ปิดฉากมหาสงครามแห่งจักรวาล Star Wars บทสรุปที่จะถูกพูดถึงไปตลอดกาล!

เตรียมไลท์เซเบอร์ของคุณให้ พร้อม ! เพราะสตาร์วอร์คเกอร์จะอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวอันน่าทึ่งของมหากาพย์สงครามแห่งดวงดาวในไตรภาคสุดท้ายกับการผ่อนคลายปมปริศนาครั้งสำคัญและปิดการต่อสู้เพื่อต่อต้านการสังหารหมู่ ด้านมืดและด้านสว่างที่แฟน ๆ ทั่วโลกตั้งค่ารอคอยที่จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

การันตีตการรับตั๋วเงินเพื่อขายตั๋วล่วงหน้าให้ทุกคนที่ได้รับเงินก้อนโตจากการโจมตีครั้งสุดท้าย สชาวไทยได้ร่วมพิสูจน์ไปพร้อม ๆ กัน 19 ธันวาคมนี้ก่อนอเมริกา

• ความตื่นเต้นแรก: เรย์ คือใคร?
คำถามที่เหล่าแฟนๆ สงสัยกันมานานจะถูกเปิดเผยในภาคนี้ ว่าที่แท้จริงแล้ว หญิงสาวที่มาพร้อมกับพลังผู้นี้เป็นใครกันแน่ โดยผู้เขียนบท คริส เทอร์ริโอ (Chris Terrio) แอบกระซิบว่า แฟนๆ จะได้ทราบถึงต้นกำเนิดของเรย์ และเธอกลายมาเป็นผู้สืบทอดจิตวิญญาณของเจไดได้อย่างไร

• ความตื่นเต้นที่สอง: การกลับมารับหน้าที่ผู้กำกับของ เจ.เจ. เอบรามส์
ผู้กำกับมือทอง เจ.เจ. เอบรามส์ ที่การันตีฝีมือการกำกับของเขาต่อเหล่าสาวกสตาร์ วอร์สเอาไว้ใน
สตาร์ วอร์ส อุบัติการณ์แห่งพลัง (Star Wars: The Force Awakens) เมื่อปี 2558 และในครั้งนี้เขาจะได้ส่งมอบบทสรุปของมหากาพย์สงครามแห่งจักรวาลให้กับแฟนๆ สตาร์ วอร์ส ซึ่งรับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

• ความตื่นเต้นที่สาม: เจ้าหญิงเลอา ผู้จะอยู่ในดวงใจของเราตลอดไป
จากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของเหล่าแฟนคลับจักรวาลสตาร์ วอร์สเมื่อปี 2559 กับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ แคร์รี่ ฟิชเชอร์ ผู้รับบทเจ้าหญิง เลอา โดยใน สตาร์ วอร์ส: กำเนิดใหม่สกายวอล์คเกอร์ อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่แฟนๆ จะได้พบกับตัวละครระดับตำนานอย่างเลอาบนจอเงิน

• ความตื่นเต้นที่สี่: การกลับมาของความชั่วร้ายสุดดำมืดของพัลพาทีน
จักรพรรดิพัลพาทีน รับบทโดยนักแสดงระดับตำนานอย่าง เอียน แม็คเดียร์มิด หนึ่งในวายร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไตรภาคสตาร์ วอร์ส จะกลับมาปรากฏตัวให้เหล่าแฟนๆ ได้เห็นและขวัญผวาไปกับความชั่วร้ายของเขาอีกครั้งหรือไม่นั้นต้องไปพิสูจน์ใน สตาร์ วอร์ส: กำเนิดใหม่สกายวอล์คเกอร์

• ความตื่นเต้นที่ห้า: ศึกตัดสินมหากาพย์สงครามดวงดาว บทสรุปที่จะถูกพูดถึงไปตลอดกาล

และแน่นอนที่สุดกับศึกไลท์เซเบอร์สุดอลังการระหว่างเรย์และไคโลเรน ฉากแอ็คชั่นดุดันที่เต็มไปด้วยเอฟเฟกต์สุดตระการตา เต็มอิ่มกับประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ในระบบพิเศษ IMAX ให้เหล่าสาวกสตาร์ วอร์สได้ร่วมลุ้นไปกับบทสรุปครั้งนี้

ลูคัสฟิล์ม และผู้กำกับ เจ.เจ. เอบรามส์ รวมพลังกันอีกครั้งเพื่อพาผู้ชมไปสู่มหากาพย์การผจญภัยในกาแล็คซี่อันไกลโพ้นกับ สตาร์ วอร์ส: กำเนิดใหม่สกายวอร์คเกอร์ บทสรุปของตำนานอันน่าตื่นเต้นของตระกูลสกายวอร์คเกอร์
เมื่อตำนานใหม่จะถือกำเนิดและการต่อสู้ครั้งสุดท้ายเพื่ออิสรภาพกำลังจะมาถึง

นำแสดงโดย แคร์รี่ ฟิชเชอร์, มาร์ค ฮามิลล์, อดัม ไดรเวอร์, เดซี่ ริดสีย์, จอห์น โบเยก้า, ออสการ์ ไอแซค, แอนโธนี แดเนียลส์, นาโอมิ แอคกี้, ดอมห์นัล กลีสัน, ริชาร์ด อี. แกรนท์, ลูปิต้า ยองโก, เคอรี รัสเซลจูนาส ซูโอทาโม่, เคลลี่ มารี ทราน, และบิลลี ดี วิลเลี่ยม

นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่รอให้แฟน ๆ ได้ร่วมกันบทสรุปของมหาสงครามแห่งจักรวาลในสตาร์วอร์ส: สตาร์วอร์คเกอร์ (กำเนิดใหม่) Skywalker) ปิดฉากความมันส์ถึงใจในระบบพิเศษไอแมกซ์ก่อนที่จะถึงอเมริกา 19 ธันวาคมในภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นตำนาน แต่เรื่องราวของพวกเขาจะพูดถึงตลอดกาล! “ ขอพลังจงสถิตอยู่กับท่าน – ขอให้กองทัพอยู่กับคุณ” สาวกสตาร์วอร์สทุกคน

ลูกโลกทองคำ 2020: รายนามผู้เข้าชิง Marriage Story มีชื่อ 6 สาขา

เปิดเผยออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับรายนามผู้เข้าชิงของ ลูกโลกทองคำ 2020 หรือ Golden Globes ครั้งที่ 77 ซึ่งทางฝั่งภาพยนตร์นั้นถือได้ว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างหนังที่เข้าฉายโรงใหญ่และหนังที่ฉายบน Netflix

Marriage Story ภาพยนตร์บน Netflix ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ในการหย่าร้างระหว่างคนสองคนที่เน้นไปที่อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครมาแรงแซงโค้ง มีชื่อเข้าชิงมากที่สุดถึง 6 สาขา ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า (อดัม ไดรเวอร์), นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า (สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน), นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า (ลอร่า เดิร์น), บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

Marriage StoryMarriage Story

อีกเรื่องจาก Netflix ที่มาแรงก็คือหนังแก๊งสเตอร์อย่าง The Irishman ที่เข้าชิงทั้งหมด 4 สาขา ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า, ผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม (มาร์ติน สกอร์เซซี), นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า (อัล ปาชิโน และ โจ เพสซี) และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ฟากฝั่งภาพยนตร์ที่เข้าฉายในโรงนำหน้ามาโดย Once Upon a Time in Hollywood ที่ปรากฏชื่อทั้งหมด 5 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทตลกหรือเพลง, ผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม (เควนติน ทาแรนติโน), นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทตลกหรือเพลง (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ), นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ประเภทตลกหรือเพลง (แบรด พิตต์) และ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

JokerJoker

ส่วน Joker มีชื่อเข้าชิง 4 สาขาจาก ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า, ผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม (ทอดด์ ฟิลิปส์), นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า (ฮวาคิน ฟีนิกซ์) และดนตรีประกอบยอดเยี่ยม ส่วนทางฝั่งละครโทรทัศน์ที่น่าสนใจก็มีทั้ง SuccessionBig Little Lies และ The Crown ที่เรียงหน้าเข้าชิงสาขาใหญ่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำประจำปี 2020 จะมีขึ้นในเช้าวันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2020 (ตามเวลาในประเทศไทย)

The CrownThe Crown

รายชื่อผู้เข้าชิง ลูกโลกทองคำ 2020

สาขาภาพยนตร์

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า
The Irishman
Joker
The Two Popes
Marriage Story
1917

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทตลกหรือเพลง
Once Upon a Time in Hollywood
Knives Out
Dolemite Is My Name
Jojo Rabbit
Rocketman

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า
Christian Bale, Ford v Ferrari
Joaquin Phoenix, Joker
Antonio Banderas, Pain and Glory
Jonathan Pryce, The Two Popes
Adam Driver, Marriage Story

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า
Renée Zellweger, Judy
Charlize Theron, Bombshell
Saoirse Ronan, Little Women
Cynthia Erivo, Harriet
Scarlett Johansson, Marriage Story

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทตลกหรือเพลง
Leonardo DiCaprio, Once Upon a Time in Hollywood
Eddie Murphy, Dolemite Is My Name
Daniel Craig, Knives Out
Taron Egerton, Rocketman
Roman Griffin Davis, Jojo Rabbit

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ประเภทตลกหรือเพลง
Awkwafina, The Farewell
Beanie Feldstein, Booksmart
Ana de Armas, Knives Out
Emma Thompson, Late Night
Cate Blanchett, Where’d You Go, Bernadette?

รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม
Brad Pitt, Once Upon a Time in Hollywood
Al Pacino, The Irishman
Tom Hanks, A Beautiful Day in the Neighborhood
Joe Pesci, The Irishman
Anthony Hopkins, The Two Popes

รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม
Jennifer Lopez, Hustlers
Laura Dern, Marriage Story
Margot Robbie, Bombshell
Kathy Bates, Richard Jewell
Annette Bening, The Report

รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
Martin Scorsese, The Irishman
Quentin Tarantino, Once Upon a Time in Hollywood
Bong Joon-ho, Parasite
Sam Mendes, 1917
Todd Phillips, Joker

รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
Quentin Tarantino, Once Upon a Time in Hollywood
Noah Baumbach, Marriage Story
Anthony McCarten, The Two Popes
Bong Joon-ho and Han Jin-won, Parasite
Steven Zaillian, The Irishman

รางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
“(I’m Gonna) Love Me Again,” Rocketman
“Spirit,” The Lion King
“Into the Unknown,” Frozen 2
“Stand Up,” Harriet
“Beautiful Ghosts,” Cats

รางวัลดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
Thomas Newman, 1917
Hildur Guonadottir, Joker
Randy Newman, Marriage Story
Alexandre Desplat, Little Women
Daniel Pemberton, Motherless Brooklyn

รางวัลภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม
Frozen 2
Toy Story 4
How to Train Your Dragon: The Hidden World
Missing Link
The Lion King

รางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม
The Farewell
Pain and Glory
Parasite
Portrait of a Lady on Fire
Les Misérables

 

สาขาละครโทรทัศน์

รางวัลละครโทรทัศน์ยอดเยี่ยม ประเภทดราม่า
The Crown
The Morning Show
Succession
Big Little Lies
Killing Eve

รางวัลละครโทรทัศน์ยอดเยี่ยม ประเภทตลกหรือเพลง
Barry
The Politician
Fleabag
The Kominsky Method
The Marvelous Mrs. Maisel

รางวัลมินิซีรีส์หรือภาพยนตร์โทรทัศน์ยอดเยี่ยม
Loudest Voice
Chernobyl
Unbelievable
Fosse/Verdon
Catch-22

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ละครโทรทัศน์ประเภทดราม่า
Brian Cox, Succession
Tobias Menzies, The Crown
Billy Porter, Pose
Kit Harington, Game of Thrones
Rami Malek, Mr. Robot

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ละครโทรทัศน์ประเภทดราม่า
Jennifer Aniston, The Morning Show
Olivia Colman, The Crown
Jodie Comer, Killing Eve
Nicole Kidman, Big Little Lies
Reese Witherspoon, The Morning Show

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ละครโทรทัศน์ประเภทตลกหรือเพลง
Michael Douglas, The Kominsky Method
Bill Hader, Barry
Ben Platt, The Politician
Paul Rudd, Living With Yourself
Ramy Youssef, Ramy

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ละครโทรทัศน์ประเภทตลกหรือเพลง
Rachel Brosnahan, The Marvelous Mrs. Maisel
Kirsten Dunst, On Becoming a God in Central Florida
Christina Applegate, Dead to Me
Natasha Lyonne, Russian Doll
Phoebe Waller-Bridge, Fleabag

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประเภทมินิซีรีส์หรือภาพยนตร์โทรทัศน์
Sam Rockwell, Fosse/Verdon
Russell Crowe, The Loudest Voice
Jared Harris, Chernobyl
Christopher Abbott, Catch-22
Sacha Baron Cohen, The Spy

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ประเภทมินิซีรีส์หรือภาพยนตร์โทรทัศน์
Helen Mirren, Catherine the Great
Michelle Williams, Fosse/Verdon
Merritt Weaver, Unbelievable
Kaitlyn Dever, Unbelievable
Joey King, The Act

รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ประเภทละครโทรทัศน์, มินิซีรีส์ และภาพยนตร์โทรทัศน์
Alan Arkin, The Kominsky Method
Kieran Culkin, Succession
Henry Winkler, Barry
Andrew Scott, Fleabag
Stellan Skarsgard, Chernobyl

รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ประเภทละครโทรทัศน์, มินิซีรีส์ และภาพยนตร์โทรทัศน์
Toni Colette, Unbelievable
Meryl Streep, Big Little Lies
Helena Bonham Carter, The Crown
Patricia Arquette, The Act
Emily Watson, Chernobyl

สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน บอก Black Widow จะไม่ใช่หนังฉาบฉวย

สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน บอก Black Widow จะไม่ใช่หนังฉาบฉวย

 

ดูเหมือนว่าการออกมาโจมตีของผู้กำกับรุ่นอาวุโสที่คร่ำหวอดในวงการหลายต่อหลายคนในช่วงที่ผ่านมา หาว่า หนัง Marvel เหมือนกับการเที่ยวสวนสนุกมากกว่าการชมภาพยนตร์ที่เป็นศิลปะนั้น ก็ส่งผลต่อมุมมองของฟากฝั่ง Marvel อยู่พอสมควร Scarlett Johansson ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงหนัง Black Widow ของเธอที่กำลังจะปล่อยตัวอย่างแรกออกมาเร็ว ๆ นี้ และเป็นหนัง Marvel ที่เป็นหนังแยกเดี่ยวและหนังที่โฟกัสถึงตัวละครของเธอเต็ม ๆ เป็นครั้งแรก หลัง Avengers: Endgame รวมถึงหลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว เธอกล่าวว่า จะไม่ทำหนังเรื่องนี้อย่าง “ฉาบฉวย” (เธอเป็นหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางหนังด้วย)

Black Widow เตรียมเข้าฉายในสหรัฐฯ 1 พฤษภาคม ปีหน้า

Black Widow เตรียมเข้าฉายในสหรัฐฯ 1 พฤษภาคม ปีหน้า

อย่างที่หลายคนคงทราบชะตากรรมและจุดจบของตัวละคร “นาตาชา โรมานอฟ” ใน Endgame ไปแล้ว หนัง ฺBlack Widow จะเจาะลึกถึงตัวละครตัวนี้อย่างเล่าย้อนไปถึงช่วงเวลาที่เกิดขึ้น ระหว่าง Captain America: Civil War และ Avengers: Infinity War  ซึ่ง Scarlett ที่กำลังจะมีหนังดราม่าอีกเรื่องออกฉายทาง Netflix เรื่อง Marriage Story ซึ่งหลายสำนักทำนายว่า เธอจะได้เข้าชิงออสกาณ์จากเรื่องนี้แน่ ๆ เพิ่งออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับนิตยสาร Vanity Fair ว่า

“…ฉันบอกกับทีมผู้สร้างว่า ไม่อยากให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เล่าถึงต้นกำเนิดแบบเดิม ๆ และก็ไม่อยากให้เป็นหนังสายลับจ๋า ซึ่งมันจะฉาบฉวยเกินไป ฉันอยากลงลึกกับตัวละคร โดยเฉพาะความรู้สึกของนาตาชาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่หนังบอกเล่า เอาเข้าจริง ๆ บทนาตาชาได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ไปแล้วนะ ใน Endgame ถ้าเราไม่มีเหตุผลที่ดีพอจะลงลึกกับตัวละครตัวนี้ เราคงไม่ต้องกลับมาสร้างหนังเรื่องนี้กัน เพียงแค่เพื่อจะเรียกเงินจากคนดู…”

Scarlett Johanson กับแฟชันเซ็ตของนิตยสาร Vanity Fair

Scarlett Johansson กับแฟชั่นเซ็ตของนิตยสาร Vanity Fair

อย่างที่แฟน ๆ Marvel และคอหนังต่างสัมผัสกันมาตั้งแต่การปรากฎตัวครั้งแรกของตัวละครตัวนี้ใน Iron Man 2 (2010) ตัวละครนาตาชา โรมานอฟ เป็นตัวละครผู้หญิงที่โดดเด่น และเป็นผู้หญิงคนเดียวใน Avengers รุ่นแรกสุด Scarlett รับบทเป็นสายลับสองหน้าที่มีความลับดำมืดซ่อนอยู่ในที่มาที่ไปที่ไม่มีใครรู้ของเธอ อย่างที่หนัง MCU แต่ละเรื่องที่มีเธอ มักจะคายเบาะแสถึงเบื้องหลังสีเทาของเธอออกมาตลอด นี่จึงนับเป็นตัวละครที่มีสีสันและยังมีเรื่องราวให้ติดตามอยู่อีกมาก และคงน่าเสียดายที่คนดูจะหมดโอกาสสำรวจ หลังจากเธอจบบทบาทไป

Scarlett ยังมุ่งหวังจะให้ตัวละครตัวนี้ เป็นต้นแบบแรงบันดาลใจของผู้ที่ผ่านความเจ็บปวดและบอบช้ำจากการใช้ชีวิต (ยิ่งเฉพาะกับผู้หญิงด้วยแล้ว) ให้ผู้ชมที่ได้ดูเรียนรู้จากความเปราะบางของชีวิต ความละอายใจในการทำสิ่งผิดพลาด ผิดหวังเสียใจ และลุกขึ้นใช้ชีวิตต่อไป ไม่ใช่แค่การเป็นหนังสายลับ แอ็คชันระเบิดตูมตามอย่างเดียว

ทีมนักแสดงจาก Black Widow

ทีมนักแสดงจาก Black Widow

Black Widow ยังนำแสดงโดยนักแสดงอย่าง David Harbour (Stranger Things) นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ Rachel Weisz (The Mummy, The Favourite) Ray Winstone (Beowulf) Florence Pugh และมีข่าวลือว่า Robert Downey Jr. และ William Hurt เจ้าของบทนายพล Ross (จาก The Incredible Hulk) จะกลับมารับบทเดิมในเรื่องนี้ด้วย กำกับโดยผู้กำกับหญิง Cate Shortland ชาวออสเตรเลียที่เคยทำหนังเล็ก ๆ อย่าง Lore และ Berlin Syndrome มาก่อน เข้าฉายในสหรัฐฯ 1 พฤษภาคม ปีหน้า

ทีมนักแสดงจาก Black Widow

ทีมนักแสดงจาก Black Widow

Avengers: Endgame นำทีม ฉากจากหนังที่ดีที่สุดแห่งปี 2019

Avengers: Endgame นำทีม ฉากจากหนังที่ดีที่สุดแห่งปี 2019

ผ่านมา 11 เดือนแล้วสำหรับปี 2019 หากไม่นับอีก 1 เดือนที่เหลืออยู่ซึ่งจะมีหนังใหญ่อย่าง Star Wars ภาคที่ 9 และหนังดราม่าล่ารางวัลอีกหลายเรื่องทยอยเปิดตัว ตลอดทั้ง 11 เดือนของปีนี้ คอหนังก็ได้รับชมหนังหลากหลายแนวเหมือนเช่นทุกปี ในโอกาสเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าของชาวตะวันตก เว็บไซต์ Movieweb ถือโอกาสนี้ย้อนกลับไปดูว่า ฉากเด็ดโดนใจในภาพยนตร์เรื่องไหนบ้างที่แซ่บเวอร์ สุดยอด หรือต้องตบเข่าดังฉาด ร้อง “ขอบคุณพระเจ้า” ที่ดลบันดาลให้เหล่าผู้สร้างผู้กำกับหนังทั้งหลาย สร้างซีนเด็ด ๆ เหล่านี้ออกมา ชาว What The Fact ลองมาดูกันว่า มีฉากไหนที่โดนใจเราด้วยเหมือนกัน

Avengers ประจัญบาน (Avengers: Endgame)

Avengers: End Game

Avengers: Endgame

หนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปีนี้และอาจจะเรียกได้ว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลสำหรับแฟนหนังซูเปอร์ฮีโรและแฟนหนังมาร์เวล ฉากการประจัญบานหลังจากกัปตันอเมริกาพูดคำว่า “Assemble” เปรียบเสมือนจุดสิ้นสุดหรือปลายทางที่รอคอยกันมาตั้งแต่หนังเรื่องแรก Iron Man ในปี 2008 (จริง ๆ ในโรงภาพยนตร์ก็ได้ยินเสียงฮือฮา ตั้งแต่ได้ยินเสียงของฟัลคอนลอยมา ก่อนประตูมิติจะเปิดและทยอยขนพลพรรคมาร่วมรบ) ผู้กำกับพี่น้อง Russo ฉลาดในการสร้างซีนการต่อสู้ที่ค่อย ๆ บิวด์อารมณ์ เปิดศึกกับธานอสด้วยขวัญใจ Avengers รุ่นแรกก่อน อย่างกัปตันอเมริกา ธอร์ และไอรอนแมน ก่อนที่จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และมีเพื่อน ๆ มาช่วยอีกคำรบ ซึ่งก็ถือเป็นการกระจายบทบาทของตัวละครที่มีมากกว่า 20 ตัวได้ดี เราได้เห็นฉากรวมฮีโรฝ่ายหญิงแบบเท่ ๆ ฉากกอดที่คิดถึงและเป็นกอดสุดท้ายเรียกน้ำตาระหว่างโทนี สตาร์คและปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ ฉากเปิดตัวอันทรงพลังของกัปตันมาร์เวล ฉากหมอแปลกมอบทางเลือกสุดท้ายเพียงหนึ่งเดียวให้กับไอรอนแมน ก่อนจะปิดท้ายด้วยความเศร้าตอนท้ายเรื่อง ครบรสและอิ่มเอมเหมือนที่หลายคนเอาไปเปรียบเทียบกับฉากรบสุดท้ายของ The Lord of the Rings พูดได้เลยว่า นี่คือฉากรวมพลประจัญบานของเหล่าฮีโรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา ต้องขอบคุณมาร์เวลที่สร้างช่วงเวลา 10 ปีที่ทรงคุณค่าและสร้างหนังที่สนองนีดแฟน ๆ ได้ถึงอกถึงใจตลอดมา

ความวินาศสันตะโรของสาวก Manson ที่บุกเข้าบ้านผิดหลัง (Once Upon a Time in Hollywood)

Once Upon a Time in Hollywood

Once Upon a Time in Hollywood

(สปอยล์) อีกหนึ่งผู้กำกับสุดกวนที่ทำหนังแบบไม่แคร์โลกความเป็นจริง ต้องยกให้ Quentin Tarantino ที่เคยฆ่าฮิตเลอร์อย่างเมามันมาแล้วใน Inglorious Basterds (2010) เขากลับมาทำแบบเดิมอีกครั้งในหนังที่เล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมของชารอน เทต นักแสดงสาวภรรยาของผู้กำกับ Roman Polanski ที่ถูกสังหารโดยเหล่าสาวกวัยรุ่นที่ถูกหลอนประสานโดยหัวหน้าลัทธิชาร์ล แมนสัน คอหนังหลายคนก็เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว เพื่อเข้าไปดูฉากฆาตกรรมสุดสะเทือนขวัญนี้ แต่กลายเป็นว่า Tarantino หักหลังคนดูอย่างร้ายกาจ ด้วยการให้เหล่าสาวกดันเกิดไม่พอใจริค ดาลตัน ตัวละครของ Leonardo DiCaprio นักแสดงตกอับที่อยู่บ้านข้าง ๆ เทต ที่ออกมาด่าสาดเสียเทเสียขณะที่พวกเขาจอดติดเครื่องรถเสียงดัง ขณะรอจังหวะบุกบ้านเทต เหล่าวัยรุ่นเลยเปลี่ยนใจขอบุกบ้านดาลตันแทน และดันไปเจอกับคลิฟ บูธ สตั๊นแมนท์สายโหดจอมบู๊เพื่อนของริค ตัวละครของ Brad Pitt และสุนัขสุดโหดแบรนดี้ หนึ่งเจ้านายหนึ่งหมาเลยเล่นงานพวกตัวร้ายซะหงายเก๋ง ต้องขอบคุณ Tarantino ทีมอบฉากอันบันเทิงที่สุดของเรื่อง และทำให้อย่างน้อย ๆ ชารอน เทต และลูกน้อยในท้องอายุครรภ์ 8 เดือน ก็ไม่ต้องตายในโลกสมมติเรื่องนี้ซ้ำอีกรอบ

ทุกฉากทุกตอนของหนังแก๊งสเตอร์ทุนสร้างมหาศาล (The Irishman)

The Irishman

The Irishman

เพิ่งเข้าฉายในสัปดาห์วันขอบคุณพระเจ้านี้เอง สำหรับหนังที่ผู้กำกับมือเก๋าอย่างคุณปู่ Martin Scorsese ตั้งใจอยากจะสร้างมาหลายสิบปี แต่เพราะต้องใช้ทุนสร้างราคาแพงไปกับการลดอายุตัวละครหลักทั้ง 3 (หนังเล่าเรื่องตอนช่วงของตัวละครที่มีทั้งตอนอายุ 50 และ 70 ปี) ประจวบเหมาะกับที่ Scorsese ตกลงกับ Netflix เกี่ยวกับทุนสร้างสนนราคาที่ 175 ล้านเหรียญฯ อันจะต้องใช้ไปกับเทคโนโลยี De-Aging ได้อย่างลงตัว Netflix ที่ก็อยากตบหน้าคณะกรรมการออสการ์อีกครั้ง หลังคณะกรรมการพยายามขัดขวางไม่ให้หนังจาก Netflix ได้มีที่ยืนบนเวทีรางวัล (ล้มเหลวไปแล้วกับ Roma ที่ถูกสรรเสริญอย่างมากเมื่อปีก่อน) จึงได้สมหวังกับการมีหนังของผู้กำกับชั้นครูมาอยู่ในสตรีมมิง หลายเสียงชื่นชมมีให้กับหนังแก๊งเสตอร์ความยาว 3 ชั่วโมงครึ่งที่น่าจะเป็นอีกมาสเตอร์พีซตลอดกาล จากฝีมือของผู้กำกับที่ทำหนังแนวนี้ได้ดีที่สุดอย่างไม่มีเบอร์สอง (ประณีตบรรจงถ่ายวันละแค่ 3 ซีนต่อวัน ตลอด 108 วันของการถ่ายทำ) คงต้องขอบคุณทั้ง Netflix ที่กล้าเสี่ยงลงทุน และขอบคุณปู่ Martin ที่ยังมีแรงทำหนังที่เต็มไปด้วยศาสตร์และศิลป์ (อย่างที่ไม่ใช่สวนสนุก?)

ฮิตเลอร์ลอยออกนอกหน้าต่าง (Jojo Rabbit)

Jojo Rabbit

Jojo Rabbit

ผู้กำกับสุดแนวอย่าง Taika Waititi ผู้กำกับหนังอย่าง Thor: Ragnarok (2017) และจะได้กลับมากำกับ Thor: Love and Thunder ก็มีผลงานเพี๊ยน ๆ แนว ๆ ออกมาในปีนี้เช่นกัน ชื่อว่า Jojo Rabbit (ยังไม่เข้าฉายในไทยและน่าจะไม่ได้เข้า) ที่ตัวเขาเองได้มารับบทเป็นฮิตเลอร์ หนังเป็นเรื่องราวของโจโจ ตัวละครหลักที่เป็นเพื่อนในจินตนาการของฮิตเลอร์ รับบทโดยนักแสดงเด็ก Roman Griffin Davis (ต่อไปนี้สปอยล์) ตลอดทั้งเรื่อง ฮิตเลอร์จะให้คำแนะนำและคำสอนผิด ๆ แก่โจโจ ซึ่งพอตอนจบที่โจโจได้เรียนรู้แล้วว่า ฮิตเลอร์พร่ำสอนเขาแต่เรื่องเลวทราม จึงได้รวบรวมความกล้าหาญเตะฮิตเลอร์ลอยออกนอกหน้าต่างไป ซึ่งเป็นฉากที่โดนใจที่สุดแล้วของหนังเรื่องนี้ หนังยังได้นักแสดงอย่าง Scarlett Johansson และ Sam Rockwell มาสมทบด้วย ขอบคุณ Waititi ที่ยังกล้าทำหนังแนว ๆ (…แนวถูกใจตัวเอง) แต่ก็เป็นหนังที่คงความอาร์ตและแหวกแนวได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

โจ๊กเกอร์เต้นรำกลางบันได (Joker)

Joker

Joker

ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ผู้คนต่างพากันกังวลว่ามีเรื่องร้าย ๆ อะไรเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนที่หนัง Joker เข้าฉาย (อย่างตอน The Dark Knight Rises ก็เกิดเหตุกราดยิงในโรงภาพยนตร์จนมีผู้เสียชีวิต) เพราะนับตั้งแต่หนังปล่อยตัวอย่างออกมา จนกระทั่งเริ่มมีนักวิจารณ์ได้ชมมากคนเข้าเรื่อย ๆ ทุกคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า หนังเต็มไปด้วยความเศร้าซึม (ไม่เหมาะกับผู้เป็นโรคหรือภาวะซึมเศร้าจะรับชม) ที่อาจทวีก่อเกิดเป็นความรุนแรงกับฉากปลุกระดมในตอนท้ายเรื่อง ถึงขนาดเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยของสหรัฐฯ ปิดประกาศเตือนให้ระแวดระวังความรุนแรงหน้าโรงภาพยนตร์ทุกแห่งที่ฉายหนังเรื่องนี้ แต่ถึงอย่างนั้น หนังก็มีฉากที่น่าจดจำที่สุดของเรื่องโดยปราศจากความรุนแรงใด ๆ (แต่อาจเต็มไปด้วยความขนพองสยองเกล้าแทน) นั่นคือ ฉากที่โจ๊กเกอร์เต้นรำไปกับเพลง Rock and Roll Part 2 ของ Gary Glitter บนบันไดบรู๊คลินของเมืองนิวยอร์ก ก่อนที่เขาจะไปปฏิบัติการในฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง จนอาจพูดแบบตลกร้ายได้ว่า นี่เป็นหนังที่รุนแรงที่สุดแห่งปี แต่กลับมีฉากที่ทรงพลังที่สุดเป็น “ฉากเต้น” และไม่มีปืนหรืออาวุธร้ายแรงอยู่ในฉากนี้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว (เบื้องหลังของฉากนี้ นักแสดง Joaquin Phoenix บิวด์ตัวเองให้เต้นรำโดยไม่มีการเปิดเพลงประกอบขณะถ่ายทำเลย) ขอบคุณผู้กำกับ Tod Phillips ที่พลิกโฉมและนำความสดใหม่ ความงานคราฟท์อันงดงาม มามอบให้กับหนังตระกูลซูเปอร์ฮีโรสายดาร์ก

จีนี่จ๋าพาเจ้าชายอะลาดินขึ้นขบวนแห่เข้าเมือง (Aladdin)

Aladdin

Aladdin

หนังที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นยักษ์ล้มเรื่องแรกของหนัง Live Action เทพนิยายของ Disney แต่ทำไปทำมาก็กลับกลายเป็นหนังที่ทำเงินทั่วโลกไปเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลของนักแสดงอย่าง Will Smith ด้วย Aladdin กลายเป็นความบันเทิงสำหรับทุกคนในครอบครัวโดยแท้ เพราะเต็มไปด้วยเรื่องราวแฟนตาซีสุดมหัศจรรย์ ลิง นกยักษ์ พรมวิเศษ และแน่นอน เพลงประกอบที่ทำให้คนดูแทบจะอยากลุกขึ้นร้องและเต้นตามขณะที่ได้ชม แม้ว่าโดยภาพรวมก็จะเหมือน ๆ กับหนัง Live Action ของ Disney เรื่องอื่น ๆ ที่ก็อปฉบับการ์ตูนมาแบบช็อตต่อช็อต Will Smith ขับร้องเพลง Friend Like Me ได้อย่างสนุกสนานในฉากที่ยักษ์จีนี่ตัวสีฟ้า เสกให้อะลาดินกลายเป็นเจ้าชายอาลี แล้วพาขึ้นขบวนแห่มาสู่แนะนำตัวเพื่อสู่ขอเจ้าหญิงจัสมินจากเจ้าเมือง ฉากเวอร์วังอลังการนี้แทบจะทำให้นึกถึงสุนทรียภาพของขบวนแห่ในหนัง Raiders of the Lost Ark (1981) (หรือ Indiana Jones ภาคแรก) กันเลยทีเดียว ขอบคุณ Will Smith และ Guy Ritchie ผู้กำกับ ที่ทำให้ฉากนี้กลายเป็นฉากที่ทำให้คนดูยิ้มกว้างที่สุดในรอบปี

ฉากการต่อสู้บนหลังม้า (John Wick: Chapter 3-Parabellum)

John Wick: Chapter 3-Parabellum

John Wick: Chapter 3-Parabellum

Keanu Reeves ได้ปีนี้เป็นปีทองหลังจากเงียบหายนาน เพราะความสำเร็จของ John Wick ภาค 3 ที่สุกงอมจนทำให้กลายเป็นหนังไตรภาคที่ประสบความสำเร็จ (รายได้ภาค 3 ของ John Wick ทำได้มากกว่าภาค 3 ของ The Matrix) จนทำให้ภาค 4 มารอจ่อถ่ายทำอยู่ทั้ง 2 เรื่องที่ว่า จุดขายที่โดดเด่นมาทุกภาคของเหล่านักล่าของ The Continental ก็คือฉากการต่อสู้ที่ดิบ เถื่อน สมจริง ของผู้กำกับทุกภาคที่ผ่านมาซึ่งเคยเป็นทีมสตั๊นแมนท์ของ The Matrix มาก่อน ในภาค 3 นี้ ฉากที่เป็นที่ประทับใจของคอหนังบู๊ ก็คือฉากต่อสู้บนหลังม้าของจอห์นระหว่างหนีจากการตามล่าของแก๊งมอร์เตอร์ไซค์นินจา ซึ่งเป็นฉากของเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องทันทีจากตอนจบในภาค 2 หลังจอห์นถูกอัปเปหิจากองค์กรนักฆ่าและต้องเริ่มหนีจากการไล่ล่าอย่างหัวซุกหัวซุน นอกจากนั้นหนังก็ยังมอบความบันเทิงแบบแอ็กชันจัดเต็ม ทั้งฉากหมัดแลกหมัด ต่อสู้ด้วยมีด ดาบ และฉาก long-take การต่อสู้แบบไม่มีคัท ขอบคุณความแก่แต่เก๋าของป๋าที่ยังมาเล่นหนังบู๊ได้อย่างมันหยดขนาดนี้ในวัย 50 กว่าแบบนี้

อ้างอิง Movieweb

โจ นูโว จวกหนัง The Cave นางนอน ห่วย ทั้งโรงมี 8 คน มันจบละครับนาย

          มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย ภายหลังหนังเข้าโรง สำหรับภาพยนตร์เรื่อง The Cave นางนอน เช่นเดียวกับ นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง หรือ ผู้ว่าฯ ทีมหมูป่า ก็ตำหนิ ทอม วอลเลอร์ ผู้กำกับลูกครึ่งไอริช-ไทย ถึงเนื้อหาบางส่วนที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เฉพาะมุกเสียดสีโจมตีระบบราชการไทย แถมมีฉากที่ทีมงานนำท่อมาช่วยสูบน้ำ แต่โดนข้าราชการคนหนึ่งไล่ให้กลับไปเก่งที่นครปฐม ซึ่งต่อมาผู้ว่าฯ ยอมรับว่าตนเองไม่อนุญาตให้เข้าไปในถ้ำ เพราะเกรงว่าจะไปเพิ่มก๊าซที่เป็นอันตรายต่อผู้ประสบภัยนั้น

ภาพจาก Instagram joejirayut

          โดยกระแสดังกล่าวยังถูกพูดถึงในวงกว้าง เช่นเดียวกับ โจ นูโว นักร้องชื่อดัง ก็แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยมีการโพสต์โปสเตอร์หนังลงอินสตาแกรม พร้อมระบุว่า
 ถ้าว่างจะไปดู แต่ถ้าไม่ว่างดู ก็เพราะเราภูมิใจ ความสามัคคีของคนไทยเรียบร้อยแล้ว และน้อง ๆ ก็ปลอดภัยแล้ว คำถามคือทำไมต้องทำหนัง หรือถ้าจะทำ ทำไมประเทศเราไม่ทำเอง (มันจบละครับนาย)

ภาพจาก Instagram joejirayut

          ต่อมามีคนเข้ามาแย้งว่า “มันคือหนังไทยนะพี่โจ ผกก. เป็นฝรั่งชื่อ ทอม วอลเลอร์ ทำ แต่หนังไทยนะพี่” ก่อนที่ โจ นูโว จะตอบกลับสั้น ๆ ว่า “ก็ไม่ดูไง”

         และล่าสุด (27 พฤศจิกายน 2562) มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก เตชะ ทับทอง โพสต์ว่า ทำหนังคนดูไม่ถึงเป้า โรงถอดโปรแกรมออกเร็ว ก็ไปโยงว่าข้าราชการสั่งการ ตรรกะบิดเบือนนี่มันเท่จริง จากนั้น โจ นูโว ก็เข้าไปคอมเมนต์ระบุว่า “คุณเกี๊ยง ไปดูมาวันนี้ รอบทุ่ม มี 8 คน เราอย่าให้วิกฤตของคนในชาติ ไปทำกำไรให้คนอื่น” และบอกอีกว่า “ท่าทางหนังแม่งห่วย”

ภาพจาก เฟซบุ๊ก เตชะ ทับทอง

รื้อฟื้นความทรงจำถึง 5 ประเด็นสำคัญจาก Frozen 1 ก่อนไปชม Frozen 2

รู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านไปไม่กี่ปีเองนะกับหนังแอนิเมชัน Frozen ภาคแรก เรายังคงได้ยินเสียงเพลง Let It Go กันอยู่เรื่อย ๆ เลย แต่ถ้านับนิ้วเอาจริง ๆ ก็ผ่านไปถึง 6 ปีแล้วนะ ถึงวันนี้ถ้าใครได้ชมไปเพียงรอบเดียว คงจำเรื่องราวได้ไม่ครบถ้วนนัก วันนี้ Frozen II ก็เข้าฉายแล้ว เนื้อหาในภาคนี้ดำเนินต่อเนื่องจากภาคแรกด้วย ถ้าไปชมเลย อาจจะปะติดปะต่อเรื่องราวจากภาคแรกได้ไม่ครบถ้วนนัก เราเลยช่วยทำการบ้านให้ ด้วยการหยิบเอา 5 ประเด็นสำคัญจากภาคแรกมาย้อนความทรงจำให้ เพื่ออรรถรสในการชม Frozen II ได้อย่างราบรื่น

1.อดีตที่น่าเศร้าในวัยเด็กของ อันนา และ เอลซา

วัยเด็กของเอลซาและแอนนา

วัยเด็กของเอลซาและอันนา

อันนา และเอลซา เป็น 2 เจ้าหญิงแห่งอาณาจักรเอเรนเดลล์ ด้วยเหตุที่มีกันอยู่แค่ 2 พี่น้อง ทั้งคู่จึงใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก กิจกรรมโปรดของทั้งคู่คือการวิ่งเล่นด้วยกันรอบปราสาท แล้วเอลซาก็ใช้พลังวิเศษในการควบคุมหิมะของเธอ มาเล่นสนุกกับน้องสาว แต่ด้วยความซุกซนของทั้งคู่ก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เอลซาลื่นล้มแล้วพลาดทำให้แท่งน้ำแข็งจากมนต์วิเศษของเธอฟาดไปที่ศีรษะของอันนา เพื่อช่วยชีวิตของอันนาที่บาดเจ็บสาหัส กษัตริย์และราชินีแห่งเอเรนเดลล์ พ่อและแม่ของอันนาและเอลซา จึงรีบนำตัวอันนาไปที่หมู่บ้านโทรลล์ที่แอบซ่อนอยู่ในหุบเขา เพื่อให้โทรลล์ผู้มีพลังวิเศษในการรักษาได้ช่วยชีวิตอันนา โทรลล์ช่วยชีวิตอันนาไว้ได้ แต่อันนาจะสูญเสียพลังวิเศษและความทรงจำ อันนายังคงมีความทรงจำเพียงเล็กน้อยถึงความสนุกที่ได้วิ่งเล่นกับเอลซา แต่เธอจะจำเรื่องพลังวิเศษของเอลซาไม่ได้อีกเลย

เมื่ออันนาหายดี กษัตริย์และราชินี ตัดสินใจจับลูกสาวทั้งสองแยกจากกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นอีก แล้วยังปิดประตูปราสาทไม่ต้อนรับบุคคลภายนอกอีกด้วย ทั้งคู่ต่างแยกกันอยู่อย่างโดดเดี่ยว เอลซาใช้เวลาว่างของเธอไปกับการฝึกควบคุมพลังวิเศษ ส่วนอันนาก็คุยกับภาพเขียนบนผนังอยู่คนเดียว แต่แล้วเรื่องร้ายในเอเรนเดลล์ก็ยังเกิดขึ้นอีก เมื่อกษัตริย์และราชินีต้องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเรือล่ม

2.พลังน้ำแข็งอันลึกลับของเอลซา

แอนนาตามหาเอลซาจนเจอ

อันนาตามหาเอลซาจนเจอ

เมื่อทั้งคู่เติบโตเป็นสาว เอลซาก็พร้อมแล้วที่จะขึ้นครองราชบัลลังก์แห่งเอเรนเดลล์ แล้วเธอก็พิสูจน์ตัวเองให้ได้เห็นว่าเธอมีคุณสมบัติพร้อมที่จะเป็นราชินีแห่งอาณาจักรนี้แล้ว โดยที่เหล่าข้าราชบริภารและพสกนิกรต่างไม่มีใครล่วงรู้ ถึงมนต์วิเศษของเอลซา ในวันที่ทำพิธีขึ้นครองราชย์ เธอต้องพยายามควบคุมสติตัวเองอย่างมากไม่ให้เผลอปล่อยพลังสร้างน้ำแข็งออกมาตลอดการทำพิธี เมื่อทุกอย่างเกือบจะผ่านพ้นไปด้วยดี จนกระทั่งปาร์ตี้ฉลองตำแหน่ง อันนาก็ปรากฏตัวขึ้น พี่น้องได้เจอกันคร้้งแรกหลังจากถูกแยกจากกันมาอย่างยาวนาน เอลซาเกิดสติแตกทันทีปล่อยพลังออกมาอย่างพลุ่งพล่าน ไม่สามารถควบคุมได้ เธอรีบวิ่งหนีไปจากเอเรนเดลล์ แต่เธอก็ได้ทำให้เอเรนเดลล์ได้กลายเป็นอาณาจักรที่อยู่ภายใต้ฤดูหนาวเหน็บไปตลอดกาล แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าเอลซาหนีไปอยู่ที่ใด

ห่างออกไปในดินแดนส่วนตัวของเอลซา เธอรู้สึกสบายใจที่ได้ปลดปล่อยพลังน้ำแข็งได้ตามใจชอบ พลังเธอกล้าแข็งขึ้นมาก สามารถสร้างทุกอย่างได้ด้วยพลังน้ำแข็งของเธอ แล้วความกล้าแข็งของพลังก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ภายในของเธอด้วย เราเห็นพลังอันน่ากลัวของเธอแล้ว แต่ในภาค 2 ที่ทิ้งช่วงห่างจากภาคแรกหลายปี เอลซาก็ยังพัฒนาพลังน้ำแข็งของเธอมากขึ้นไปอีก เธอยังค้นพบความสามารถใหม่ ๆ อีกมาก

3.คริสทอฟ คนรักของอันนา

คริสทอฟ

คริสทอฟ

เหตุเพราะอันนาเติบโตมาท่ามกลางความโดดเดี่ยวหงอยเหงา ทำให้เธอโหยหาความรักความสนใจมาตลอดโดยไม่รู้ตัว แล้วมันก็ทำให้เธอตกหลุมรักได้โดยง่าย ในคืนที่เอลซาขึ้นครองราชย์นั้น อันนาได้พบกับเจ้าชายฮาน เพียงได้รู้จักแค่ครู่เดียว อันนาก็ตกหลุมรักเขาอย่างจริงจัง และตกลงรับหมั้นเขาในคืนนั้นเลย โดยที่อันนาหารู้ไม่ว่า ฮานต้องการหมั้นหมายกับอันนา ก็เพราะเธอคือเจ้าหญิงแห่งเอเรนเดลล์ เมื่อได้สมรสกันก็จะทำให้ฮานเป็นกษัตริย์แห่งเอเรนเดลล์โดยปริยาย นั่นคือเป้าหมายของฮาน ในขณะที่อันนาออกไปตามหาเอลซา เธอก็ไว้ใจฮาน ด้วยการปล่อยให้เขาดูแลปกครองอาณาจักรเอเรนเดลล์ แต่ระหว่างที่ออกผจญภัยนั้น อันนาก็ได้เจออีกหนุ่มแปลกหน้านามคริสทอฟ แล้วเธอก็คิดว่านี่คือชายที่เธอรักด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ฉาบฉวย และเป็นพระเอกตัวจริงที่ยังอยู่กับอันนาต่อเนื่องมาถึงภาค 2

คริสทอฟเปิดตัวมาในรูปแบบที่ต่างจากพระเอกในการ์ตูนดิสนีย์ในรูปแบบนิยมที่เราคุ้นเคย ว่าต้องหล่อหรือเป็นเจ้าชาย แต่คริสทอฟเป็นชายชาวบ้าน ที่เสนอตัวช่วยอันนาตามหาเอลซา แล้วยังช่วยเตือนสติอันนาถึงการตกลงใจหมั้นหมายแบบไม่ยั้งคิด คริสทอฟเป็นชายที่มีเสน่ห์ แต่ขณะเดียวกันก็มีอดีตที่ค่อนข้างประหลาด เขามีความสัมพันธ์มาอย่างยาวนานกับเหล่าโทรลล์ที่เคยช่วยชีวิตอันนาเมื่อตอนเด็ก เขามีเพื่อนเพียงตัวเดียวนั่นก็คือ สเวน เจ้ากวางเรนเดียร์ ที่คริสทอฟบอกว่ามันพูดได้ แต่ที่จริงคือเขาทำเสียงแทนตัวมัน แม้ว่าเขาจะดูแปลกประหลาดไปสักนิด แต่เขาก็คือพระเอกตัวจริงของอันนา

4.โอลาฟ เจ้ามนุษย์หิมะที่ไม่มีวันละลาย

olaf

olaf

หลังจากเอลซาหนีหายไปจากเอเรนเดลล์ อันนาได้ออกตามหาเธอ แล้วเธอก็ได้ทำลายคำสาปแห่งหิมะ ในระหว่างทางที่ออกผจญภัยตามหานั้น อันนาได้พบกับโอลาฟ มนุษย์หิมะมีชีวิต ที่เอลซาสร้างมันขึ้นมาจากความทรงจำในวัยเด็ก ตอนที่เธอสร้างมนุษย์หิมะเล่นกับอันนา แต่ด้วยเวทมนตร์ที่แรงกล้าของเอลซา ทำให้โอลาฟเป็นมนุษย์หิมะที่มีความคิดจิตใจเป็นของตัวเอง

ท่ามกลางเรื่องราวดราม่าของเอลซา และอันนาน้้น โอลาฟคือตัวละครที่มีความน่ารักและเป็นสีสันของ Frozen อย่างแท้จริง โอลาฟเป็นตัวขโมยซีน สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้อย่างมาก กลายเป็นตัวละครที่คนดูรักและกลายเป็นสินค้าขายดีอีกมาก จากหลายฉากหลายตอนที่โอลาฟได้สร้างความจดจำต่อผู้ชม อย่างความใฝ่ฝันของโอลาฟ คือการอยากไปนอนอาบแดด ทั้ง ๆ ที่ตัวมันเป็นมนุษย์หิมะถ้าไปตากแดดก็ละลายอย่างแน่นอน หรือในช่วงท้ายเรื่อง ที่โอลาฟได้ช่วยชีวิตอันนาไว้จากภยันตราย แล้วทำให้รู้เจตนาที่แท้จริงของฮาน เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับอันนา โอลาฟจำต้องเสี่ยงชีวิตตัวเอง ด้วยการก่อกองไฟ อันนารู้ว่าถ้าโอลาฟทำเช่นนั้นตัวโอลาฟจะละลาย จึงออกปากห้าม แต่โอลาฟก็ตอบมาด้วยประโยคโคตรเท่ “บางคนก็มีค่าพอที่ผมจะยอมละลายให้” พอมาถึงฉากจบที่แฮปปี้เอนดิ้ง อันนาและเอลซาได้กลับมาอยู่ด้วยกัน เอลซาก็ตัดสินใจร่ายมนต์วิเศษอีกครั้งให้กับโอลาฟ ด้วยมนต์นี้จะทำให้โอลาฟเป็นมนุษย์หิมะที่ไม่มีวันละลาย

5.ความรักสามารถละลายใจที่เป็นน้ำแข็งได้

แอนนา โดนสาปเป็นน้ำแข็ง

อันนาโดนสาปเป็นน้ำแข็ง

ตามพลอตนิยมของเทพนิยายดิสนีย์ มักจะวนอยู่กับใจความที่ว่า “รักแท้ทำลายคำสาปได้” แต่กับ Frozen ก็ล้มเลิกพลอตนิยมนี้ซะแล้ว ในฉากที่อันนาตามหาเอลซาจนเจอ เธอพยายามขอร้องพี่สาวให้กับไปล้มล้างคำสาปที่เธอทำให้เอเรนเดลล์กลายเป็นเมืองหิมะตลอดกาลเสียที แต่แล้วเอลซาก็พลั้งมือยิงคำสาปใส่อันนาอีกครั้ง แล้วครั้งนี้มันทิ่มแทงมาที่หัวใจของอันนา เธอจึงมุ่งหน้าไปหมู่บ้านโทรลล์อีกครั้งเพื่อให้ช่วยแก้ไขคำสาปนี้ แต่โทรลล์บอกว่า “มีเพียงรักแท้เท่านั้นที่จะทำลายคำสาปนี้ได้” อันนานึกถึงเจ้าชายฮานทันที มุ่งหน้ากลับเอเรนเดลล์ เพื่อหวังว่าจุมพิตจากฮานจะล้างคำสาปนี้ได้ แต่กลับกลายเป็นว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เธอล่วงรู้ถึงเจตนาอันชั่วร้ายของฮานแทน

ชายคนต่อไปที่เธอนึกถึงก็คือ “คริสทอฟ” ในระหว่างที่ร่วมผจญภัยด้วยกันนั้น ทั้งคู่ต่างได้พัฒนาความสัมพันธ์ต่อกันโดยไม่รู้ตัว แต่ความคาดหมายที่อันนาคิด ก็ยังไม่ใช่คริสทอฟ ล่วงเลยมาจนถึงเหตุการณ์คับขัน เมื่อฮานเผยความชั่วร้ายของตน ด้วยการพยายมามฆ่าเอลซา ที่เป็นเสี้ยนหนามในการบัลลังก์ของเขา อันนากระโดดเข้ามาขวางระหว่างฮานกับเอลซา ทำให้เธอกลายเป็นน้ำแข็ง กลายเป็นว่าการกระทำของอันนา เป็นบทพิสูจน์ถึงความเสียสละด้วยความรักอย่างแท้จริง และนั่นคือชนวนที่หักล้างคำสาป กลายเป็นว่า “รักแท้ชำระล้างคำสาป” ที่อยู่คู่การ์ตูนดิสนีย์มาอย่างยาวนาน โดนตีความใหม่ในFrozen เสียนี่ ไม่จำเป็นว่ารักแท้จะต้องเป็นความรักระหว่างหนุ่มสาว ชายหญิงเสมอไปนะ เพราะประเด็นหลักใน Frozen คือความรักความผูกพันของ 2 ศรีพี่น้องเอลซา และอันนาการเสียสละของอันนา ทำให้เอลซา ซาบซึ้งความรักที่น้องสาวมีต่อเธอ และทำให้เอลซาได้รู้ว่าความรักนี่เองที่เธอสามารถใช้ควบคุมพลังน้ำแข็งของเธอได้ แล้วเธอก็ใช้มันลบล้างคำสาปที่เธอเคยสะกดเอเรนเดลล์ไว้ให้อยู่ภายใต้หิมะตลอดกาล

ติดตามความสนุกในการผจญภัยของสมาชิกแก๊งเดิม เอลซา,อันนา, คริสทอฟ. โอลาฟ และ สเวน ได้ใน Frozen II รอบนี้จะพาเราไปหาคำตอบว่าพลังหิมะของเอลซาเป็นมาอย่างไร

James Gunn ออกมาเปิดเผยว่า ใน Guardians of the Galaxy Vol. 3 จะยังไม่มี Adam Warlock

James Gunn ได้เปิดโอกาสให้แฟนๆ ถามคำถามตัวเขาผ่านทาง IG ส่วนตัว ซึ่งมันก็มีอยู่คำถามหนึ่งที่ได้ถูกถามออกไปว่า

“ใครจะเล่นเป็น Adam Warlock ใน Guardians 3”

ทางด้าน James Gunn จึงตอบออกไปง่ายๆ ว่า

“ผมไม่เคยบอกนะว่าจะมี Adam Warlock ในหนังเรื่องนี้”

James Gunn ออกมาเปิดเผยว่า ใน Guardians of the Galaxy Vol. 3 จะยังไม่มี Adam Warlock

ที่ผ่านมาตัวของ James Gunn เคยออกมาบอกว่าตัวละครอย่าง Mantis และ Ayesha จะมีบทบาทต่อไปใน Guardians of the Galaxy Vol. 3 รวมถึงตัวละครอย่าง Thor ด้วย

James Gunn ออกมาเปิดเผยว่า ใน Guardians of the Galaxy Vol. 3 จะยังไม่มี Adam Warlock James Gunn ออกมาเปิดเผยว่า ใน Guardians of the Galaxy Vol. 3 จะยังไม่มี Adam Warlock James Gunn ออกมาเปิดเผยว่า ใน Guardians of the Galaxy Vol. 3 จะยังไม่มี Adam Warlock

ซึ่งการที่มีคำถามแบบนี้โผล่ออกมาก็ไม่แปลก เพราะในฉาก Post Credit ฉากหนึ่ง ตัวละครของ Ayesha กำลังเพาะพันธุ์สิ่งมีชีวิตไว้ในดักแด้สีทอง ที่เธอบอกจะเอาไว้ทำลายเหล่า Guardians และเธอเรียกมันว่า “Adam” ไม่แน่มันอาจไม่ใช่ Adam Warlock และถ้าไม่ใช่ มันจะเป็น Adam ไหนกันนะ?

มันจึงเป็นที่น่าแปลกใจเหมือนกันว่าทำไมใน Guardians 3 ถึงไม่มีตัวละครนี้โผล่ออกมาสักที หรืออาจจะมาปรากฏตัวในหนังหรือซีรีส์สักเรื่องทาง Disney+ ก่อน เพราะทาง Marvel Studios/Disney ก็ได้ออกมาเปิดเผยถึง 7 โปรเจคที่มีแพลนกำหนดฉายในช่วง 2022-2023 แต่ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นเรื่องไหนกันแน่

ถึงอย่างไรก็ตามตอนนี้คงต้องรอ James Gunn ถ่ายทำ The Suicide Squad เสร็จก่อน แล้วถึงจะมาเริ่มถ่ายทำ Guardians 3 รอกันไปยาวๆ จ้าาา

ที่มา : hnentertainment.co , www.popsugar.com , www.cheatsheet.com

“คริส อีแวนส์” เปรยเป็นนัย “ผมไม่เคยบอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้” (เกี่ยวกับบทกัปตันอเมริกา)

หรือว่าเราอาจจะได้เห็น คริส อีแวนส์ กลับมาสวมชุด “กัปตันอเมริกา” อีกครั้ง? ในเร็ว ๆ นี้ยังไม่ใช่แน่นอน เพราะในเฟส 4 เฟส 5 ไม่มีหนังเรื่องไหนที่ดูจะเกี่ยวข้องกับกัปตันอเมริกาเลย แต่สำหรับแฟน ๆ ของกัปตันก็ยังคงคาดหวังอยู่เสมอ แม้ว่าเราต่างได้เห็นบทลงเอยของกัปตันอเมริกากันไปแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่แน่นะเพราะตัวคริส อีแวนส์ เองก็ไม่ได้ปฏิเสธโอกาสที่จะกลับมาพะบู๊ร่วมกับผองเพื่อนซูเปอร์ฮีโร่ของเขา อ้างอิงจากบทความของนิตยสาร Variety เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ได้สัมภาษณ์คริส อีแวนส์ และสคาร์เล็ต โจแฮนสัน ในบทสัมภาษณ์นั้น มีคำถามถึงคริส อีแวนส์ว่า ยังมีโอกาสที่เราจะได้เห็นเขากลับมาเป็นกัปตันอเมริกาอีกหรือไม่? และนี่คือคำตอบของคริส

ภาพจากนิตยสาร Variety

ภาพจากนิตยสาร Variety

“ถึงแม้ผมจะไม่เคยบอกว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้นะ เพราะผมก็ยังรักคาแรกเตอร์กัปตันอเมริกาอยู่ ไม่รู้สิตอนนี้ยังตอบอะไรไม่ได้ มันก็ไม่ยากหรอกถ้าจะตอบชัด ๆ ว่า “ไม่” แต่ผมก็ไม่รู้สึกกระตือรือร้นที่จะตอบว่า “ใช่” เช่นกัน เพราะตอนนี้ผมก็มีงานอื่นต้องทำอยู่เยอะเหมือนกัน ผมมองว่าเรื่องราวของกัปตันน่ะหาบทลงเอยได้สวยงาม เขาจบสิ้นภารกิจอันยาวนานได้อย่างสง่างามแล้วล่ะ ถ้าเผื่อว่าจะต้องมีการกลับไปเล่าเรื่องของกัปตันอีกครั้ง มันต้องไม่ใช่หนังที่ฉาบฉวยหวังแค่รายได้ เพราะว่าถ้ามีโอกาสนั้น คนดูจะต้องตื่นเต้นกันอย่างมาก พวกเขาต้องอยากรู้ว่ากัปตันจะออกมาอย่างไร เรื่องราวของกัปตันจะเป็นอย่างไร อีกหลายสิ่งหลายอย่างเลยล่ะที่จะต้องใส่เข้ามา แต่ยังไงมันก็ไม่ใช่เร็ว ๆ นี้หรอก”

จากคำตอบของคริส อีแวนส์ ก็พอเห็นได้ว่าเป็นคำตอบที่แบ่งรับแบ่งสู้ ไม่เชิงปฏิเสธถ้ามาร์เวลจะยังมอบโอกาสให้เขา เพราะวันนี้คริส อีแวน ก็เพิ่งจะอายุ 38 ปี ยังบู๊ได้อีกนาน แต่ถึงวันนี้คริส อีแวน ก็สวมชุดกัปตันอเมริกามาถึง 9 ปีแล้ว เปิดโอกาสให้เขาได้ไปลองบทบาทอื่นดูบ้าง เพราะหลาย ๆ สตูดิโอก็ล้วนอยากร่วมงานกับเขา  ถึงตอนนี้คริสก็มีงานแทบไม่ว่างเว้น แฟน ๆ ที่คิดถึงคริส ก็สามารถติดตามเขาได้ในทีวีซีรีส์ Defending Jacob ที่ปล่อยแพร่ภาพทาง Apple tv และธันวาคมนี้ก็รอพบเขาใน Knives Out แล้วตอนนี้ก็มีโพรเจกต์ใหม่ Jekyll รอเปิดกล้องอยู่อีก เรื่องนี้เขาจะได้ร่วมงานกับ รูเบ็น เฟลเชอร์ ผู้กำกับจาก Zombieland และ Venom งานชุกจริง ๆ

มาร์ก วาห์ลเบิร์ก อยู่ในระหว่างเจรจาเข้าร่วมโปรเจกต์ Uncharted กับ ทอม ฮอลล์แลนด์

อีกหนึ่งโพรเจกต์หนังที่ดัดแปลงจากวิดีโอเกมดัง Uncharted ที่มี ทอม ฮอลล์แลนด์ สแตนด์บายในบท นาธาน เดรก พระเอกของเรื่องรออยู่นานแล้ว หนังยังมีอีกบทนำ นั่นก็คือ “ซัลลี่” พี่เลี้ยงของ นาธาน เดรก ซึ่งทีมผู้สร้างกำลังเจรจาทาบทามให้ มาร์ก วาห์ลเบิร์ก มารับบทนี้อยู่ ถ้าการเจรจาเป็นผลสำเร็จ Uncharted จะเป็นหนังที่มีทีมดารานำระดับแม่เหล็ก เรียกผู้ชมได้อย่างมากอีกเรื่องในปีหน้านี้

หน้าตาของ ซัลลี่ และ นาธาน เดรก จากเกม Uncharted

หน้าตาของ ซัลลี่ และ นาธาน เดรก จากเกม Uncharted

แม้ว่า Uncharted จะเป็นโปรเจกต์ใหญ่ ที่มีฐานแฟน ๆ จากวิดีโอเกมทั่วโลก แต่ก็นับว่านี่เป็นโปรเจกต์ที่คืบหน้าไปอย่างยากเย็น หนังถูกเตรียมการสร้างมาตั้งแต่ปี 2017 แต่ก็มีการเปลี่ยนตัวทีมงานไปแล้วมากมาย ทั้งนักแสดงนำและผู้กำกับ , เดิมที มาร์ก วาห์ลเบิร์ก มีชื่ออยู่ในโปรเจกต์นี้ตั้งแต่แรกแล้ว ในช่วงแรกนั้น เดวิด โอ.รัสเซลล์ ผู้กำกับรุ่นเก๋าที่เคยร่วมงานกับ มาร์ก วาห์ลเบิร์ก จากหนัง Three Kings (1999) จึงวางตัวมาร์ก ในบท นาธาน เดรก พระเอกของเรื่องเสียด้วยซ้ำ แล้วมีการทาบทาม ไบรอัน แครนสตัน ในบทซัลลี่แทน แต่หนังก็ล่มไปตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมการสร้าง โปรเจกต์ถูกแขวนไว้ยาวนานจนกระทั่งได้ ทอม ฮอลแลนด์ มาเป็น นาธาน เดรก แล้วปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้เล่าเรื่องราวของนาธานในวัยหนุ่มแทน ส่วนซัลลี่จะเป็นนักล่าสมบัติชาวอเมริกัน ที่ภาพพจน์ของเขาเป็นนักธุรกิจจอมเจ้าเล่ห์ ซัลลี่พยายามฝึกฝนนาธาน ให้มาเป็นนักล่าสมบัติแล้วทำงานเสี่ยงชีวิตแทนตัวเขา ก็ดูเหมือนซัลลี่จะไม่ใช่บทที่ดูขาวสะอาดนักนะ

หลังจาก เดวิด โอ.รัสเซลล์ บอกลาโปรเจกต์ไป ก็ได้ ชอว์น เลวี (Night at the Museum: Battle of the Smithsonian , Reel Steel) มารับช่วงแทน แต่ก็อยู่กับโปรเจกต์ไม่นาน ก็บอกลาไปอีกคน รายต่อไปก็คือ แดน แทรตเชนเบิร์ก ผู้กำกับจาก 10 Cloverfield Lane ก็เข้ามาแทน แล้วก็บอกลาไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี่เอง สุดท้ายหนังก็มาลงตัวที่ ทราวิส ไนต์ ผู้กำกับที่มาจากสายแอนิเมชัน Kubo and the Two Strings แล้วก็ขยับมากำกับ Bumblebee ซึ่งน่าจะลงตัวที่ทราวิส ไนต์ นี่แล้วล่ะ ส่วนบทภาพยนตร์ตกเป็นหน้าที่ของ เรฟ จัดกินส์ ร่วมกับคู่หู อาร์ต มาร์คัม และ แมตต์ ฮอลโลเวย์ ที่เคยเขียนบทภาพยนตร์ Iron Man , Men in Black: International , Transformers: The Last Knight กันมาแล้ว

uncharted 4 ที่ทำยอดขายถล่มทลาย

uncharted 4 ที่ทำยอดขายถล่มทลาย

เมื่อได้ ทอม ฮอลแลนด์ มารับบทนำ พระเอกหนุ่มก็พยายามเชียร์ให้พี่ ๆ จากจักรวาลมาร์เวลมารับบทซัลลี่ รายชื่อที่เขาเสนอไปกับทีมงานก็อย่างเช่น คริส แพรตต์ และ เจค กิลเลนฮาล แต่ทีมงานลงความเห็นว่า มาร์ก วาห์ลเบิร์ก ดูจะเหมาะกับบท “ซัลลี่” มากกว่า แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอของทอมเสียทีเดียว เพราะหนังยังมีบทที่ไม่วางตัวนักแสดงอีกมาก ซึ่งเราน่าจะได้ยินการประกาศรายชื่อนักแสดงเพิ่มเติมในเร็ววันนี้ เพราะหนังจะต้องเปิดกล้องเร็ว ๆ นี้แล้วเพื่อให้ทันกำหนดฉายที่วางไว้แล้วว่าเป็น 18 ธันวาคม 2020

Uncharted เป็นวิดีโอเกมที่ประสบความสำเร็จ จากค่าย Sony Interactive Entertainment เริ่มวางแผงตั้งแต่ปี 2007 ทำยอดขายรวมแล้วกว่า 41 ล้านก๊อปปี้ เฉพาะ Uncharted 4: A Thief’s End ที่ออกจำหน่ายเมื่อปี 2016 ก็ทำยอดขายได้ถึง 16 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลก

“Jade Dynasty” หนังใหม่ “เซียวจ้าน” จ่อชนโรง 14 พ.ย. + มีสิทธิ์รับของที่ระลึก

ได้เวลาแฟนซีรีส์ “ปรจารย์ลัทธิมาร” จาก WeTV ที่ฮอตฮิตไปทั่วเมืองไทยนับถอยหลังสู่ผลงานการแสดงเรื่องล่าสุดของ “เซียวจ้าน” สามีแห่งชาติขวัญใจสาวๆ กับภาพยนตร์เรื่อง Jade Dynasty กระบี่เทพสังหาร ที่จะเข้าโรงในวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้

ใน Jade Dynasty กระบี่เทพสังหาร หนุ่มเซียวจ้านรับบทเป็น “จางเสี่ยวฝาน” เด็กน้อยซึ่งพำนักพักพิงอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งในเวลาต่อมาหมู่บ้านดังกล่าวถูกสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม แต่สำนักชิงหยุนได้ช่วยชีวิตเขาไว้ และเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ จากเด็กธรรมดาๆ กลับมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ จางเสี่ยวฝาน หันเข้าสู่ด้านมืด โดยพยายามตามหาตัวราชาปีศาจ จนกระทั่งเขาได้นามใหม่ว่า กุ้ยหลี่ ที่แปลความหมายได้ว่า  น้ำตาปีศาจ แต่แล้วในวันหนึ่ง เขากลับค้นพบว่า สำนักชิงหยุนผู้ชุบเลี้ยงเขามาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารหมู่ เขาจึงออกแก้แค้นให้กับครอบครัวนั่นเอง

เซียวจ้าน รับบท จางเสี่ยวฝานเซียวจ้าน รับบท จางเสี่ยวฝาน

นอกจาก เซียวจ้าน แล้ว ยังมีทัพนักแสดงมากความสามารถอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ม่งเหม่ยฉี รับบท บี้เหยา, หลี่ชิ่น รับบท ลู่เสวี่ยฉี, ถังอี้ชิน รับบท เถียงหลิงเอ้อ และ เดวิด เจียง รับบท เต้าเสวียนจินเหริน โดย Jade Dynasty กระบี่เทพสังหาร กำกับโดย เฉิงเสี่ยวตง ผู้กำกับคิวบู๊ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในหนังกำลังภายในยุค 90s อาทิ เดชคัมภีร์เทวดา 2, โปเย โปโลเย ภาค 2 และ 3 รวมไปถึง เทียนฟง คนตรง 3000 ปี

๋Jade Dynasty กระบี่เทพสังหาร๋Jade Dynasty กระบี่เทพสังหาร

สำหรับใครที่ซื้อบัตรภาพยนตร์ในรอบพิเศษ วันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2562 รอบเวลา 19.00 น. ณ โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย สยามพารากอน ซึ่งเป็นรอบพิเศษของทางค่ายหนัง Golden A รับของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟทันทีทุกที่นั่ง ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าผ้า, เสื้อยืด, โปสเตอร์รูปเดี่ยว (Limited Edition) พร้อมลายเซ็นของเซียวจ้าน และ การ์ดแทนบัตรชมภาพยนตร์ชนิดแข็ง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง FB – Golden A Entertainment

แล้วไปร่วมลุ้นว่า เซียวจ้าน ในบทบาทปีศาจหนุ่มจะแก้แค้นให้ครอบครัวสำเร็จหรือไม่ หรือจะเกิดเหตุการณ์ใดกับเขาต่อ 14 พฤศจิกายน นี้ ในโรงภาพยนตร์

CR. https://www.sanook.com/