Star Wars: The Rise of Skywalker อาจมีฉากที่ถูกตัดออก

Star Wars: The Rise of Skywalker อาจมีฉากที่ถูกตัดออก!? และอาจมีบางส่วนที่นำไปใช้ในซีรีส์ทาง Disney+

Star Wars: The Rise of Skywalker หนังปิดมหากาพย์ Star Wars ที่ได้คะแนนวิจารณ์ไปในทิศทางที่แย่เลยทีเดียว เกือบแย่ที่สุดในแฟรนไชส์เมื่อเทียบกับ IMDb แต่แย่ที่สุดในแฟรนไชส์เมื่อวัดจาก Rotten Tomatoes แน่นอนว่าแฟนๆ หลายคนก็ผิดหวังกับหนังจบมหากาพย์นี้เช่นกัน จนมีแฟนๆ บางส่วนเรียกร้อง “Abrams Cut” ฉบับเวอร์ชั่นที่ไม่ตัดและยาวกว่า เพื่ออุดช่องโหว่และคำถามต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นในหนัง

Star Wars: The Rise of Skywalker อาจมีฉากที่ถูกตัดออก!? และอาจมีบางส่วนที่นำไปใช้ในซีรีส์ทาง Disney+ Star Wars: The Rise of Skywalker อาจมีฉากที่ถูกตัดออก!? และอาจมีบางส่วนที่นำไปใช้ในซีรีส์ทาง Disney+

และมันจะมีเวอร์ชั่นนั้นออกมาจริงๆ หรอ? แต่ดูเหมือนกับว่ามันจะไม่มี เพราะทางด้านผู้ช่วยฝ่ายสตั๊นท์อย่าง Eunice Huthart ได้ออกมาพูดกับทาง ScreenRant ไว้ว่า ฉากแอ็คชั่นที่เราได้ถ่ายไปมันก็ถูกใช้ไปทั้งหมดในหนังแล้วมันไม่มีอะไรให้เพิ่มเติมเข้าไปแล้ว

ผมทำทุกอย่างกับหนังเรื่องนี้ไปแล้ว ผมบอกได้เลยว่ากว่ามีฉากแอ็คชั่น 60%, 65% หรือ 70% ที่เราถ่ายไปในหนังเรื่องนี้แล้ว จริงๆ ผมบอกเลยว่ากว่า 90% นั่นแหละ กับฉากแอ็คชั่นทั้งหมดที่เราถ่ายถูกใช้ไปแล้วในเรื่องนี้

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฉากที่ถูกตัดออก ทางด้าน Neal Scanlan ผู้ทำเอฟเฟคต่างๆ ของ Lucasfilm ได้บอกว่าในซีรีส์ Star Wars ที่จะฉายใน Disney+ อาจจะนำฉากที่ถูกตัดออกมาใช้เล่าเรื่องในบางฉากก็ได้ เขายังได้บอกไว้กับทาง Movieweb ว่าซีรีส์ Cassian Andor เป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดที่จะใช้ฟุตเทจที่ไม่ได้ใช้หรือไม่ก็พวกสัตว์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นมาใส่เข้าไป

ผมไม่คิดว่ามันจะให้ความรู้สึกแตกต่างจากการทำหนังนะ เรายังมีสิ่งที่ยังไม่ได้เล่าเกี่ยวกับตัวละครอยู่ และหลากหลายตัวละครที่เราสร้างขึ้นมาในระหว่างทำหนังเรื่องต่างๆ ที่สุดท้ายมันไม่ได้เอาไปใช้ในหนัง เพราะว่าพวกเขาต้องการให้หนังมันเป็นไปในทิศทางที่อยากให้เป็น นี่เป็นโอกาสอีกครั้งที่จะนำตัวละครบางตัวที่เราทำไปใส่ในการเล่าเรื่องใหม่ อย่างที่เรามักพูดกันนั่นแหละ บูรณาการไง

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าฉากที่ไม่ได้ใช้มันมีจริงๆ หรือเปล่า แต่เราอาจจะเห็นมันในอนาคตกับซีรีส์ Star Wars สักเรื่องที่ฉายทาง Disney+ ก็ได้แหละมั้ง

ที่มา : www.darkhorizons.com

Bob Iger ออกมายืนยันว่าจะไม่มีการสร้างหนัง Star Wars เร็วๆ นี้

CEO ของทาง Disney อย่าง Bob Iger ได้ออกมายืนยันว่า Mouse House จะไม่เร่งสร้างหนัง Star Wars ออกมาในเร็วๆ นี้แน่นอน หลังจากล่าสุดที่ได้ปล่อย Star Wars: The Rise of Skywalker

Bob Iger ออกมายืนยันว่าจะไม่มีการสร้างหนัง Star Wars เร็วๆ นี้ แต่จะโฟกัสไปที่ซีรีส์ลง Disney+ ก่อน

หนัง Star Wars ได้เข้าโรงฉายไป 5 เรื่องในรอบ 4 ปี และคงจะพักไปอีก 2-3 ปีก่อนที่จะมีหนัง Star Wars เรื่องใหม่เข้าฉาย อย่างน้อยก็น่าจะปี 2023 นู่นเลย

ทางด้าน Iger ได้บอกเอาไว้ว่าทาง Lucasfilm จะมุ่งไปพัฒนาซีรีส์ก่อนในตอนนี้

Bob Iger ออกมายืนยันว่าจะไม่มีการสร้างหนัง Star Wars เร็วๆ นี้ แต่จะโฟกัสไปที่ซีรีส์ลง Disney+ ก่อน

“ในอนาคตของระยะยาว Star Wars…เราจะหยุดพักการปล่อยหนังเอาไว้ก่อน แต่ในระยะสั้นเราจะให้ความสำคัญกับซีรีส์ที่จะปล่อยทาง Disney+ ก่อน หลังจากนั้นค่อยไปมุ่งเน้นในการพัฒนาหนังเรื่องต่อไป”

เพราะฉะนั้นคงบอกได้ง่ายๆ ว่าเราอย่าเพิ่งไปคาดหวังว่าจะได้เห็นหนัง Star Wars ถ้ายังไม่ได้เห็นซีรีส์ใหม่ที่จะปล่อยทาง Disney+ เร็วๆ นี้ที่เราจะได้เห็นคงเป็น The Mandalorian ซีซั่น 2 ที่เพิ่งประกาศไปเมื่อวานว่าจะมีกำหนดฉายเดือนตุลาคม 2020 แถมยังมีซีรีส์ที่ยังไม่ได้ถ่ายทำกันอย่าง Cassian Andor และ Obi-Wan Kenobi ด้วย ที่มีแพลนกำหนดฉายในช่วงปี 2021 แต่อย่างไรก็ตาม…ยังไม่มีวี่แววว่าไทยจะได้ดู Disney+ เลย T^T

ที่มา : www.gamesradar.com

Daisy Ridley วิ่งออกไปร้องไห้ในรถ! หลังจากดู Star Wars: The Rise of Skywalker จบ

เพิ่งเข้าฉายกันไปได้ไม่นานกับ Star Wars: The Rise of Skywalker ที่กระแสวิจารณ์แตกออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน แต่นอกเหนือจากเรื่องนั้น Daisy Ridley นักแสดงนำผู้รับบท Rey หลังจากได้รับชมภาคนี้ด้วยตนเองแล้ว เธอถึงกับวิ่งออกจากโรงหนังและร้องไห้เลยทีเดียว

Daisy Ridley วิ่งออกไปร้องไห้ในรถ! หลังจากดู Star Wars: The Rise of Skywalker จบ

เหล่านักแสดงและทีมงาน The Rise of Skywalker ได้ดูเรื่องนี้ในโรงส่วนตัวก่อนที่จะฉายรอบปฐมทัศน์ และนั่นนับเป็นครั้งแรกของทุกคนที่ได้ดูผลงานนี้แบบสมบูรณ์เต็มๆ แต่คนที่มีอารมณ์ร่วมที่สุดดูเหมือนจะเป็นตัวของ Daisy นี่แหละ

“พวกเราทุกคนนั่งอยู่ตรงนั้น นิ่งกันไปหมดเลย และหลังจากนั้นฉันพยายามจะรีบลุกออกไปที่รถเพื่อร้องไห้ และ (ผู้อำนวยการสร้าง) Michelle Rejwan กับ (คนเขียนบท) Chris Terrio หันมาแล้วบอกว่า

‘ไม่เป็นไร, ไปเลย’

ฉันก็แบบว่า ‘ฉันไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าพวกคุณ! ฉันแค่อยากเข้าไปร้องในรถเท่านั้น’ “

แต่เหตุผลที่เธอร้องไห้นั้น ตัวเธอเองก็ไม่ได้เปิดเผยอะไรออกมาสักเท่าไหร่ว่าเพราะเหตุใด แต่แน่นอนว่าการที่เธอได้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลอันยิ่งใหญ่นี้แถมยังเป็นภาคปิดตำนานอีก ต้องทำให้เธอมีอารมณ์ร่วมกับหนังมากแน่ๆ

 “คือ แบบ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ฉันไม่ทันตั้งตัวและปรับอารมณ์ต่างๆ ไม่ทันเลย จนกระทั่งหนังจบลง มันแบบ…คือ…ความรู้สึกหลายๆ อย่างมันท่วมท้นไปหมด”

Daisy Ridley วิ่งออกไปร้องไห้ในรถ! หลังจากดู Star Wars: The Rise of Skywalker จบ

สำหรับตัวของ Daisy Ridley แล้ว นี่ก็ถือเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะมารับบทในแฟรนไชส์สงครามแห่งดวงดาวนี้ เพราะเธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ไม่มีแผนจะกลับมารับบทในจักรวาลนี้แล้ว แต่ไม่แน่ว่าในอนาคตหลายๆ อย่างอาจเปลี่ยนแปลงก็เป้นได้ ไม่แน่เธออาจจะมารับเล่นหนังหรือซีรีส์เกี่ยวกับ Star Wars ทาง Disney+

ที่มา : movieweb.com

ปิดฉากมหาสงครามแห่งจักรวาล Star Wars บทสรุปที่จะถูกพูดถึงไปตลอดกาล!

เตรียมไลท์เซเบอร์ของคุณให้ พร้อม ! เพราะสตาร์วอร์คเกอร์จะอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวอันน่าทึ่งของมหากาพย์สงครามแห่งดวงดาวในไตรภาคสุดท้ายกับการผ่อนคลายปมปริศนาครั้งสำคัญและปิดการต่อสู้เพื่อต่อต้านการสังหารหมู่ ด้านมืดและด้านสว่างที่แฟน ๆ ทั่วโลกตั้งค่ารอคอยที่จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

การันตีตการรับตั๋วเงินเพื่อขายตั๋วล่วงหน้าให้ทุกคนที่ได้รับเงินก้อนโตจากการโจมตีครั้งสุดท้าย สชาวไทยได้ร่วมพิสูจน์ไปพร้อม ๆ กัน 19 ธันวาคมนี้ก่อนอเมริกา

• ความตื่นเต้นแรก: เรย์ คือใคร?
คำถามที่เหล่าแฟนๆ สงสัยกันมานานจะถูกเปิดเผยในภาคนี้ ว่าที่แท้จริงแล้ว หญิงสาวที่มาพร้อมกับพลังผู้นี้เป็นใครกันแน่ โดยผู้เขียนบท คริส เทอร์ริโอ (Chris Terrio) แอบกระซิบว่า แฟนๆ จะได้ทราบถึงต้นกำเนิดของเรย์ และเธอกลายมาเป็นผู้สืบทอดจิตวิญญาณของเจไดได้อย่างไร

• ความตื่นเต้นที่สอง: การกลับมารับหน้าที่ผู้กำกับของ เจ.เจ. เอบรามส์
ผู้กำกับมือทอง เจ.เจ. เอบรามส์ ที่การันตีฝีมือการกำกับของเขาต่อเหล่าสาวกสตาร์ วอร์สเอาไว้ใน
สตาร์ วอร์ส อุบัติการณ์แห่งพลัง (Star Wars: The Force Awakens) เมื่อปี 2558 และในครั้งนี้เขาจะได้ส่งมอบบทสรุปของมหากาพย์สงครามแห่งจักรวาลให้กับแฟนๆ สตาร์ วอร์ส ซึ่งรับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

• ความตื่นเต้นที่สาม: เจ้าหญิงเลอา ผู้จะอยู่ในดวงใจของเราตลอดไป
จากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของเหล่าแฟนคลับจักรวาลสตาร์ วอร์สเมื่อปี 2559 กับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ แคร์รี่ ฟิชเชอร์ ผู้รับบทเจ้าหญิง เลอา โดยใน สตาร์ วอร์ส: กำเนิดใหม่สกายวอล์คเกอร์ อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่แฟนๆ จะได้พบกับตัวละครระดับตำนานอย่างเลอาบนจอเงิน

• ความตื่นเต้นที่สี่: การกลับมาของความชั่วร้ายสุดดำมืดของพัลพาทีน
จักรพรรดิพัลพาทีน รับบทโดยนักแสดงระดับตำนานอย่าง เอียน แม็คเดียร์มิด หนึ่งในวายร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไตรภาคสตาร์ วอร์ส จะกลับมาปรากฏตัวให้เหล่าแฟนๆ ได้เห็นและขวัญผวาไปกับความชั่วร้ายของเขาอีกครั้งหรือไม่นั้นต้องไปพิสูจน์ใน สตาร์ วอร์ส: กำเนิดใหม่สกายวอล์คเกอร์

• ความตื่นเต้นที่ห้า: ศึกตัดสินมหากาพย์สงครามดวงดาว บทสรุปที่จะถูกพูดถึงไปตลอดกาล

และแน่นอนที่สุดกับศึกไลท์เซเบอร์สุดอลังการระหว่างเรย์และไคโลเรน ฉากแอ็คชั่นดุดันที่เต็มไปด้วยเอฟเฟกต์สุดตระการตา เต็มอิ่มกับประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ในระบบพิเศษ IMAX ให้เหล่าสาวกสตาร์ วอร์สได้ร่วมลุ้นไปกับบทสรุปครั้งนี้

ลูคัสฟิล์ม และผู้กำกับ เจ.เจ. เอบรามส์ รวมพลังกันอีกครั้งเพื่อพาผู้ชมไปสู่มหากาพย์การผจญภัยในกาแล็คซี่อันไกลโพ้นกับ สตาร์ วอร์ส: กำเนิดใหม่สกายวอร์คเกอร์ บทสรุปของตำนานอันน่าตื่นเต้นของตระกูลสกายวอร์คเกอร์
เมื่อตำนานใหม่จะถือกำเนิดและการต่อสู้ครั้งสุดท้ายเพื่ออิสรภาพกำลังจะมาถึง

นำแสดงโดย แคร์รี่ ฟิชเชอร์, มาร์ค ฮามิลล์, อดัม ไดรเวอร์, เดซี่ ริดสีย์, จอห์น โบเยก้า, ออสการ์ ไอแซค, แอนโธนี แดเนียลส์, นาโอมิ แอคกี้, ดอมห์นัล กลีสัน, ริชาร์ด อี. แกรนท์, ลูปิต้า ยองโก, เคอรี รัสเซลจูนาส ซูโอทาโม่, เคลลี่ มารี ทราน, และบิลลี ดี วิลเลี่ยม

นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่รอให้แฟน ๆ ได้ร่วมกันบทสรุปของมหาสงครามแห่งจักรวาลในสตาร์วอร์ส: สตาร์วอร์คเกอร์ (กำเนิดใหม่) Skywalker) ปิดฉากความมันส์ถึงใจในระบบพิเศษไอแมกซ์ก่อนที่จะถึงอเมริกา 19 ธันวาคมในภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นตำนาน แต่เรื่องราวของพวกเขาจะพูดถึงตลอดกาล! “ ขอพลังจงสถิตอยู่กับท่าน – ขอให้กองทัพอยู่กับคุณ” สาวกสตาร์วอร์สทุกคน

แฟน Star Wars คาดการณ์ ทั้งดาร์กเรย์และเรย์อาจเป็นร่างโคลนของพัลพาทีน

หลังจากที่ได้ชมตัวอย่างที่สองของ Star Wars : The Rise of Skywalker แฟนๆสตาร์วอร์สคงได้ตื่นตาตื่นใจกับการปรากฏตัวของตัวละครเรย์ด้านมืดที่มาพร้อมกับไลท์เซเบอร์สองท่อนสีแดงเพลิง กับปมปริศนาที่ชี้ชวนให้ขบคิดว่าแท้จริงแล้วเธอคือใคร เรย์จะเข้าสู่ด้านมืดในภาคนี้อย่างนั้นหรือ หรืออาจจะเป็นไปตามทฤษฎีที่แฟนๆคิดกันว่าดาร์กเรย์นั้นคือร่างโคลนและอาจจะรวมไปถึงตัวเรย์จริงๆด้วย !!!

ในขณะที่เรื่องราวและรายละเอียดของหนังสตาร์วอร์สในภาคนี้ยังถูกอุบไว้จากตัวผู้กำกับ เจ.เจ. แอบรัมส์ และ ลูคัสฟิล์ม เหล่าบรรดาแฟนๆก็ไม่รอคำตอบใดๆ แต่พยายามที่จะค้นหาคำตอบว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภาคนี้ ประเด็นนึงที่ได้รับความสนใจและค่อนข้างจะสร้างความมั่นใจให้แฟนๆนั่นก็คือ เสียงหัวเราะของตัวละคร “พัลพาทีน” หรือ ดาร์ธ ซิเดียส ที่ดังก้องในช่วงท้ายของตัวอย่างแรก ซึ่งทำให้แฟนๆมั่นใจว่า พัลพาทีนจะต้องกลับมาในภาคนี้และมีบทบาทสำคัญต่อเนื้อเรื่องอย่างแน่นอน

แล้วพัลพาทีนจะกลับมาแบบไหน ทำได้อย่างไร และเกี่ยวข้องอะไรกับดาร์กเรย์หรือไม่ ต่อไปนี้คือทฤษฎีของแฟนๆ

“แท้จริงแล้วดาร์กเรย์เป็นเพียงภาพนิมิต”

ก่อนที่จะไปหาความเกี่ยวข้องของ พัลพาทีนกับดาร์กเรย์ ต้องเคลียร์ประเด็นเรื่องของดาร์กเรย์ก่อน ลองมาคิดดูว่าภาพของดาร์กเรย์ที่เห็นในตัวอย่างอาจปรากฎในหนังจริงแค่เพียงเล็กน้อย และมาในรูปแบบของนิมิต (Force Vision) ซึ่งที่จริงแล้วก็อาจเป็นไปได้ แต่แฟนๆเชื่อว่าผู้สร้างคงไม่ทำเช่นนั้น เพราะมันจะเป็นการทำลายความคาดหวังของคนดู ที่อยากจะเจออะไรที่มันพีคๆในภาคนี้ แต่สุดท้ายแล้วก็เหมือนโดนตัวอย่างหลอกไปอย่างนั้น

แล้วถ้าหากว่ามันไม่ได้เป็นภาพนิมิตล่ะ แต่มีดาร์กเรย์จริงๆ ทีนี้ก็ต้องมาคิดกันแล้วล่ะว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือเรย์จะก้าวเข้าสู่ด้านมืด เหมือนที่อนาคินเป็นอย่างนั้นหรือ ? แล้วถ้าไม่ใช่มันมีเหตุผลอะไรมารองรับอีก

“หรือที่จริงแล้วเรย์นั้นคือร่างโคลนของพัลพาทีน”

ทีนี้ก็มาถึงจุดเชื่อมโยงของสองประเด็นแล้ว คือเรื่องพัลพาทีนกับเรย์  ข้อมูลจากคอมิกส์ Darth Vader ที่เขียนโดย Charles Soule เผยว่า พัลพาทีนได้มุ่งมั่นในการค้นคว้าเรื่องราวความเป็นไปได้ในการฟื้นคืนชีพ นั่นทำให้เขาสามารถรู้ได้ว่ามันมีความเป็นไปได้ โดย พัลพาทีน ได้ทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า ไคโล เพื่อหาทางในการก้าวข้ามขีดจำกัดของพลังฟอร์ซ และก้าวข้ามความตาย นั่นคือการสร้างร่างโคลนเพื่อถ่ายโอนจิตสำนึกลงไปในอนาคต นอกจากนี้ในคอมิกส์ Dark Empire ที่เขียนโดย Tom Veitch ยังได้พูดถึงไอเดียของพัลพาทีนที่สามารถถ่ายโอนจิตสำนึกลงไปในร่างโคลน และใช้ร่างโคลนนั้นในการดำรงชีวิต

ซึ่งพอมีเรื่องนี้แล้วก็คงทำให้พอนึกออกได้ว่า พัลพาทีนนั้นจะกลับมาได้อย่างไรและมาในรูปแบบไหน แล้วทีนี้ถ้าดาร์กเรย์คือร่างโคลนของพัลพาทีนจริงๆแล้วเรย์ตัวจริงล่ะจะเป็นอะไร ?

“หากเรย์เป็นร่างโคลนมันจะช่วยตอบข้อสงสัยบางอย่างได้ใน Last Jedi”

มีหลายประเด็นที่ชวนขบคิดจากใน Star Wars: The Last Jedi เช่นเรื่องชาติกำเนิดของเรย์ ที่ไคโลตอบเธอว่า พ่อแม่ของเธอไม่ได้เป็นใครที่ไหนทั้งนั้น เป็นแค่ไอ้ขี้เมาที่ขายเธอเพื่อเอาเงินมาดื่มเหล้าก็เท่านั้นเอง  นอกจากนั้นในฉากที่เรย์เข้าไปในถ้ำที่ Ahch-Toh และพยายามหาคำตอบเรื่องพ่อแม่ของเธอ เธอได้สัมผัสกับกระจกดำ ซึ่งปรากฏแต่เพียงภาพร่างของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีที่สิ้นสุด

ซึ่งนี่อาจจะไม่ได้มีอะไรผิดพลาดแต่เป็นคำตอบอยู่ในตัวเองแล้วว่า ครอบครัวของเรย์นั้นก็คือร่างโคลนทั้งหลายที่คล้ายคลึงกับเธอนั่นเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าพัลพาทีนจะไม่ได้สร้างร่างโคลนแค่เพียงตัวเดียว หากแต่สร้างไว้เป็นกองทัพ และทั้งเรย์ตัวจริงและดาร์กเรย์ต่างก็เป็นหนึ่งในครอบครัวร่างโคลนนี้นั่นเอง

“ในภาคนี้เราจะได้เห็นเรย์มาฟาดฟันกับดาร์กเรย์”

พอมาคิดถึงประเด็นนี้ก็มันส์เลยล่ะ เพราะอย่างที่รู้กันว่าภาคจบของไตรภาคนั้นมักมีฉากที่ยิ่งใหญ่ กับการปะทะกันครั้งสุดท้ายที่อิ่มเอมและสมใจผู้ชม ซึ่งสำหรับไตรภาคนี้มันก็คงเป็นอะไรไปไม่ได้เลย หากจะไม่ใช่เรย์ปะทะกันกับดาร์กเรย์ (หากทฤษฎีเหล่านี้ที่คิดมามันเป็นจริงนะ) ซึ่งเชื่อได้ว่าจะนำมาซึ่งความสุขสมของคนดูเป็นแน่แท้

หากพยายามหาเหตุผลในเรื่องนี้คำตอบที่ดูสมเหตุสมผลที่สุดก็คงเป็นว่า เมื่อพัลพาทีนได้สร้างครอบครัวร่างโคลนของเรย์ทั้งหลายเอาไว้แล้วนั้น ได้มีผู้ช่วยของเขาที่วันหนึ่งเกิดนึกต่อต้านขึ้นมา (หรือมีเหตุผลอะไรบางอย่าง) แล้วพาร่างเรย์ออกไป และพาไปไว้ในที่ที่ปลอดภัย และพ่อแม่(ปู้เมาหยำเป)ของเรย์ที่ไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆก็เลยเป็นคนเลี้ยงดูเรย์มา  ส่วนร่างที่จะเป็นดาร์กเรย์ก็ถูกเลี้ยงดูและฝึกฝนเพื่อวันหนึ่งจะได้ก้าวไปสู่การเป็นเจ้าแห่งด้านมืด

ซึ่งถ้าเรื่องนี้เป็นจริงมันก็มีความเป็นไปได้สูงเลยที่เราจะได้เห็นเรย์มาปะทะกับดาร์กเรย์ซึ่งพอคิดดูแล้ว มันจะทำให้สตาร์วอร์สภาคนี้มีตอนจบที่ grand finale สะใจแฟนๆเลยทีเดียวเชียวล่ะ

สุดท้ายแล้วคำตอบจะคืออะไร เป็นจริงตามนี้หรือไม่ คงต้องไปค้นหาคำตอบกันธนวาคมนี้ในโรงภาพยนตร์