับของ Abominable สั่งสมประสบการณ์ด้านแอนิเมชั่นมาอย่างยาวนานตั้งแต่ สำเร็จการศึกษาจาก Cal Arts เธอได้ทำงานเป็นแอนิเมเตอร์และศิลปินวาดสตอรี่บอร์ดที่พิกซาร์ ซึ่งเธอได้ร่วมทำงานกับภาพยนตร์เรื่อง Toy Story, Toy Story 2และA Bug’s Life ก่อนจะไปช่วยเขียนเรื่องให้กับMonster’s, Inc. เธอยังได้ใช้เวลานานหลายปีทำงานอยู่ที่โซนี่ แอนิเมชั่น ซึ่งเธอได้กำกับภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องแรกของที่นั่น ได้แก่เรื่อง Open Season คัลตันได้พบกับดรีมเวิร์กส์อยู่นานหลายปีเพื่อพูดคุยถึงหลายโปรเจ็กต์ด้วยกัน แต่ก็จนเธอเสร็จภารกิจจากการฉาย How to Train Your Dragon

โอเรียนทัล ดรีมเวิร์กส์ บริษัทที่ต่อมากลายมาเป็น เพิร์ล สตูดิโอ และดรีมเวิร์กส์ แอนิเมชั่น ได้เสนอไอเดีย “ภาพยนตร์เกี่ยวกับเยติ” ให้กับคัลตัน เธอรับเมล็ดพันธุ์ของไอเดียนี้กลับไปที่บ้านในเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในป่าของมารินเคาน์ตี้ ในนอร์เธิร์น แคลิฟอร์เนีย ที่นั่น คัลตันที่อยู่ท่ามกลางป่าไม้แดงขนาดใหญ่ เริ่มต้นจินตนาการถึงเรื่องราวเอพิคของเด็กสาวคนหนึ่งที่พบตัวเองอยู่บนทางแยกที่จินตนาการไม่ถึง

จากแรงบันดาลใจของจิลล์ คัลตัน ซึ่งเธอเองได้เลี้ยงสุนัขน้ำหนักกว่า 90 ปอนด์มาตลอดชีวิต ไม่จะเป็นหมาบลัดฮาวน์ที่ทั้งซน ไม่มีระเบียบ น้ำลายยืดตลอดเวลา เธอได้มองตัวเองและจินตนาการว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหมาของเธอตัวใหญ่ขึ้นและกลายเป็นเยติ ดังนั้นเยติในหนังเรื่อง Abominable จึงเป็นภาพจินตนาการที่เธอใส่ประสบการณ์ชีวิตของตัวเองพ่วงเข้าไปด้วย

ในช่วงเวลาที่เธอยังเด็ก เธอจดจำได้ว่าเพื่อนบ้านมีสุนัขพันธุ์เกรทเดนตัวใหญ่น้ำหนักกว่า 200 ปอนด์ วันหนึ่งมันได้วิ่งไล่เธอ จิลล์พยายามวิ่งกระโดดลงจากบันไดเพื่อหนีมัน แต่กลายเป็นว่าเธอหกล้มและเจ้าหมายักษ์ได้กดเธอเอาไว้กับพื้นและหายใจใส่หน้าเธอ จ้องมองเธอ ความรู้สึกในช่วงเวลาดังกล่าว เธอทั้งกลัวและทึ่งไปพร้อมๆกัน จากเหตุผลเหล่านี้ทำให้เธอเลือกหยิบมาบอกเล่าในหนัง

พาคนดูไปสำรวจความรักและการสูญเสีย

บทภาพยนตร์เรื่อง Abominable ต้องการจะพาผู้ชมไปสำรวจเรื่องราวในธีมของความรักและความสูญเสีย ในแบบที่เรียบง่าย เข้าใจได้ทุกเพศ ทุกวัย เรื่องราวในหนังเรื่องต้นขึ้น เมื่อพ่อของยีตายไป และเอเวอเรสต์ก็หลงทาง ต้องพลัดพรากจากครอบครัวของเขา และไม่สามารถหาทางกลับบ้านได้ ในชีวิตของเธอเอง ความทรงจำที่สาหัสที่สุดมาพร้อมความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุด เธอรู้ดีว่าสำหรับคนดู เพื่อจะสร้างความผูกพันกับยีเธอต้องพูดถึงความเจ็บปวดแบบนั้น ไม่ใช่ถอยห่างจากมัน

ขณะที่เธอเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ คัลตันได้ถักทอเรื่องราวของเด็กวัย 16 ปีที่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งต้องเสียพ่อของเธอไป และเริ่มรู้สึกเหมือนไม่เข้าใจกับแม่และย่า ผู้พยายามจะทำให้ ยีเปิดใจ และกลับมาผูกพันกับครอบครัวอีกครั้ง คัลตันต้องการให้ ยีเป็นตัวของตัวเองและคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง เป็นทอมบอยผู้ไม่พร้อมที่จะเผยความเจ็บปวดที่แท้จริงออกมา

ยีมาเจอเอเวอเรสต์บนดาดฟ้าตึกในช่วงวิกฤตของชีวิตพอดี เมื่อเธอเริ่มเห็นว่าเธอต้องหันไปสร้างความผูกพันและเข้าใจกับคนอื่นๆ อีกครั้ง เพราะเอเวอเรสต์ต้องห่างจากบ้านของเขาในหิมาลัย และต้องการความช่วยเหลือจากเธอ ยีเรียนรู้ที่จะเปิดใจและตัดสินใจที่จะพาเขากลับไปยังที่ที่เขาจากมา ภารกิจในครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการเติมเต็มอารมณ์ของตัวละครเอง ซึ่งคนดูจะได้ทำความเข้าใจตัวละครยี ไปพร้อมๆกับการเดินทางอันน่าตื่นเต้นนั่นเอง