ชวนย้อนอดีตยุค 80s ชี้เป้าจุดสำคัญใน Back To The Future ที่หลายคนอาจไม่สังเกตเห็น

ถอดความจากบทความของ ชอว์น โรแบร์ แฟนหนังผู้คลั่งไคล้ไตรภาค Back To The Future เขียนไว้ในเว็บไซต์ brandedinthe80s.com (17 พฤศจิกายน 2014)

ชอว์น โรแบร์ ชาวอเมริกัน เขาอ้างตัวว่าเป็นคนที่รักและโปรดปรานไตรภาค Back To The Future อย่างมาก ชอว์น เริ่มเรื่องด้วยการย้อนอดีตไปในปี 1990 ตอนที่ Back To The Future III ออกฉาย ตอนนั้นเขาอายุแค่ 13 ปี ชอว์นได้อ่านนิตยสารภาพยนตร์ชื่อ Starlog ที่เขาโปรดปราน ชอว์นเล่าว่าในคอลัมน์จดหมายจากทาางบ้านนั้น มีผู้อ่านรายหนึ่งเขียนจดหมายเข้ามาบ่นถึงช่องโหว่ที่ชัดเจนของหนัง Back To The Future III เนื้อหาในจดหมายนั้นพูดถึงเหตุการณ์ในปี 1885 ที่เป็นฉากหลักในภาค 3 นั้น ผู้เขียนบอกว่าให้ลองนึกกันดี ๆ สิ ในปีนั้นจะต้องมี รถเดลอรีน ที่เป็นไทม์แมชชีน อยู่พร้อมกันถึง 2 คัน คันแรกก็คือคันที่ด็อกขับโผล่ในปีนั้นเพราะโดนฟ้าผ่าแล้วนำไปซ่อนไว้ในถ้ำ และอีกคันก็คือคันที่มาร์ตี้ขับย้อนอดีตกลับไปหาด็อก วิกฤตการณ์หลักในภาคนี้ก็คือรถเดลอรีนที่มาร์ตี้ขับกลับไปนั้น ถังน้ำมันรั่วแล้วไม่มีเชื้อเพลิง จึงต้องคิดหาวิธีสร้างไทม์แมชชีนกันใหม่ แล้วทำไมถึงไม่มีใครพูดถึงรถเดลอรีนอีกคันที่ด็อกเอาไปซ่อนไว้ในถ้ำล่ะ ก็แค่เอาอะไหล่จากอีกคันหนึ่งมาซ่อมอีกคันก็จบปัญหาล่ะ ไม่ต้องมาคิดหาวิธีสร้างไทม์แมชชีนกันใหม่ให้วุ่นวาย ชอว์นบอกว่าพอเขาได้อ่านจดหมายนี้แล้วเหมือนการได้เห็นนิมิตเปล่งประกายในหัวของเขา สำหรับความคิดของเด็กอายุ 13 ปี เขารู้สึกลิงโลดมากที่ได้พบช่องโหว่ครั้งใหญ่ของหนัง (เดาว่าในใจคงนึกประนาม หนังฟอร์มใหญ่ระดับโลกทำไมพลาดจุดใหญ่ ๆ แบบนี้ ทำนองนั้นล่ะ)

นิตยสาร Starlog

นิตยสาร Starlog

วิเคราะห์ทฤษฎีรถเดลอรีน 2 คัน ในปี 1885

รถเดลอรีน คันที่ด็อกซ่อนไว้ในถ้ำ ก็ต้องยังอยู่ในปี 1885

รถเดลอรีน คันที่ด็อกซ่อนไว้ในถ้ำ ก็ต้องยังอยู่ในปี 1885

ชอว์นเล่าต่อว่า วันเวลาผ่านไป ในตอนที่เขาเขียนบทความนี้เขาอายุ 37 ปีล่ะ มีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แล้วเขาก็ได้มาทบทวนเรื่องราวใน Back To The Future III จากเดิมที่เขามั่นอกมั่นใจว่าเป็นความผิดพลาดของทีมงานที่ปล่อยให้บทมีช่องโหว่ไปแบบนั้น ในวันนี้เขาเข้าใจเรื่องราวความซับซ้อนของพลอตที่เกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลามากขึ้น มันเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่จะเขียนเนื้อหาที่เกี่ยวกับทฤษฎีการเดินทางข้ามเวลาให้ถูกต้องเป๊ะเสียทั้งหมด มาทบทวนกันใหม่เรื่องของรถเดลอรีนที่อยู่ด้วยกัน 2 คัน ในปี 1885 ถ้าอิงตามทฤษฎีเดิมที่เขาเคยคิดไว้เมื่อตอนอายุ 13 ปี เอาอะไหล่จากอีกคันมาใส่อีกคันก็จบปัญหาแล้ว แต่ถ้าคิดตามให้ละเอียดแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ ทันทีที่ด็อกถอดอะไหล่จากคันที่ซ่อนไว้ในถ้ำออกมา คันที่มาร์ตี้ขับย้อนอดีตกลับมาหาด็อกก็จะหายไป เพราะคันที่ซ่อนอยู่ในถ้ำจะไม่มีสภาพสมบูรณ์แล้วไม่สามารถย้อนกลับมาหาด็อกได้อีก ทั้งรถเดลอรีนและตัวมาร์ตี้ที่ย้อนมาปี 1885 ก็จะหายไป แต่ถ้าถอดอะไหล่จากคันที่มาร์ตี้ขับกลับมา เอาไปซ่อมคันที่ด็อกซ่อนไว้ในถ้ำล่ะ ก็จะเกิดการแปรปรวนที่เรียกว่า “Displacement Effect Theory” เป็นทฤษฎีที่ชวนสับสน ยุ่งเหยิงมาก โรเบิร์ต เซเมกคิส และ บ็อบ เกล ก็เลยขออยู่ห่าง ๆ ไว้ดีกว่า มันยากเกินไปที่จะอธิบาย ลงลึกไปก็จะกลายเป็นหนังวิทยาศาสตร์ซีเรียส ดูไม่สนุกอีก การไม่พูดถึงรถเดลอรีนคันที่ซ่อนอยู่ในถ้ำเลย คือทางออกที่ดีที่สุด

 

มาร์ตี้ แม็กฟลาย 2 คน ในฉากที่ไม่มีใครสังเกต

คราวนี้มาพูดถึงเรื่องน่าชื่นชมที่ทีมงานใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของหนัง ไม่แคร์ว่าคนดูจะเห็นหรือไม่ ในเรื่องนี้ ชอว์น โรแบร์ หยิบมาจากจดหมายของ บรู๊ซ กอร์ดอน ที่ได้ตีพิมพ์ลงในคอลัมน์จดหมายจากทางบ้านในนิตยสาร Starlog เดือนกรกฎาคม 1986 ทฤษฎีของบรู๊ซ กอร์ดอน นั้นชี้ให้เห็นความละเอียดของทีมงานที่เราไม่ได้สังเกต ให้เราย้อนทวนเหตุการณ์ในตอนท้ายภาคแรกก่อน หลังจากมาร์ตี้ แม็กฟลาย ย้อนไปปี 1955 แล้ว ได้แก้ไขเรื่องราวในอดีตให้พ่อแม่ได้รักกันเรียบร้อยแล้ว เขาตัดสินใจกลับมาปี 1985 ให้เร็วขึ้นกว่าตอนที่เดินทางไป 10 นาที เพื่อหวังจะมาช่วยด็อกไม่ให้ถูกผู้ก่อการร้ายยิงตาย

ฉากสำคัญต้นเรื่อง จะสังเกตเห็นมาร์ตี้ แม็กฟลาย คนที่กลับมาจากปี 1985

ฉากสำคัญต้นเรื่อง จะสังเกตเห็นมาร์ตี้ แม็กฟลาย คนที่กลับมาจากปี 1985

บรู๊ซ กอร์ดอน ชี้เป้าในฉากสำคัญนี้ในตอนต้นของภาคแรก ฉากวุ่นวายที่ผู้ก่อการร้ายลิเบียขับรถตู้โฟล์กสวาเกนมายิงด็อก แล้วมาร์ตี้ต้องขับเดลอรีนหนี มีอยู่ช่วงเวลาแค่แวบเดียว เป็นภาพมุมกว้าง ตอนที่รถตู้ของชาวลิเบีย ขับมาประชิดตัวด็อก แล้วด็อกชูมือยอมจำนนนั้น ถ้ามองผ่านไปที่ฉากหลัง จะสังเกตเห็นเงาคนวิ่งผ่านแสงสว่างของร้านค้าในตึกด้านหลัง ซึ่งบรู๊ซชี้เชื่อว่าคนที่วิ่งผ่านนั่นล่ะคือมาร์ตี้ แม็กฟลาย คนที่กลับมาจากปี 1955 คนเดียวกันกับที่เราจะได้เห็นเรื่องราวของเขาในช่วงท้ายเรื่อง

 

ทฤษฎี หีบพลูโตเนียมที่หายไป

อีกจุดหนึ่งฉากเดียวกัน ในจุดนี้ถ้าคิดตามจริงจังจะชวนสับสนปวดหมองมาก ในฉากนี้ด็อกอธิบายให้มาร์ตี้ฟังว่าไทม์แมชชีนของเขานั้นใช้พลังงานจากพลูโตเนียม แล้วทั้งสองคนก็สวมชุดป้องกันกัมมันตภาพรังสี ขณะที่ด็อกหยิบพลูโตเนียมจากหีบบรรจุสีเหลืองมาใส่ในช่องเติมพลังงานท้ายรถเดลอรีนให้ดู ส่วนหีบบรรจุพลูโตเนียมสีเหลืองก็ยังวางอยู่ที่เดิมหน้ารถห้องแล็บเคลื่อนที่ของด็อก ตัดมาในช่วงท้ายของหนัง หลังจากมาร์ตี้กลับมาจากปี 1955 แล้ว เห็นด็อกนอนตายอยู่ เขาทรุดลงนั่งเสียอกเสียใจที่ช่วยด็อกไว้ไม่ทัน ในฉากนี้เราสามารถมองผ่านไปด้านหลังมองเห็นรถห้องแล็บของด็อกได้ แต่ว่าหีบบรรจุพลูโตเนียมหายไปแล้ว

ฉากเดินทางข้ามเวลาครั้งแรก หีบพลูโตเนียมยังอยู่

ฉากเดินทางข้ามเวลาครั้งแรก หีบพลูโตเนียมยังอยู่

เมื่อมาร์ตี้ แม็กฟลาย กลับมาปี 1985 อีกครั้งเพื่อช่วยด็อก หีบหายไปแล้ว

เมื่อมาร์ตี้ แม็กฟลาย กลับมาปี 1985 อีกครั้งเพื่อช่วยด็อก หีบหายไปแล้ว

ทฤษฎีของบรู๊ซ กอร์ดอน อธิบายไว้ว่า เมื่อเรื่องราววนลูปในไทม์ไลน์ของด็อกบราวน์ ไม่ใช่ที่เห็นในหนังนะครับ ด็อกบราวน์คือคนที่รู้ทุกอย่างมาตลอดจากการที่เขาได้พบกับมาร์ตี้มาแล้วในปี 1955 ได้อ่านจดหมายของมาร์ตี้เตือนว่าเขาจะถูกยิงตาย ด้วยวิจารณญาณของนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการบิดเบือนประวัติศาสตร์ให้น้อยที่สุด เขารู้ว่าเหตุการณ์ยุ่งเหยิงทุกอย่างเกิดจากการที่มาร์ตี้เดินทางย้อนอดีตไปปี 1955 ครั้งแรกนั้น ไม่มีพลูโตเนียมสำรองไปด้วย ทำให้มาร์ตี้ต้องไปหาตัวเขาเองในปี 1955 และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายในอดีตทั้งหมดที่ส่งผลถึงเหตุการณ์ในปี 1985 ด็อกจึงต้องการแก้ไขความวุ่นวายทั้งหมดไม่ให้เกิดขึ้น ด้วยการเอาหีบบรรจุพลูโตเนียมใส่ไปกับรถเดลอรีน เพื่อมาร์ตี้จะได้พาตัวเองกลับมาปี 1985 โดยไม่ต้องไปสร้างเหตุการณ์วุ่นวายทุกอย่างให้เกิดขึ้น อย่างที่เราเห็นในหนัง แต่นั่นคือเรื่องราวอีกไทม์ไลน์ที่ด็อกได้แก้ไข ไม่ได้ปรากฏในหนัง (ทฤษฎีนี้คิดตามแล้วปวดหัวเลยทีเดียวละ)

ความละเอียดของทีมงานเกี่ยวกับหอนาฬิกา

เหตุการณ์ช่วงต้นของภาคแรก คิ้วขอบล่างหน้าปัดนาฬิกายังอยู่ในสภาพดี

เหตุการณ์ช่วงต้นของภาคแรก คิ้วขอบล่างหน้าปัดนาฬิกายังอยู่ในสภาพดี

เหตุการณ์ในปี 1955 ด็อกบราวน์ คือคนที่เหยียบขอบหน้าปัดนาฬิกาพังกลายเป็นรอยแหว่ง

เหตุการณ์ในปี 1955 ด็อกบราวน์ คือคนที่เหยียบขอบหน้าปัดนาฬิกาพังกลายเป็นรอยแหว่ง

 

เมื่อมาร์ตี้ กลับมาปี 1985 ในท้ายเรื่อง คิ้วใต้หน้าปัดนาฬิกา รอบนี้มีรอยแหว่งแล้ว

เมื่อมาร์ตี้ กลับมาปี 1985 ในท้ายเรื่อง คิ้วใต้หน้าปัดนาฬิกา รอบนี้มีรอยแหว่งแล้ว

ชอว์น บอกว่าหลายคนอาจจะแย้งว่าคิดลึกเกินไปมั้ง เชียร์หนังเกินไปหรือเปล่า มันอาจจะเป็นความผิดพลาดของทีมงานก็ได้ ที่เก็บหีบบรรจุพลูโตเนียมออกจากฉากไปแล้ว หรือจะแย้งว่าพวกลิเบียมาเอาไปแล้วก็ไม่ได้นะ เพราะเราเห็นกันแล้วว่ารถตู้แก๊งลิเบียพุ่งชนร้านขายของพังไปแล้ว ชอว์นก็เสริมทฤษฎีอื่นเขามาสมทบอีกว่า ทีมงาน Back To The Future จริงจังกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ยกตัวอย่างฉากหอนาฬิกา ที่เป็นเหมือนอีกตัวละครหลักของเรื่องเลยก็ว่าได้ ตอนต้นเรื่องในหลาย ๆ ฉากเราจะเห็นว่าแท่นใต้หน้าปัดนาฬิกาบนหอนั้น อยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่ในช่วงท้ายของหนัง ขณะที่ด็อกปีนไปบนแท่นหน้าปัดนาฬิกาเพื่อมเชื่อมต่อสายไฟนั้น เขาก็คือต้นเหตุที่เหยียบแท่นนี้พังจนเป็นรอยแหว่งเห็นชัด เมื่อมาร์ตี้กลับมาในปี 1985 ตอนท้ายเรื่อง ภาพมุมกว้างของหอนาฬิกา ก็เห็นชัดว่าปี 1985 ในรอบหลังนี้ หอนาฬิกามีรอยแหว่งเสียแล้ว

Patty Jenkins บอกเหตุผลที่ถอนตัวจากการกำกับ Thor: The Dark World

หลังจากการเข้าเลื่อนฉายของ Wonder Woman 1984 ไปเดือนสิงหาคม 2020 ทำให้ทางด้านผู้กำกับอย่าง Patty Jenkins ได้ถูกสัมภาษณ์ในหลายๆ เรื่อง และหนึ่งในนั้นเธอได้พูดถึงประเด็นที่เธอถอนตัวออกจากการกำกับ Thor: The Dark World

Patty Jenkins บอกเหตุผลที่ถอนตัวจากการกำกับ Thor: The Dark World

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 เธอได้ถอนตัวจากโปรเจค Thor: The Dark World ด้วยเหตุผลที่ว่ามีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ในระหว่างช่วงพัฒนาบทกันอยู่ และก็เป็น Alan Taylor ที่ก้าวเข้ามารับหน้าที่กำกับแทน ซึ่งไม่รู้ปัญหาอยู่ที่อะไร แต่ Thor: The Dark World ก็ถูกนำมาเทียบ และพูดถึงหลายครั้งว่ามันคือหนังที่แย่ที่สุดในจักรวาล MCU (Iron Man 2, The Incredible Hulk และ Captain Marvel ก็ด้วยนะ 555)

Patty Jenkins บอกเหตุผลที่ถอนตัวจากการกำกับ Thor: The Dark World
https://www.vanityfair.com/hollywood/2020/03/wonder-woman-1984-director-patty-jenkins-on-knowing-when-to-fight

แน่นอนหลังจากที่เธอออกจากโปรเจคนั้นเธอก็ได้ข้ามค่ายมากำกับหนังของ DC กับเรื่อง Wonder Woman ที่ได้รับเสียงชื่นชมมากมายจนมี Wonder Woman 1984 ออกมาเนี่ยแหละ แต่เธอก็ไม่ได้ทะเลาะกันรุนแรงอะไรกับทาง Marvel นะ เพียงแต่เธอบอกว่าเธอต้องการบทที่ดีกว่านี้ แต่ทาง Marvel ไม่เห็นด้วยเท่านั้นแหละ

ฉันไม่เชื่อว่าฉันจะทำหนังออกมาดีได้ โดยที่บทยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผนอยู่เลย ฉันคิดว่ามันเป็นดีลครั้งยิ่งใหญ่เลยแหละ และมันเหมือนกับว่าเป็นความผิดของฉันซะอย่างนั้น มันเหมือนกับว่า

‘โอ้พระเจ้า ผู้หญิงคนนี้กำกับมัน และดูเธอสิทุกอย่างเละไปหมด’

นั่นเคยเป็นครั้งหนึ่งในอาชีพของฉันที่ฉันรู้สึกว่า

‘ให้หนังเรื่องนี้กำกับโดยคนอื่นดีกว่า และมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะเข้าใจ และรักหนังเรื่องนั้นมากกว่าที่ฉันจะไปกำกับมันก็เป็นได้’

คุณไม่สามารถทำหนังที่คุณไม่เชื่อในเรื่องนั้นได้ เหตุผลเดียวที่ฉันจะทำมันก็คือการพิสูจน์ให้คนที่ฉันสามารถพิสูจน์ด้วยได้ว่าฉันทำได้ แต่มันจะพิสูจน์อะไรไม่ได้เลยถ้าหนังเรื่องนั้นมันไม่ประสบความสำเร็จ ฉันไม่คิดหรอกว่าฉันจะมีโอกาสแบบนั้นอีกครั้ง และฉันก็รู้สึกซาบซึ้งมากในตอนนั้น

แต่เธอสนับสนุนอย่างเต็มที่กับการให้ Taika Waititi มากำกับ Thor: Ragnarok

เขาคือผู้กำกับที่เหมาะสมกับ Thor อย่างแท้จริง Taika ทำได้ดีมากกับหนัง Thor ฉันรักหนังเรื่องนั้นมาก ด้วยโทนที่เขาทำกับ Thor มันเป็นผลงานชั้นเยี่ยม

การที่ Jenkins ถอนตัวออกมาจากการกำกับ Thor: The Dark World ไม่รู้ว่าเป็นความคิดที่ดีหรือเปล่า เธออาจจะทำออกมาได้ดีก็ได้ แต่เธอก็ประสบความสำเร็จมากๆ กับ Wonder Woman ที่กวาดรายได้ทั่วโลกไปถึง 820 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 26,918 ล้านบาท)

ในการเลื่อนฉายของ Wonder Woman 1984 ทางด้าน Gal Gadot ก็ได้ออกมาโพสต์ให้กำลังใจผ่านทาง Twitter เอาไว้เช่นกัน

Gal Gadot

@GalGadot

In these dark and scary times, I am looking forward to a brighter future ahead. Where we can share the power of cinema together again. Excited to redate our WW84 film to August 14, 2020. I hope everyone is safe. Sending my love to you all. ❤️

Embedded video

12.8K people are talking about this

ในช่วงเวลาที่มืดมิดและน่ากลัวเช่นนี้ ฉันจะรอคอยอนาคตที่สดใสในวันข้างหน้า ที่ที่เราสามารถร่วมแบ่งปันพลังในโรงหนังร่วมกันได้อีกครั้ง

กำหนดวันฉายใหม่ของ WW84 เป็นวันที่ 14 สิงหาคม 2020

ฉันว่าทุกคนจะปลอดภัย ส่งความรักไปให้ทุกคนเลย ❤️

Wonder Woman 1984 มีกำหนดฉายในไทยวันที่ 13 สิงหาคม 2020 ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบของไวรัสโคโรน่าอะนะ

ที่มา : www.darkhorizons.com , cosmicbook.news

Solo: A Star Wars Story จะไม่มีภาคต่อ ไม่ว่าจะหนังหรือใน Disney+

Solo: A Star Wars Story (2018) หนังบอกเล่าเรื่องราววัยรุ่นของ Solo (Alden Ehrenreich) และการพบปะกันครั้งแรกระหว่างเจ้าตัวกับ Chewbacca (Joonas Suotamo) หนังแนวปล้น อวกาศ ที่ไม่เลวเลย เป็นไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้นหลัง Star Wars Episode III: Revenge of the SIth (2005)

ซึ่งมันก็ได้รับเสียงอยู่ในระดับที่โอเค (IMDb 6.9/10, Rotten Tomatoes นักวิจารณ์ 70% คนดู 63%) แต่น่าเสียดายที่มันทำรายได้ไปไม่น่าประทับใจเลย เพราะจากทุนสร้าง 275 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9,086 ล้านบาท) มันทำรายได้ทั่วโลกไปเพียง 392 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12,955 ล้านบาท)

Solo: A Star Wars Story จะไม่มีภาคต่อ ไม่ว่าจะหนังหรือใน Disney+  Solo: A Star Wars Story จะไม่มีภาคต่อ ไม่ว่าจะหนังหรือใน Disney+

ณ ตอนนั้น ด้วยภาคแยกนี้ ทำรายได้น่าผิดหวังขนาดนี้ ทำให้ทาง Lucasfilm ดึงโปรเจคภาคแยกต่างๆ ออกทันที ไล่ไปตั้งแต่ Boba Fett รวมถึง Obi-Wan (ที่ตอนหลังเพิ่งมาประกาศสร้างเป็นซีรีส์ลง Disney+)

ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื้อเรื่องในตอนจบของ Solo ก็ปูทางเหมือนจะมีภาคต่อ โดยเฉพาะการมาปรากฏตัวของ Darth Maul และการที่ Qi’ra(Emilia Clarke) ไปเข้าพวกด้วย

สำหรับแฟนๆ ที่เฝ้ารอภาคต่อ Solo อาจจะต้องผิดหวัง อกหักไปตามๆ กัน จริงๆ เราก็ว่ามันโอเคเลยนะ และก็อยากรู้เรื่องราวต่ออีกสักหน่อยก็ยังดี เพราะมันถือเป็นตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์ของแฟรนไชส์ Star Wars เลยก็ว่าได้

Solo: A Star Wars Story จะไม่มีภาคต่อ ไม่ว่าจะหนังหรือใน Disney+

ที่มา : screenrant.com

ดเวย์น จอห์นสัน เผยเอง “Hobbs & Shaw 2” อยู่ในระหว่างดำเนินการสร้าง

Fast & Furious Presents: Hobbs & Shaw หนังภาคแยกเรื่องแรกจากแฟรนไชส์ fast & Furious ออกมาวาดลวดลายเมื่อปีที่แล้ว ได้เสียงตอบรับไปอย่างน่าพอใจ หนังกวาดรายได้ไปมากถึง 759 ล้านเหรียญ เป็นหนังเพียงน้อยเรื่องในปี 2019 ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ชายคาดิสนีย์ แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง จากการจบแบบทิ้งค้างด้วยการเผยให้คนดูได้รับรู้ว่ามีตัวการใหญ่อยู่เบื้องหลังองค์การร้าย Eteon ที่เผยออกมาแค่เสียง ส่วนตัวตนจริงนั้นอาจจะเผยออกมาในภาค 2 ทำให้แฟน ๆ อยากรู้ว่าใครจะมารับบทนี้ ต่างก็คาดหวังว่ายูนิเวอร์แซลจะตัดสินใจไฟเขียวให้ทำภาคต่อในเร็ววันนี้ ถึงวันนี้เริ่มมีข่าวเล็ดลอดออกมาแล้วว่า ทางทีมงานได้เริ่มต้นโครงการภาคต่อกันแล้ว

ข่าวความคืบหน้านี้ได้รับการเปิดเผยจาก ดเวย์น จอห์นสัน หรือ เดอะร็อก เอง ที่อยู่ในช่วงกักตัวเองอยู่กับบ้านก็เลยเปิดไลฟ์พูดคุยกับแฟน ๆ ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว ในระหว่างพูดคุยกันนั้น ก็มีคำถามจากแฟนรายหนึ่งถามถึงความเป็นไปได้ถึงภาคต่อของ Fast & Furious Presents: Hobbs & Shaw ซึ่งดเวย์นก็ตอบว่า “อยู่ในขั้นตอนพัฒนางานสร้าง” ระหว่างนี้ทีมงานกำลังรวบรวมทีมงานเบื้องหลัง (น่าจะเป็นทีมเขียนบท)

“เรากำลังเดินหน้าภาคต่อกันแล้ว ผมค่อนข้างตื่นเต้นกับมันเลยล่ะ เรากำลังสุมหัวคิดกันอยู่ตอนนี้ว่าจะให้เรื่องราวเดินหน้าไปอย่างไร”

ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวออกมาบ้างว่าภายในยูนิเวอร์แซลมีการพูดคุยกันเรื่องทำภาคต่อ แต่เมื่อดเวย์น จอห์นสัน ออกมายืนยันแบบนี้ก็เป็นการแน่นอนแล้วว่าเราจะได้ดู Hobbs & Shaw ภาคต่อกันอย่างแน่นอน 2 รายหลัก ๆ ที่เป็นชื่อเรื่องทั้ง ดเวย์น จอห์นสัน และ เจสัน สตาแธม นั้นมั่นใจได้เลยว่ากลับมาอย่างแน่นอน ส่วนนางเอกวาเนสซา เคอร์บี้ นั่นก็น่าจะกลับมาด้วยเช่นกัน เพราะยังไม่เห็นเธอมีผลงานฮิตเรื่องอื่นอีกเลย ส่วนรายอื่น ๆ นั้นยังไม่มีการยืนยัน ซึ่งรวมไปถึง เดวิด ลีตช์ ผู้กำกับจาก Deadpool 2 และ Atomic Blonde ที่มารับหน้าที่กำกับในภาคแรกนั้น ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะกลับมาทำหน้าที่ในภาคต่อ บางทียูนิเวอร์แซลก็อาจจะคัดเลือกผู้กำกับรายใหม่ก็เป็นได้

Star Wars: The Rise of Skywalker อาจมีฉากที่ถูกตัดออก

Star Wars: The Rise of Skywalker อาจมีฉากที่ถูกตัดออก!? และอาจมีบางส่วนที่นำไปใช้ในซีรีส์ทาง Disney+

Star Wars: The Rise of Skywalker หนังปิดมหากาพย์ Star Wars ที่ได้คะแนนวิจารณ์ไปในทิศทางที่แย่เลยทีเดียว เกือบแย่ที่สุดในแฟรนไชส์เมื่อเทียบกับ IMDb แต่แย่ที่สุดในแฟรนไชส์เมื่อวัดจาก Rotten Tomatoes แน่นอนว่าแฟนๆ หลายคนก็ผิดหวังกับหนังจบมหากาพย์นี้เช่นกัน จนมีแฟนๆ บางส่วนเรียกร้อง “Abrams Cut” ฉบับเวอร์ชั่นที่ไม่ตัดและยาวกว่า เพื่ออุดช่องโหว่และคำถามต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นในหนัง

Star Wars: The Rise of Skywalker อาจมีฉากที่ถูกตัดออก!? และอาจมีบางส่วนที่นำไปใช้ในซีรีส์ทาง Disney+ Star Wars: The Rise of Skywalker อาจมีฉากที่ถูกตัดออก!? และอาจมีบางส่วนที่นำไปใช้ในซีรีส์ทาง Disney+

และมันจะมีเวอร์ชั่นนั้นออกมาจริงๆ หรอ? แต่ดูเหมือนกับว่ามันจะไม่มี เพราะทางด้านผู้ช่วยฝ่ายสตั๊นท์อย่าง Eunice Huthart ได้ออกมาพูดกับทาง ScreenRant ไว้ว่า ฉากแอ็คชั่นที่เราได้ถ่ายไปมันก็ถูกใช้ไปทั้งหมดในหนังแล้วมันไม่มีอะไรให้เพิ่มเติมเข้าไปแล้ว

ผมทำทุกอย่างกับหนังเรื่องนี้ไปแล้ว ผมบอกได้เลยว่ากว่ามีฉากแอ็คชั่น 60%, 65% หรือ 70% ที่เราถ่ายไปในหนังเรื่องนี้แล้ว จริงๆ ผมบอกเลยว่ากว่า 90% นั่นแหละ กับฉากแอ็คชั่นทั้งหมดที่เราถ่ายถูกใช้ไปแล้วในเรื่องนี้

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฉากที่ถูกตัดออก ทางด้าน Neal Scanlan ผู้ทำเอฟเฟคต่างๆ ของ Lucasfilm ได้บอกว่าในซีรีส์ Star Wars ที่จะฉายใน Disney+ อาจจะนำฉากที่ถูกตัดออกมาใช้เล่าเรื่องในบางฉากก็ได้ เขายังได้บอกไว้กับทาง Movieweb ว่าซีรีส์ Cassian Andor เป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดที่จะใช้ฟุตเทจที่ไม่ได้ใช้หรือไม่ก็พวกสัตว์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นมาใส่เข้าไป

ผมไม่คิดว่ามันจะให้ความรู้สึกแตกต่างจากการทำหนังนะ เรายังมีสิ่งที่ยังไม่ได้เล่าเกี่ยวกับตัวละครอยู่ และหลากหลายตัวละครที่เราสร้างขึ้นมาในระหว่างทำหนังเรื่องต่างๆ ที่สุดท้ายมันไม่ได้เอาไปใช้ในหนัง เพราะว่าพวกเขาต้องการให้หนังมันเป็นไปในทิศทางที่อยากให้เป็น นี่เป็นโอกาสอีกครั้งที่จะนำตัวละครบางตัวที่เราทำไปใส่ในการเล่าเรื่องใหม่ อย่างที่เรามักพูดกันนั่นแหละ บูรณาการไง

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าฉากที่ไม่ได้ใช้มันมีจริงๆ หรือเปล่า แต่เราอาจจะเห็นมันในอนาคตกับซีรีส์ Star Wars สักเรื่องที่ฉายทาง Disney+ ก็ได้แหละมั้ง

ที่มา : www.darkhorizons.com

Warner ยืนยัน Wonder Woman 1984 จะฉายโรงใหญ่ ไม่ปล่อยสตรีมมิ่งแน่นอน

ก่อนหน้านี้ค่าย Warner Brothers ดูเหมือนจะลังเลในการเอา Wonder Woman 1984 เข้าฉายในวันที่ 5 มิถุนายนที่จะถึงนี้ โดยหนังกลายเป็นหนังฟอร์มยักษ์เรื่องที่เร็วที่สุดที่จะเข้าฉายได้จนถึงตอนนี้ หลังจากเรื่องอื่น ๆ เลื่อนฉายไปหมดจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม คอหนังก็เลยจับตากันมากว่าเรื่องนี้จะเลื่อนหรือไม่เลื่อน หรือจะตัดสินใจไปลงช่องออนดีมานด์หรือสตรีมมิงไปเลย ล่าสุดได้มีการยืนยันออกมาจากค่ายแล้วว่า ตัดสินใจจะไม่สตรีมมิง Wonder Woman 1984 อย่างแน่นอน และยังไม่ขยับวันฉายจากวันที่ 5 มิถุนายนออกไป เนื่องจากนักวิเคราะห์ทางการเงินมองว่า หนังเรื่องนี้จะประสบความสำเร็จได้ถึงระดับเดียวกันกับ Star Wars: The Rise of the Skywalker หรือ Joker เลยทีเดียว ค่ายหนังยังหวังว่าสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 จะจบลงทันเวลา

Gal Gadot และ Chris Pine ที่ได้กลับมาเป็นพระเอกแม้จะตายไปแล้วในภาคแรก

Gal Gadot และ Chris Pine ที่ได้กลับมาเป็นพระเอกแม้จะตายไปแล้วในภาคแรก

Chris Pine ที่แฟน ๆ รอชมกันว่าบท

Chris Pine ที่แฟน ๆ รอชมกันว่าบท”สตีฟ เทรเวอร กลับมาได้ยังไง

Warner กำลังให้ความสนใจแนวทางการให้บริการออนดีมาน์ดหรือสตรีมมิง เพราะสตูดิโอเองก็มีแผนการจะปล่อยหนังใหม่อย่าง Birds of Prey, The Gentlemen และ The Way Back ผ่านทางสตรีมมิงก่อนกำหนดเช่นกัน ก็เลยลังเลว่าจะปล่อย Wonder Woman 1984 ให้เช่าดูและขายขาดกันทางสตรีมมิงไปเลย แทนที่จะเลื่อนกำหนดฉายออกไปเรื่อย ๆ ติดตรงที่ว่า วอร์เนอร์ยังไม่มั่นใจว่าวิธีการนี้จะทำรายได้กลับมาคุ้มค่าหรือไม่ แน่นอนอยู่แล้วว่ารายได้จะต้องน้อยลงกว่าการออกฉายทางโรงภาพยนตร์ในสถานการณ์ปกติ แต่การเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ ก็ทำให้รายได้ของหนังตกลงเช่นกัน แต่ถ้าเทียบกับการปล่อยเช่าและขายทางสตรีมมิงแล้ว ช่องทางไหนจะได้หรือเสียมากกว่ากัน

แนวทางการให้ผู้ชมสามารถเข้าไปซื้อหนังเพื่อชมแบบออนดีมานด์นั้น ค่าย Universal ได้นำร่องไปก่อนแล้ว ด้วยการปล่อยหนังให้เช่าผ่านสตรีมมิง ทั้ง The Invisible Man, The Hunt และ Emma ที่เข้าฉายไปแล้วถูกปิดโรงจนไม่ได้ฉายต่ออย่างกะทันหัน และเดือนหน้าก็จะปล่อยหนังใหม่อย่าง Trolls: World Tour ผ่านทางสตรีมมิงเช่นกัน ในราคาค่อนข้างสูงถึงเรื่องละ 19.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 600 บาท แต่ก็ดูได้ทั้งบ้าน) มีระยะเวลาในการชมจำกัดที่ 48 ชั่วโมงต่อเรื่อง ส่วน Disney ก็มาจะปล่อยสตรีมมิง Frozen 2 และ Onward ของสตูดิโอ Pixar ที่ทำรายได้จากโรงน้อยกว่าที่คาดไปเยอะในช่วสถานการณ์นี้ ผ่านทางช่อง Disney+

Wonder Woman (2017) เป็นหนังซูเปอร์ฮีโรหญิงที่ทำรายรับรวมทั่วโลกไป 812 ล้านเหรียญฯ ถือเป็นหนังที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของจักรวาลหนังซูเปอร์ฮีโรของ DC ที่หลังจากลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาหลายเรื่อง หนังแยกเดี่ยวก็ลงตัวทั้งความชอบจากแฟน ๆ และคอหนังทั่วไป ได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดี จนหนังฮีโรหลังจากนั้น จะแยกย้ายเดินเดี่ยวแบบไม่เกี่ยวข้องกันกับเรื่องอื่น ๆ (นำมาซึ่ง Aquaman และ Joker ในเวลาต่อมาที่ต่างประสบความสำเร็จ เป็นหนังพันล้านเหรียญฯ ทั่วโลกทั้งคู่) ยังเป็นการกำกับโดย Patty Jenkins ที่เป็นผู้กำกับภาคแรก ที่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าถ้าได้กลับมาทำภาค 3 จะเลิกเล่าเรื่องที่เนื้อเรื่องอยู่แต่ในอดีตเสียที และวันเดอร์วูแมนยังคงนำแสดงโดย Gal Gadot สมทบด้วย Chris Pine (Star Trek) ที่กลับมารับบทเป็นสตีฟ เทรเวอร์ (ซึ่งแฟนหนังคงต้องไปติดตามชมในเรื่องว่า เขาฟื้นจากจุดจบในภาคแรกมาได้ยังไง?) Pedro Pascal (Narcos, The Mandalorian) ในบทแม็ก ลอร์ด Kristen Wiig (Bridesmaids) ในบทตัวร้ายหลักของเรื่องอย่างแม่เสือชีตาร์

Pedro Pascal และ

Pedro Pascal และ Kristen Wiig

โปสเตอร์ Wonder Woman 1984 เวอร์ชันล่าสุด

ข่าวลือ: เตรียมต้อนรับ Daredevil ของ Charlie Cox สู่ MCU ใน Spider-Man 3

อย่างที่เรารู้กันว่า โลกของ Spider-Man ภาค 3 หลัง Far From Home ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์น่าจะ “อยู่ยาก” เมื่อไอ้แมงมุมถูกแฉให้เข้าใจผิดว่าเป็นคนร้าย ข่าวลือล่าสุดเกี่ยวกับผู้จะมารับบทสำคัญในหนังภาค 3 ที่จะเริ่มถ่ายทำในช่วงกลางปีนี้ (ถ้าไม่เลื่อนออกไปเสียก่อนเพราะวิกฤติ Covid-19) อาจจะสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับแฟน ๆ ของ MCU และซีรีส์ของ Marvel Television ที่ปิดตัวลงไปแล้ว เพราะอาจได้ Charlie Cox มารับบททนายตาบอด Daredevil โดยเป็นการกลับมารับบทเดิมจากที่เล่นไว้ในซีรีส์ 3 ซีซัน

ซีรีส์ Daredevil (2015-2018)

ซีรีส์ Daredevil (2015-2018)

Charlie Cox ในบททนายตาบอด "แมท เมอร์ดอกซ์"

Charlie Cox ในบททนายตาบอด “แมท เมอร์ดอกซ์”

(เนื้อหาต่อไปนี้จะสปอยล์ตอนจบของ Far From Home อย่างมาก ขอให้แน่ใจว่าอยากรู้ แม้ว่าจะยังไม่ได้ดูหนังภาค 2) ข่าวลือชิ้นนี้ถูกประกาศออกมาโดย Kevin Smith ผู้กำกับและมือเขียนบทสุดเนิร์ดแห่งยุค 90s ที่มีรายการทาง YouTube พูดคุยเกี่ยวกับหนัง Smith บอกว่า

เขาได้ยินมาเลา ๆ ว่า ใครจะมาเป็นคนช่วยปีเตอร์ ปาร์คเกอร์แก้ต่างจากสถานการณ์ที่ถูกใสร้ายได้ดีไปกว่า ทนายความตาบอด “แมท เมอร์ดอกซ์” หรือ Daredevil เขาเห็นข่าวลือนี้สะพัดในออนไลน์ แต่มันก็เป็นไอเดียที่ดีมาก ๆ ถ้าจะเอา Daredevil กลับมา…ถ้าเรื่องนี้กลายเป็นจริง ขอให้แฟน ๆ ของเขาที่ชมรู้ว่า เขาพูดเรื่องนี้ออกสื่อเป็นคนแรก!

KevinSmith

@ThatKevinSmith

Perspective: While I, too, hope this rumor is true, please remember that I only talked about it with @marcbernardin on after I read about it on the internet, just like everyone else. This means I have no inside info. Much like everybody else, I’m just a hopeful fan. https://twitter.com/mcu_direct/status/1239902446991835140 

MCU Direct@MCU_Direct

RUMOR: Charlie Cox’s Daredevil may reportedly appear in the third #SpiderMan movie, according to @ThatKevinSmith! https://thedirect.com/article/kevin-smith-hints-that-spider-man-3-could-feature-matt-murdock 

478 people are talking about this

แม้หากวิเคราะห์แล้วจะเกิดขึ้นได้ยากพอสมควร เพราะซีรีส์ของ Marvel Television จบไม่สวยและไม่ใช่สิ่งที่ MCU อยากจดจำหรืออยากกลับไปมีส่วนร่วมด้วยมากเท่าไร แต่ก็เป็นไปได้ที่ Sony จะใช้มุกเดียวกับการนำ J.K. Simmons กลับมารับบท “เจ โจนาห์ เจมสัน” บรรณาธิการไม้เบื่อไม้เมากับไอ้แมงมุมจากฉบับของผู้กำกับ Sam Raimi กลับมารับบทเดิมในจักวาลของ MCU แม้จะยังไม่มีรายละเอียดมากนักในภาค 2 แต่ก็เชื่อว่าจะเป็นบทเดิมแต่คนละจักรวาล ซึ่งกรณีของ Charlie Foxx ก็อาจจะเป็น Daredevil จากคนละจักรวาลกับ Marvel Television ก็เป็นได้

ระหว่างนี้ บัญชีอินสตาแกรมอย่าง bosslogic นักทำโปสเตอร์แฟนเมดเจ้าประจำอย่าง ก็ได้ลองทำโปสเตอร์ของ Spider-Man 3 ที่มี Daredevil ไปร่วมอยู่ด้วยออกมาเชียร์ให้ค่ายหนังทำตามไอเดียข่าวลือนี้จริง ๆ แฟน ๆ Marvel คิดเห็นอย่างไรกันบ้าง?

 

ผู้ตัดต่อ The Dark Knight ได้ออกมาพูดถึงความหลัง เมื่อตอนเจอกับ Heath Ledger

การเสียชีวิตของนักแสดงผู้มากความสามารถอย่าง Heath Ledger ได้สะเทือนคนในวงการ Hollywood และผู้คนทั่วทั้งโลก ถึงแม้ว่ามันจะผ่านมานานหลายปีแค่ไหนก็ตาม การแสดงของเขายังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนเหล่านั้นมาเสมอ โดยเฉพาะเหล่าทีมงานที่ได้ร่วมงานกับเขา ความเจ็บปวดจากการที่เสียเขาไปมันยังอยู่ในใจพวกเขาตลอดกาล

Heath Ledger ได้แสดงบทบาทสุดท้ายกับบทบาท The Crown Prince of Crime เจ้าชายตัวตลกแห่งอาชญากรรม หรือ Joker ในหนัง The Dark Knight ของ Christopher Nolan และเจ้าตัวก็เสียชีวิตหลังจากการถ่ายทำไม่นาน โดยที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนั้นด้วยซ้ำ

ผู้ตัดต่อ The Dark Knight ได้ออกมาพูดถึงความหลัง เมื่อตอนเจอกับ Heath Ledger

Lee Smith หนึ่งคนผู้ตัดต่อหนังเรื่องนี้ได้ออกมาพูดถึงความรู้สึก เมื่อได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของ Heath Ledger

มันช่างน่าเศร้าเหลือเกิน เราเพิ่งถ่ายทำเสร็จกันไปประมาณ 10 หรือ 12 สัปดาห์เท่านั้น มันแน่นอนอยู่แล้วกับความรู้เศร้าเสียใจเมื่อรับรู้ถึงการจากไปของใครบางคน แต่สำหรับนักแสดงที่อัจฉริยะแบบเขาและเขาทุ่มเทไปให้กับมันมากกับบทบาทนี้ มันคือการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ในตอนนี้เขาไม่ได้อยู่กับเราอีกแล้ว

ผู้ตัดต่อ The Dark Knight ได้ออกมาพูดถึงความหลัง เมื่อตอนเจอกับ Heath Ledger
https://www.madeinhollywoodteen.com/segment/interstellar-editor-lee-smith-breaks-down-creating-a-scene/

ในระหว่างที่ถ่ายทำ The Dark Knight เสร็จ ในช่วงเวลาที่ Heath Ledger เสียชีวิตแล้ว Lee Smith ต้องมานั่งตัดต่อหนังให้เสร็จ นั่นหมายความว่าเขาเป็นคนที่ต้องเอาฟุตเทจทุกอย่างจากกองถ่ายมาทำเป็นหนัง และนั่นก็เต็มไปด้วยการแสดงอันยอดเยี่ยม และความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับตัว Heath Ledger จนทำให้เขารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เห็นช่วงเวลาเหล่านั้น

ผมเห็นเขาในกองถ่ายบ่อยมากในระหว่างที่ถ่ายทำ The Dark Knight มันเคยเป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก นับตั้งแต่วันแรกตอนถ่ายทำ ผมรู้สึกทึ่งมากเกี่ยวกับตัวเขา ตั้งแต่เขาได้แสดงในหนังออสเตรเลียทุนต่ำ แต่ตอนนี้เขามายืนอยู่ตรงนี้ ถือหน้ากากเหมือนกับว่าเขากำลังสั่งการในฉากนั้นอยู่ ผมนั่งอยู่ในรถเทรลเลอร์เล็กๆ ณ สถานที่นั่นกับ Chris Nolan, ผู้กำกับภาพและทุกๆ คน และพวกเราได้แต่นั่งอึ้งแล้วแบบ

‘ให้ตายเถอะทุกคน ไอ้หมอนี่มันน่าอัศจรรย์จริงๆ’

ด้วยท่าทางการเดินของเขา, ด้วยวิธีการพูดของเขา เขาทุ่มเททุกอย่างกับบทบาทนั้นจริงๆ

และแน่นอนว่าจากการแสดงอันยอดเยี่ยมของเขาในบทบาท Joker ก็สามารถส่งให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Best Performance by an Actor in a Supporting Role) บนเวทีออสการ์ และก็สามารถคว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมอีกเช่นกัน (Best Performance by an Actor in a Supporting Role in a Motion Picture) บนเวทีลูกโลกทองคำ แต่มันช่างน่าเสียดายที่เขาไม่มีโอกาสขึ้นไปรับรางวัลด้วยตนเอง…

Heath Ledger คว้ารางวัลออสการ์ ปี 2009

Heath Ledger คว้ารางวัลลูกโลกทองคำ ปี 2009

Heath Ledger เสียชีวิตในวันที่ 22 มกราคม 2008 ด้วยอายุ 28 ปี สาเหตุมาจากการใช้ยาเกินขนาด การแสดงในบทบาท Joker ของเขานับว่าเป็นหนึ่งในการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์

ผู้ตัดต่อ The Dark Knight ได้ออกมาพูดถึงความหลัง เมื่อตอนเจอกับ Heath Ledger

 

Stephen Lang พูดถึงโอกาสในการกลับมารับบทในภาคต่อ Avatar

หนึ่งสิ่งที่หลายคนยังคงสงสัยเกี่ยวกับภาคต่อ Avatar ของ James Cameron คือจะมีนักแสดงคนไหนกลับมารับบทเดิมจากในภาคแรกหรือเปล่า โดนเฉพาะตัวละครของ Stephen Lang ที่ตายไปในภาคแรก

Stephen Lang พูดถึงโอกาสในการกลับมารับบทในภาคต่อ Avatar
https://io9.gizmodo.com/1450379369

ถ้าจะให้มองจริงๆ มันคงเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะการกลับมาของตัวละครพันเอก Miles Quaritch ที่รับบทโดย Stephen Lang ที่ตายแบบไม่น่าจะมีทีท่าว่าจะกลับมาได้ แต่เขาก็ได้ฝากผลงานการแสดงบทตัวร้ายเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ถ้าจะให้ตัวละครนี้กลับมาอีกครั้งในฐานะตัวร้ายสำหรับภาคต่อทั้ง 4 ภาค มันก็จะดูเป็นอะไรที่อาจจะแถนิดๆ และบ้าหน่อยๆ

แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตัวของ James Cameron ได้เคยพูดถึงเอาไว้ว่าภาคต่อของหนังไม่จำเป็นต้องมีตัวละครใหม่ทั้งหมดทุกครั้งก็ได้ และมันจะเป็นอะไรที่น่าสนใจถ้าเรายังใช้ตัวละครเดิมที่คนคุ้ยเคย นั่นหมายรวมถึงตัว Miles Quaritch

Stephen Lang พูดถึงโอกาสในการกลับมารับบทในภาคต่อ Avatar
https://www.wired.com/2009/07/avatars-stunning-flora-fauna-give-comic-con-an-eyeful/

มันไม่จำเป็นต้องเป็นตัวร้ายใหม่ทุกครั้ง ซึ่งน่าสนใจนะ นักแสดงคนเดิม ตัวละครเดิมทั้ง 4 ภาค เขาแสดงได้ดี และเขาจะทำได้ดีขึ้นไปอีก

ส่วนตัวของ Stephen Lang เองก็ได้ออกมาพูดถึงกรณีนี้เช่นกันว่าตัวเขาก็เซอร์ไพรส์เหมือนกันเมื่อได้ยินว่าตัวเขาจะกลับมา และรู้สึกยินดีมากที่ตัวของ James Cameron อยากให้เขากลับมารับบทเดิมมากๆ

Stephen Lang พูดถึงโอกาสในการกลับมารับบทในภาคต่อ Avatar
https://www.imdb.com/title/tt0499549/mediaviewer/rm1201046784

มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากที่ได้รู้ว่าตัวละครนั้นมีค่ามากพอและสร้างความประทับใจได้มากพอให้กับ James Cameron ที่เขาพูดว่า

‘เรายังไม่จบกับเขา’ 

นั่นมันเป็นอะไรที่วิเศษมากสำหรับผม หน้าที่ของผมคือการเข้าถึงบทบาทที่ผมได้รับ ดังนั้นมันจึงเป็นอะไรที่น่าพอใจมากที่ได้มีเวลามากขึ้นในการค้นเข้าไปในตัวละคร Quaritch, ค้นหาว่าอะไรทำให้เขาเป็นแบบนี้, พูดคุยเกี่ยวกับเขา, และหวังว่ามันจะท้าทายความคาดหวังที่ผู้คนมีต่อตัวละครนี้เพื่อสร้างความคาดหวังใหม่ๆ 

ในตอนนี้ผมทำงานด้วยผืนผ้าใบที่กว้างขึ้นมากกว่าที่ผมทำไว้ใน Avatar ภาคแรก มันทำให้ผมได้อยู่กับ James Cameron มากขึ้นเพื่อสำรวจรายละเอียดของตัวละครมากขึ้น สำหรับผมมันเป็นอะไรที่น่าพอใจและท้าทายอย่างมาก

เขามีวิวัฒนาการอย่างแน่นอน เรากำลังสร้างหนังอีก 4 ภาค ดังนั้นถ้าเขาไม่พัฒนาอะไรบางอย่าง เรามีปัญหาแน่นอน และมันก็ไม่ได้เป็นคำถามเกี่ยวกับการวิวัฒนาการเสมอไป มันเกี่ยวกับบางอย่างที่ลึกขึ้นกว่าเดิม ผมกำลังตามหามันอยู่ นั่นคือบางสิ่งที่ผมพยายามค้นหาในขณะที่เรากำลังพยายามทำงานเพราะเราไม่ได้กำลังใกล้จะเสร็จสิ้นกระบวนการนี้

Avatar 2 มีกำหนดฉาย 17 ธันวาคม 2021
Avatar 3 มีกำหนดฉาย 22 ธันวาคม 2023
Avatar 4 มีกำหนดฉาย 19 ธันวาคม 2025
Avatar 5 มีกำหนดฉาย 17 ธันวาคม 2027

ผู้กำกับ The New Mutants ได้ออกมาบอกว่า ไม่เคยมีการถ่ายซ่อมใดๆ ทั้งสิ้น!

หนึ่งในหนังที่ถูกเลื่อนบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่ง กับหนังภาคแยกของเหล่า X-Men ที่จะออกมาในอารมณ์สยองขวัญเรื่อง The New Mutants 

ผู้กำกับ The New Mutants ได้ออกมาบอกว่า ไม่เคยมีการถ่ายซ่อมใดๆ ทั้งสิ้น!

จริงๆ หนังเรื่องนี้ถูกสร้างในช่วงที่ Disney กำลังเจรจาตกลงจะซื้อ 21st Century Fox และหนังเรื่องนี้ก็กลายเป็นเหยื่อจากเหตุการณ์นั้น แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการรายงานออกมา ณ ตอนที่ประกาศเลื่อนฉายว่า หนังเรื่องนี้ได้มีการถ่ายซ่อมในจุดใหญ่ๆ และก็เพิ่มตัวละครใหม่เข้าไป

และเมื่อ Disney ได้ปิดดีลกับทาง Fox เรียบร้อยแล้ว ก็ดูเหมือนว่าอนาคตของหนังเรื่องนี้ก็เริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น มีการปล่อยตัวอย่างใหม่ออกมาให้ดูกัน แต่…ทางด้านผู้กำกับอย่าง Josh Boone ได้ออกมาบอกว่า “ไม่เคยมีการถ่ายซ่อมใดๆ ทั้งสิ้น!”

ผู้กำกับ The New Mutants ได้ออกมาบอกว่า ไม่เคยมีการถ่ายซ่อมใดๆ ทั้งสิ้น!
https://www.imdb.com/name/nm1837748/mediaviewer/rm2505430528

หลายคนเอาแต่พูดว่าเราถ่ายซ่อมกัน! เราไม่เคยมีการถ่ายซ่อมใดๆ ทั้งสิ้น และผมขอบอกพวกคุณเลยนะ ถ้ามันไม่ได้มีการรวมกันเกิดขึ้น ผมมั่นใจว่าพวกเราจะต้องถ่ายเพิ่มกันแน่นอน เหมือนกับที่หนังทุกเรื่องเป็นนั่นแหละ แต่นี่พวกเราไม่ได้ทำแบบนั้นกันเลย เพราะในช่วงเวลาที่สองค่ายยักษ์ใหญ่รวมตัวกันแล้วเนี่ย ทุกอย่างมันลงตัวไปแล้ว และนักแสดงทุกคนก็แก่ลงด้วย

หนึ่งในนักแสดงที่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้คือนักแสดงจาก Game of Thrones อย่าง Maisie Williams เธอได้ยินข่าวเกี่ยวกับการถ่ายซ่อมกันใหม่ ที่ว่ากันว่าถ่ายเพื่อ “ทำให้หนังน่ากลัวขึ้น” 

ผู้กำกับ The New Mutants ได้ออกมาบอกว่า ไม่เคยมีการถ่ายซ่อมใดๆ ทั้งสิ้น!
https://sea.ign.com/maisie-williams/147391/news/the-new-mutants-maisie-williams-doesnt-know-what-the-f-is-going-on-either

หนังเรื่องนี้มันออกมาแบบที่พวกเราอยากให้เป็น ฉันกังวลใจนิดหน่อยเมื่อพวกเขาพูดถึงการถ่ายซ่อมหรือการตัดต่อใหม่ที่จะทำให้หนังแตกต่างออกไป แต่ด้วยความสัตย์จริงเลยนะ มันออกมาแบบที่เราอยากให้มันเป็นแล้ว

The New Mutants ก็โดนเลื่อนฉายออกไป 1 อาทิตย์ ในประเทศไทย จากกำหนดการเดิมคือวันที่ 2 เมษายน 2020 เลื่อนไป 7 วัน เป็นวันที่ 9 เมษายน 2020 ช้าลงนิดเดียวเองเนอะ หวังว่าจะไม่เลื่อนแล้วนะ

ที่มา : www.darkhorizons.com