I Still Believe หนังรักของคนที่ยังมีความเชื่อ

I Still Believe หนังรักของคนที่ยังมีความเชื่อ

ไม่ใช่ความรักของทุกคนที่ต้องลงเอยด้วยความสุขสมหวังแบบในนิยายโรแมนติกเสมอไป บางครั้งความรักในแต่ละรูปแบบอาจจะมี “เส้นทางความรัก” ที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่คุณค่าที่เกิดขึ้น เบ่งบาน ตลอดระยะเวลาของความสัมพันธ์อาจจะเป็นตัวบ่งชี้ “คุณค่า” ก็เป็นได้

จากเรื่องจริงสู่หนังรักน้ำตาริน

I Still Believe เป็นผลงานจากทีมผู้สร้าง I Can only Imagine สู่เรื่องราวสร้างจากชีวิตจริงศิลปินคริสเตียนร็อคชื่อก้องอย่าง “เจเรมี่ แคมป์” เรื่องราวที่้เกิดขึ้นจริงของเจเรมี่และเมลิสซ่า คู่รักวัยรุ่นที่แต่งงานกันโดยต่างรู้อยู่เต็มอกว่าฝ่ายสาวป่วยเป็นมะเร็งและเหลือเวลาอีกไม่มาก การเดินทางของเส้นทางดนตรีที่ขนานไปกับความรักและความสูญเสียครั้งนี้จะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ แต่ตราบใดที่เขาใช้ศรัทธานำทาง โศกนาฏกรรมนี้จะยังคงมีแสงสว่างรออยู่ที่ปลายอุโมงค์

สองพี่น้องนักทำหนัง สู่ผลงานเรื่องใหม่สุดประทับใจ

สองพี่น้องนักทำหนัง แอนดรูว์ และ จอน เออร์วิน ผู้กำกับจาก I Can Only Imagine และ Moms’ Night Out โดย I Can Only Imagine คือหนังแนวชีวประวัติที่ดัดแปลงมาจากเบื้องหลังซิงเกิ้ลเพลงแนวคริสเตียนที่ขายดีอันดับหนึ่งตลอดกาล ผลงานของวง MercyMe แม้คำวิจารณ์จะไม่สู้ดีนัก แต่หนังกลับไปคว้ารางวัล GMA Dove Awards 2018 ในสาขา Inspirational Film of the Year (หนังสร้างแรงบันดาลใจแห่งปี) นอกจากนี้ยังคว้ารางวัล Most Inspiring Movie ในงาน MovieGuide Awards 2019 อีกต่างหาก ไม่เพียงเท่านั้นหนังทุนต่ำ ต้นทุนในการสร้าง 7 ล้านเหรียญฯ เรื่องนี้ยังสามารถทำเงินเฉพาะในประเทศอเมริกาสูงถึง 83 ล้านเหรียญฯ จนกล่าวได้ว่ามันคือหนังทำกำไรไม่น้อยในปีนั้นทีเดียว จนกลายเป็นหนังนอกระบบสตูดิโอที่ประสบความสำเร็จที่สุดแห่งปี 2018

หลังจาก I Can Only Imagine แอนดรูว์ และ จอน เออร์วิน ได้อ่านเจอเรื่องราวของนักดนตรีอย่างเจเรมี่ แคมป์ และ เอเดรียน ภรรยาสาว ซึ่งทั้งสองมีโอกาสได้รับฟังถึงเรื่องราวความรักของเจรามี่ จนนำไปสู่การเขียนบทเพลงสุดฮิต I Still Believe ที่ถูกปล่อยออกมาในปี 2004

“บอกตามตรงนะ หลังจากผลงานเรื่องที่แล้ว ผมไม่อยากจะทำหนังที่เกี่ยวกับดนตรีต่อทันทีหรอก” แอนดรูว์ เออร์วินกล่าว “แต่พอผมได้สัมภาษณ์เจเรมี่กับภรรยา ผมเลยเปลี่ยนใจ พวกเขาแต่งงานกันมา 15 ปี มีลูกสามคน เอเดรียนนั่งอยู่ข้างสามีเธอตลอดสามชั่วโมงที่เราสัมภาษณ์เขา เราถามเธอว่า “คุณทนฟังสามีเล่าถึงรักแรกของเขา นั่งฟังเขาพูดถึงผู้หญิงคนอื่นตั้งสามชั่วโมงโดยไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ” เธอตอบว่า “เรื่องของเมลิสซ่าเปิดโลกให้ฉัน มุมมองของฉันเปลี่ยนไปตลอดกาล”

 

แค่เชื่อก็เปลี่ยนโลกได้

ความรักนั้นล้วนเป็นสิ่งงดงาม ดังนั้นความรักของเจเรมี่และเมลิสซ่าจึงไม่เคยเป็นเรื่องเก่าและตกยุคแต่อย่างใด มันเป็นสิ่งที่งดงาม มอบความหวัง เปี่ยมกำลังใจ แม้ว่าตัวเมลิสซ่าจะรู้ดีว่าเธออาจจะเหลือเวลาใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ไม่ได้มากมายนัก ความรักที่เหมือนจะเป็นไปไม่ได้กลับเริ่มก่อตัว ทั้งสองมอบหัวใจใหักันและกันโดยหวังว่าซักวันเมลิสซ่าจะดีขึ้น  แม้ว่าที่สุดแล้วเจเรมี่ต้องเสียเมลิสซ่าไปด้วยโรคมะเร็ง แต่สิ่งที่เธอทิ้งไว้ให้เขานั้นมีค่ามากจนต้องแบ่งปันออกมาให้โลกได้รู้

ย้อนกลับไปในสมัยที่เขายังเรียนวิทยาลัย พรหมลิขิตได้นำพาให้เจเรมี่ได้พบกับสาวงามคนหนึ่งกำลังร้องเพลงอยู่บนเวทีคอนเสิร์ต เจเรมี่ไม่สามารถละสายตาจากเมลิสซ่าได้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ผลิบาน แต่กลายเป็นว่าความสัมพันธ์นี้กลายเป็นรักสามเศร้ากับเพื่อนคนที่แนะนำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกัน เมลิสซ่าตัดสินใจยุติความสัมพันธ์นี้ก่อนจะสายเกินไป ทิ้งให้เจเรมี่หัวใจสลายและรู้สึกเหมือนว่าเขาต้องเสียคนที่ฟ้าส่งมาคู่กับเขาไปตลอดกาล

เมื่อเขาได้ข่าวว่าเมลิสซ่าป่วย เจเรมี่ทิ้งทุกอย่างเพื่อไปอยู่เคียงข้างเธอทันที หลังจากที่เขาขอเธอแต่งงานกลางโรงพยาบาล เข้าคอร์สคีโมระหว่างการหมั้น และจัดงานแต่งงานริมหาดทั้งๆ ที่รู้ว่าเมลิสซ่าไม่มีทางหายขาดพวกเขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย แต่เจเรมี่และเมลิสซ่าไม่เคยเสียกำลังใจ เปี่ยมไปด้วยศรัทธาและความหวัง ความรักของเจเรมี่ต่อภรรยาผู้ล่วงลับไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา

ตลอดชีวิตของเธอ เมลิสซ่าไม่เคยเสียกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป “เธอแคร์คนรอบข้างมาก เธออยากให้ทุกคนใช้ชีวิตไปกันไปตามปกติ” แคมป์เล่า “หัวใจเธอช่างงดงาม เธอเคยบอกว่า ‘ถ้าฉันผ่านเรื่องนี้ไปได้ และมันสามารถเปลี่ยนชีวิตคนอื่นแม้แต่คนเดียว มันก็คุ้มกัน’” เมลิสซ่าคงจินตนาการไม่ออกว่ามีกี่ชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาลเพราะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวของเธอ

ท่ามกลางความมืดมิดล้วนแล้วแต่มีแสงสว่างรอคอยเราอยู่เสมอ I Still Believe จึงเป็นหนังที่ผู้ชมที่รอคอย โหยหาความหวัง อยากจะรู้สึกโอบรับพลังงานบวกควรเข้าไปรับชมเรื่องราวสุดประทับใจครั้งนี้ในโรงภาพยนตร์