Parasite กลับมาฉายอีกครั้ง ฉลองเข้าชิง 6 รางวัลออสการ์ 2020

Parasite ชนชั้นปรสิต สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ภาพยนตร์เกาหลีใต้เรื่องแรกเข้าชิง 6 รางวัล ออสการ์ 2020 รวมถึงสามรางวัลใหญ่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม-ผู้กำกับยอดเยี่ยม-ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม

Mongkol Cinema

          ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์เกาหลีใต้ เมื่อภาพยนตร์ Parasite ชนชั้นปรสิต ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 92 (92nd Academy Awards) มากถึง 6 สาขา และยังเป็นครั้งแรกของภาพยนตร์เกาหลีใต้ที่ได้เข้าชิงทั้งสาขา ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม อีกด้วย รวมถึงรางวัลสำคัญอย่าง ผู้กำกับยอดเยี่ยม (บงจุนโฮ), บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, ออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม และ ลำดับภาพยอดเยี่ยม

Mongkol Cinema

Mongkol Cinema

          Parasite ชนชั้นปรสิต ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองของผู้กำกับ บงจุนโฮ ที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนของประเทศเกาหลีส่งชิงรางวัลออสการ์ โดยก่อนหน้านั้น ในปี 2006 ภาพยนตร์ Mother ได้รับเลือกเป็นตัวแทนแต่ไม่ได้ผ่านเข้ารอบในท้ายที่สุด

Mongkol Cinema

Mongkol Cinema

          Parasite เล่าเรื่องราวของ 2 ครอบครัวที่ต่างกันสุดขั้ว ครอบครัวตระกูลคี มีสมาชิกทั้งสิ้น 4 คน เป็นครอบครัวเล็ก ๆ อบอุ่น แต่สมาชิกในบ้านต่างตกงาน วันหนึ่ง คีวู ลูกชายคนโตของบ้านถูกเพื่อนบ้านรวยและเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำเสนอให้เข้าไปทำงานเป็นติวเตอร์ ซึ่งจะทำเงินให้กับเขามหาศาล โดยต้องไปทำงานให้กับ ตระกูลพัค ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทด้านไอทีที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก พร้อมแบกความคาดหวังอย่างสูงของครอบครัวไปด้วย เขายังได้เจอกับสาวน้อยอย่าง ยอนคโย แต่หลังจากที่ทั้งสองครอบครัวมาข้องเกี่ยวกัน เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เต็มไปด้วยคำลวงก็เกิดขึ้น…

Mongkol Cinema

Mongkol Cinema

          พิสูจน์ความยอดเยี่ยมของ Parasite ชนชั้นปรสิต ภาพยนตร์ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิง 6 รางวัล #ออสการ์2020 วันนี้ ในโรงภาพยนตร์

Charlie Hunnam อยากจะให้ทำหนัง King Arthur ใหม่อีกรอบ

ในปี 2017 กับหนังเรื่อง King Arthur: Legend of the Sword ของ Guy Ritchie ทำผลงานได้ค่อนข้างน่าผิดหวัง กับคำวิจารณ์ที่ค่อนข้างผสมกัน และรายได้ที่ไม่ได้มากมายใน Box Office

Charlie Hunnam อยากจะให้ทำหนัง King Arthur ใหม่อีกรอบ เนื่องจากหนังเต็มไปด้วยความผิดพลาด ส่วนหนึ่งคือนักแสดงหลัก!

นักแสดงนำอย่าง Charlie Hunnam ที่ได้กลับมาร่วมงานกับ Guy Ritchie อีกครั้งในหนัง The Gentleman ที่คะแนนวิจารณ์ดีกว่ากันเยอะ ได้ให้สัมภาษณ์ในระหว่างเดินสายโปรโมทเรื่องนี้ถึงความล้มเหลวใน King Arthur

เขาได้ถูกถามว่าถ้ามีโอกาสที่จะกลับไปเล่นหนังเรื่องนึงใหม่อีกรอบจะเล่นเรื่องอะไร และคำตอบที่นักแสดงรายนี้ตอบคือ “King Arthur” แถมเจ้าตัวยังบอกอีกว่าหนึ่งเรื่องที่ผิดพลาดของหนังเรื่องนี้คือการแคสนักแสดงสำหรับบางตัวละครที่เป็นตัวละครหลัก

“ผมอยากจะกลับไปแสดง King Arthur ใหม่อีกครั้งนะ เพราะว่ามันมีหลายอย่างที่ผิดพลาด และหลายอย่างที่มันไม่สามารถควบคุมได้ ผมแค่ไม่คิดว่าเราจะสามารถทำหนังได้จากแค่ความทะเยอทะยานเท่านั้น เราแค่ไม่ได้ทำหนังตามอย่างที่เราต้องการเท่านั้นแหละ

มันเคยมีความคิดที่ว่าถ้าหนังมันประสบความสำเร็จ เราก็จะทำภาคอื่นๆ ต่อมา และผมหลงรักเรื่องราวตำนานของ Arthur จริงๆ และผมคิดว่าเราพลาดโอกาสที่จะได้เล่าเรื่องราวอันยาวนานเหล่านั้น มันมีบางส่วนที่ผิดพลาดตั้งแต่การคัดเลือกตัวนักแสดงที่เป็นจุดศูนย์กลางในการเล่าเรื่องราว ที่จริงๆ แล้วมันไม่ได้อยู่ในหนังด้วยซ้ำไป”

Charlie Hunnam อยากจะให้ทำหนัง King Arthur ใหม่อีกรอบ เนื่องจากหนังเต็มไปด้วยความผิดพลาด ส่วนหนึ่งคือนักแสดงหลัก!

แต่ถึงกระนั้น Hunnam ก็ไม่ได้เอ่ยชื่อของนักแสดงคนที่เขารู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมออกมาแต่อย่างใด ปล่อยให้แฟนๆ คาดเดากันไปต่างๆ นานา จริงๆ แล้ว King Arthur: The Legend of the Sword เป็นเพียงตอนแรกจากทั้งหมดที่เคยวางแผนทำไว้ถึง 6 ภาค จริงๆ ส่วนตัวแล้วเราก็ไม่ได้มองว่ามันแย่นะ เป็นมุมมองใหม่ๆ ต่อเรื่องราวของ King Arthur ที่เท่ไม่หยอกเลย นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายจริงๆ

ทีเซอร์แรกของ Pokemon Movie ภาคใหม่มาแล้วในชื่อ Pokemon Coco!

ดูเหมือนว่าทาง Game Freak จะตั้งใจให้เป็นสัปดาห์ของการเปิดตัวของใหม่ในแฟรนไชส์โปเกมอนอย่างแท้จริง เพราะเมื่อช่วง 3 ทุ่มวานนี้ ก็มีรายการ Pokemon Direct เปิดตัว Expansion Pass ของภาค Sword และ Shield ไป พร้อมทั้งการรีเมคเกมเก่า Pokemon Mystery Dungeon ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งบน Nintendo Switch

และเท่านั้นยังไม่พอ เพราะนอกจากรายการ Pokemon Direct ด้านบนแล้ว ยังมีการปล่อยทีเซอร์ของ Pokemon Movie ภาคใหม่ผ่านทางรายการโทรทัศน์ของญี่ปุ่น Oda Suta ที่เราจะได้เห็นซาโตชิและพิคาจูกลับมาอีกครั้งในการผจญภัยครั้งใหม่

โดยภายในระยะเวลา 30 นาทีของคลิปนี้ พาเราไปอยู่ในป่าดงดิบอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งที่มีตัวละครปริศนาโหนต้นไม้และเถาวัลย์ไปมาอย่างคล่องแคล่ว และมีฉากปรากฎตัวของเด็กทารกที่น่ารักคนหนึ่งในป่าแห่งนี้ด้วย (หรือนี่อาจเป็นความทรงจำของซาโตชิ?)

มูฟวี่ตัวนี้มีชื่อภาคว่า Pokémon Coco และจะเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นแบบ 2 มิติถึงแม้ว่าภาคก่อนหน้าจะใช้ CG แบบ 3 มิติก็ตาม พร้อมกำหนดฉาย 10 กรกฎาคมนี้ที่ญี่ปุ่น

เตรียมรับมือมหันตภัยภูเขาไฟเพ็กตูใน ASHFALL นรกล้างเมือง

Mongkol Major

          ปะทุครั้งสำคัญที่ทั้งใหม่และใหญ่สำหรับ ตัวอย่างล่าสุดของ ASHFALL นรกล้างเมือง โปรเจกต์ยักษ์ทุ่มทุนสร้างสูงสุดของเกาหลีแห่งปี 2019 จากตัวอย่างนี้ได้เผยฟุตเทจของฉากใหม่ ๆ ออกมาโดยเฉพาะการได้เห็นภาพของซีเควนส์หลังจากเกิดภูเขาไฟปะทุ แรงระเบิดรุนแรง ถนน-ตึกถล่มพินาศ เรียกได้ว่าเป็นการ ปะทุหนึ่งครั้ง พินาศทั้งเกาหลี
           งานนี้จึงต้องแท็คทีมผู้กล้าทั้งจากเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ร่วมกันหยุดยั้งมหันตภัยภูเขาไฟเพ็กตู ธรรมชาติวิปโยคที่จมเกาหลีหายจากแผนที่โลก นำแสดงโดย อีบยองฮอน จาก G.I. Joe รับบทเป็น เจ้าหน้าที่พิเศษชาวเกาหลีเหนือ, ฮาจองอู จาก Along with the Gods รับบท ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดชาวเกาหลีใต้, มาดงซอก จาก Train to Busan รับบท นักธรณีวิทยาอันดับหนึ่งของประเทศ และ เบซูจี จากซีรีส์ Vagabond การันตีมหึมางานสร้างโดยผู้อำนวยการสร้างและทีมสเปเชี่ยลเอฟเฟกต์จาก Along With The Gods ทั้งสองภาค

           ปะทุหนึ่งครั้ง วิปโยคทั้งคาบสมุทร ASHFALL นรกล้างเมือง ความกล้าหาญจะรับมือมหันตภัย 9 มกราคม 2020 ในโรงภาพยนตร์

The Witcher 3 ทำลายสถิติยอดผู้เล่นสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลัง Netflix ฉายซีรี่ส์ The Witcher

ซีรี่ส์ The Witcher ได้รับคำชมเชยและเสียงวิจารณ์ในแง่บวกอย่างล้นหลามจากบรรดาแฟนเกมและนิยายจนทำให้โด่งดังมากในขณะนี้ โดยซีรี่ส์เรื่องนี้ใช้การปรับเนื้อหาจากต้นฉบับในหนังสือและเกมมาเพื่อให้ถูกใจทั้งผู้ชมหน้าเก่าและหน้าใหม่ และเพราะความโด่งดังของซีรี่ส์นี้เอง ที่ทำให้เกมในชื่อเดียวกันอย่าง The Witcher 3 มียอดผู้เล่นที่เพิ่มสูงขึ้นจนทุบสถิติยอดผู้เล่นบน Steam เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่เกมวางขาย

The Witcher 3 ถูกพัฒนาโดย CD Projekt Red ซึ่งตัวเกมก็ได้นำนิยายมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับการเป็นเกมเมื่อปี 2007 และสร้างบรรทัดฐานใหม่ของความสำเร็จด้วยการคว้ารางวัลเกมยอดเยี่ยมแห่งปีจากหลายสถาบัน และไม่นานนักหลังจากนั้น ซีรี่ส์ก็ได้ขึ้นฉายสู่สายตาสาธารณชนและประสบความสำเร็จตามมาจนทำให้หลายๆ คนกลับมาเล่น The Witcher 3 อีกครั้งไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นเก่าหรือผู้เล่นใหม่ที่อยากรู้เรื่องราวความเป็นไปของซีรี่ส์นี้ก็ตาม

Marcin Momot

@Marcin360

New player record for @witchergame on @Steam, over 4 years after the release! ❤️

View image on Twitter
2,169 people are talking about this

โดยเกม The Witcher 3: Wild Hunt สามารถทำสถิติผู้เล่นไปได้ถึง 93,385 คนในวันที่ 29 ธันวาคมบน Steam ซึ่งความสำเร็จนี้มาจากอะไรไปไม่ได้นอกจากซีรี่ส์ที่กำลังฉายอยู่ในขณะนี้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ ตัวเกม The Witcher 3 และ DLC ของเกม ก็ยังทรงคุณค่าสมกับรางวัล Game of the Year เสมอมา

สำหรับใครที่อยากเล่นแต่กลัวเนื้อเรื่องในเกมจะสปอยล์ซีรี่ส์ก็ไม่ต้องเป็นกังวลไป เพราะเนื้อเรื่องของเกมกับซีรี่ส์นั้นมีเส้นเวลาที่เกิดคนละช่วงกันแถมยังมีบทสรุปที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงหมดห่วงไปได้เลยว่าเควสหรือตัวละครจะสปอยล์ให้หมดอรรถรสค่ะ

ที่มา : gamerant.com

รีวิว Cats เมื่อสเปเชียลเอฟเฟกต์กลายเป็นดาบสองคม

จากละครเวทีแนวมิวสิคัลของ แอนดรูว์ ลอยด์ เว็บเบอร์ เรื่อง “Cats”และดัดแปลงมาจากบทกวี “Old Possum’s Book of Practical Cats” โดย ทีเอส เอเลียต สู่ภาพยนตร์โดยผู้กำกับรางวัลออสการ์ ทอม ฮูเปอร์ สำหรับเส้นเรื่องของ Cats นั้น ไม่ได้มีอะไรมากมายนัก มันบอกเล่าถึงเหล่าแมวเหมียวที่เกิดขึ้นในค่ำคืนซึ่งมีการจัดงานประจำปีที่ถูกเรียกว่า เจลลิเคิล บอลล์ เมื่อ โอลด์ ดิวเทอโรโนมี่ ผู้นำอาวุโสของเหล่าเหมียว จะเลือกแมวตัวหนึ่งให้เดินทางไปยังเฮฟวิไซด์ เลเยอร์ เพื่อเกิดใหม่ บรรดาแมวต่างๆจึงพยายามช่วงชิงตำแหน่งดังกล่าวด้วยการขับร้องเพลงเพื่อบอกเล่าชีวิตของตัวเอง ว่าชีวิตของพวกเขาเป็นใคร ทำหน้าที่อะไร และทำไมจึงอยากถูกเลือก ทว่างานดังกล่าว ถูกก่อกวนจากแมคาวิตี้ ซึ่งเป็นแมวนอกกฎหมาย ซึ่งอยากจะได้รับเลือกไปเกิดใหม่ มันจึงพยายามก่อกวนการคัดเลือกและกำจัดแมวตัวอื่นๆที่เข้าร่วมการแข่งขันให้พ้นทาง

เส้นเรื่องที่ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เสน่ห์ของ Cats ในฉบับละครเวที จึงถูกขับเคลื่อนไปด้วยบทเพลงอันแสนไพเราะ ประกอบกับการแต่งหน้านักแสดงจากคนให้กลายเป็นแมว รวมไปถึงโชว์ของนักแสดงแต่ละคนที่นำเสนอคาแรกเตอร์ของพวกเขาผ่านการแสดง จึงทำให้มิวสิคัลเรื่องนี้เป็นความแปลกใหม่ในยุค 80 และแน่นอนการสั่งสมชื่อเสียงของละคร ทำให้ Cats ครองตำแหน่งการแสดงที่เปิดแสดงยาวนานถึง 21 ปี ได้รับรางวัล Olivier และ Evening Standard Awards สาขาละครเพลงยอดเยี่ยม และในปี 1983 ละครบรอดเวย์เรื่องนี้ได้รับรางวัลโทนี่ถึง 7 รางวัล จนถึงทุกวันนี้ “Cats” ได้เปิดการแสดงไปทั่วโลก โดยมียอดคนดูมากถึง 81 ล้านคน ในมากกว่า 51 ประเทศ 19 ภาษา ถือได้ว่าเป็นละครที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่ง

อย่างไรก็ตามการที่ Cats ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ อาจจะเป็นความท้าทายของทีมผู้สร้างในการดัดแปลงละครที่คนต้องแสดงเป็นสัตว์ให้กลายเป็นตัวละครที่เป็น “รูปธรรม” มากยิ่งขึ้น แต่กลายเป็นว่า การทำซีจีด้วยการนำหน้านักแสดงไปอยู่บนตัวของแมวนั้น กลายเป็นความพิลึกพิลั่นและน่ากระอักกระอ่วนไม่น้อยเมื่อมันปรากฏอยู่บนจอภาพยนตร์ (ยังไม่รวมไปถึงสัตว์ชนิดอื่นๆ อาทิ หนูและแมลงสาบที่มีใบหน้าเป็นมนุษย์)

แม้ภาพยนตร์ Cats จะมีการเชื่อมโยงฉากในแต่ละช่วง ให้มีความลื่นไหลต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น (ซึ่งเป็นจุดบอดในเวอร์ชั่นละครเวที) แต่ด้วยการที่เรื่องราวของ Cats ไม่ได้มีอะไรมากมายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หนังเรื่องนี้จึงมีสภาพเป็นเหมือนมิวสิควิดีโอขนาดยาวที่ดำเนินเรื่องราวไปเรื่อยๆ จนราบเรียบจนถึงขั้นน่าเบื่อ

 

บางทีแล้ว Cats อาจจะเหมาะกับรูปแบบละครเวทีมากกว่า เพราะอย่างน้อยการได้เห็น มนุษย์แสดงเป็นสัตว์และโชว์ความสามารถบนเวที ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงระหว่างผู้ชมและผู้แสดง แต่เมื่อมันกลายเป็นภาพยนตร์และถูกงานเทคนิคพิเศษครอบตัวเรื่องราวไว้ ทำให้เราเห็นว่าการออกแบบที่ผิดพลาด ก็นำมาซึ่งความไม่น่าอภิรมย์ในการชมบนจอใหญ่เช่นกัน

Jexi แอปพลิเคชันนางมาร!

จะดีแค่ไหน ถ้าวันหนึ่งมีแอปพลิเคชันที่สามารถกลายเป็นเพื่อนแก้เหงาของมนุษย์ได้ หนุ่มโสดคงไม่ต้องเหงาใจอีกต่อไป เมื่อเราสามารถพูดคุยได้กับโทรศัพท์ของตัวเอง แต่แล้ววันหนึ่ง ถ้าหากเจ้าแอปฯ ดังกล่าวเกิดกลายร่างเป็นนางมารร้ายและคุกคามชีวิตเจ้าของขั้นสุด ขอเชิญพบกับเจ็กซี่ แอปฯ เจ้าปัญหาที่เรากล่าวถึง

ฟิล ชายโสดผู้ติดมือถือ

ฟิล (อดัม เดวีน) ชายหนุ่มไร้เพื่อนที่เสพติดมือถือ อาชีพของเขาคือการเขียนเทรนดิ้ง 10 อันดับแรกของปัจจุบัน เขาเป็นชายที่ไม่เคยพบกับชีวิตรัก แต่สถานะเนื้อคู่บน Facebook ของเขากำลังจะเปลี่ยนไปในไม่ช้านี้เมื่อเขาต้องจำใจเปลี่ยนมือถือเครื่องใหม่ จนทำให้เขาได้พบกับ “เจ็กซี่” (ให้เสียงพากย์โดยโรส เบิร์น) ไลฟ์โค้ช ผู้ช่วยส่วนตัว และเชียร์ลีดเดอร์ที่มาในรูปแบบของปัญญาประดิษฐ์ ในเวลาอันไม่ช้าเธอก็ได้ทำให้ชีวิตของฟิลเป็นเหมือนคนปกติ แต่นั่นก็ทำให้เขาพึ่งพามือถือน้อยลง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายสำหรับฟิลเมื่อเจ็กซี่ได้เปลี่ยนเป้าหมายใหม่มาเป็นการครอบครองหัวใจของเขาแทน

 

ไอเดียของแอปฯ นางมาร

ก่อนหน้านี้จอน ลูคัส และ สก็อตต์ มัวร์ได้ทำให้หนังอย่าง Bad Moms กลายเป็นหนังฮิตมาแล้ว แต่ไอเดียในการสร้าง Jexi เกิดขึ้นระหว่างที่พวกเขากำลังนั่งคุยงานกันแล้วจู่ๆก็มีสายโทรศัพท์ของมัวร์เข้ามาระหว่างนั้น ทำให้มัวร์ถามขึ้นมาว่า “ตอนนี้มือถือของผมกำลังดังอยู่ ผมจะรับมันดีมั้ยนะ… (รับสาย) ฮัลโหล” ลูคัสได้จ้องมองไปที่เพื่อนและคู่หูของเขาในช่วงตลอด 18 ปีที่ผ่านมา “เยี่ยมไปเลย นี่ล่ะครับโจทย์ของพวกเรา นี่คือสิ่งที่ภาพยนตร์ของพวกเราต้องการจะสื่อ”

ไอเดียหลักของ Jexi ไม่ได้มาจากการที่มีคนโทรมาขัดจังหวะการสนทนาอย่างเดียว แต่ทั้งสองยังนำประสบการณ์จากการใช้แอปพลิเคชันนำทางยอดนิยมอย่าง Waze (หลักการทำงานคล้ายกับ Google Maps นั่นแหละ) ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ Waze พยายามนำทางทั้งสองให้ขับรถข้ามถนน 8 เลน ซึ่งเป็นอะไรที่น่าหงุดหงิดมาก และมันก็ส่งเสียงเตือนอย่างน่ารำคาญว่า ‘เลี้ยวซ้าย’ ‘เลี้ยวซ้าย’ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งโดยปกติแล้วการขับข้ามถนน 8 เลนมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว

ทั้งสองจึงได้เปลี่ยนประสบการณ์ส่วนตัวให้กลายเป็นบทภาพยนตร์ แน่นอนว่าฉากที่ตัวเอกอย่างฟิล จะต้องพยายามขับรถเพื่อเลี้ยวซ้ายบนถนนมาร์เก็ต เมืองซานฟรานซิสโก ทั้ง ๆ ที่สภาพการจราจรยังคงคับคั่ง เพราะคำพูดยั่วยุของเจ็กซี่ นอกเสียจากปัญญาประดิษฐ์สุดป่วนตัวนี้แล้ว ผู้สร้างยังได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการแสดงให้เห็นว่าพวกเราทุกคนในปัจจุบัน เชื่อฟังโทรศัพท์มือถือกันมากขนาดไหน

ทำความรู้จักตัวละครชายโสด ฟิล

คาแรกเตอร์ของตัวละครอย่างฟิลนั้น คือชายหนุ่มที่ติดโทรศัพท์มือถือมาตั้งแต่เด็ก เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่เคยมีแฟน ไม่มีเพื่อนสนิท ไม่ชอบการออกไปไหนมาไหน และฟิลก็เกลียดงานของเขามาก มือถือเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา เมื่อมือถือของเขาพังเพราะอุบัติเหตุ เขาจึงต้องยอมจำใจซื้อมือถือเครื่องใหม่ที่มาพร้อมกับปัญญาประดิษฐ์ชื่อ เจ็กซี่ มันได้สร้างความลำบากใจให้กับเขานับตั้งแต่วันแรกที่แกะกล่อง

เจ็กซี่ก้าวเข้าไปมีส่วนในชีวิตของฟิลทุกซอกมุม และเหวี่ยงทุกครั้งที่เขาพยายามวางมือถือ เจ็กซี่พยายามอย่างเต็มที่ในการสั่งสอนให้ฟิลเป็นเหมือนคนปกติทั่วไป แต่คำแนะนำของมันหลาย ๆ อย่างกลับทำให้สถานการณ์ดูตลกขบขัน และมันก็ทำให้ฟิลได้ทำความรู้จักกับสาวสวยเจ้าของร้านจักรยาน เคท (รับบทโดย อเล็กซานดรา ชิปป์) ในขณะที่เขากำลังก้มหน้ามองดูมือถือของเขา

อารมณ์หึงหวงของปัญญาประดิษฐ์

เจ๊กซี่เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่รู้เรื่องของคุณ พูดคุยกับคุณ คอยตักเตือนคุณ มันจะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณมีสิ่งที่เชื่อมโยงกับมัน หลังจากนั้นมือถือเครื่องนั้นก็เกิดอาการหึงหวงเพราะแฟนสาวของฟิล มันทำให้เจ็กซี่เกิดอาการอิจฉา เสมือนว่าเธอเป็นแฟนเก่าของฟิล

ผู้ชมทั่วไปจะสามารถทำความเข้าใจกับตัวละครและมีประสบการณ์ร่วมได้ไม่ยาก เพราะเราทุกคนนั้นล้วนแล้วแต่ติดโทรศัพท์มือถือ ทุกคนต้องมี ต้องใช้ และไม่สามารถแยกจากมันได้ การโยนมุกตลกต่างๆเข้ามาทำให้คนดูได้ขบคิดว่า โทรศัพท์มือถือกำลังสร้างปัญหาอะไรให้กับเรา และแน่ใจเหรอว่าเราต้องใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการจ้องหน้าจอ

เจ็กซี่มีวิธีต่าง ๆ นา ๆ ที่จะทำให้ฟิลก้มมองดูมือถือของเขา ด้วยปัญญาประดิษฐ์ระดับอัจฉริยะ เธอจึงมีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับฟิล ตั้งแต่บัญชีธนาคารไปจนถึงระบบกล้องจับภาพ เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า สักวันหนึ่งโทรศัพท์มือถือจะกลายเป็นเจ้านายของมนุษย์ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามามีบทบาทในทุกส่วนของชีวิตคุณ มันจะมีข้อมูลเครดิตการ์ดของคุณ ข้อมูลทุกอย่างในบัญชีโซเชียลมีเดีย และมันก็จะรู้แม้แต่สิ่งที่คุณเองก็ไม่รู้ว่ากำลังให้ความสนใจอยู่ด้วย อันที่จริงแล้วเทคโนโลยีทุกอย่างมาพร้อมกับคำเตือน เช่น ฉากที่ฟิลพึ่งจะแกะกล่องโทรศัพท์มือถือของเขา แม้ว่าเจ็กซี่จะเตือนให้เขาอ่านข้อตกลงในการใช้งานแล้วเขาก็ยังปฏิเสธที่จะอ่านมันอย่างไม่ลังเล

สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่อง Jexi คือการหยิบเอาพฤติกรรมในการเสพย์ติดโทรศัพท์สมาร์ทโฟน เอามายำใหญ่ให้กลายเป็นมุกตลกที่ผู้ชมจะได้ฮาแตกส่งท้ายปี 2019

เฉินหลงบู๊หนักมาก ! ตัวอย่างหนัง Vanguard

          ปล่อยตัวอย่างใหม่ออกมาระเบิดความมันกันแบบติด ๆ สำหรับหนัง แวนการ์ด (Vanguard) หนังใหม่ของแอ็คชั่นสตาร์ระดับ เฉินหลง พร้อมทัพนักแสดงคับคั่ง อาทิ หยางหยาง, อ้ายหลุน, มิย่า มูฉี และ จูเจิ้งถิง กับเรื่องราวการต่อสู้ไล่ล่าข้ามทวีปของทีมแวนการ์ด องค์กรรักษาความปลอดภัยระดับนานาชาติ ที่นำทีมโดย ถังฮั่วถิง (เฉินหลง) และสมาชิกมากฝีมืออย่าง เหลยเจิ้นอวี่ (หยางหยาง) ที่ต้องเสี่ยงชีวิตต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายเพื่อช่วยเหลือนักธุรกิจชาวจีนและลูกสาวของเขา พร้อมยุติแผนการก่อการร้ายครั้งใหญ่ที่มีชีวิตผู้บริสุทธิ์นับล้านเป็นเดิมพัน…

T&B Media Global | Warner Bros.

T&B Media Global | Warner Bros.

T&B Media Global | Warner Bros.

          แวนการ์ด (Vanguard) พร้อมระเบิดความมันต้อนรับตรุษจีน 25 มกราคม 2020

Daisy Ridley วิ่งออกไปร้องไห้ในรถ! หลังจากดู Star Wars: The Rise of Skywalker จบ

เพิ่งเข้าฉายกันไปได้ไม่นานกับ Star Wars: The Rise of Skywalker ที่กระแสวิจารณ์แตกออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน แต่นอกเหนือจากเรื่องนั้น Daisy Ridley นักแสดงนำผู้รับบท Rey หลังจากได้รับชมภาคนี้ด้วยตนเองแล้ว เธอถึงกับวิ่งออกจากโรงหนังและร้องไห้เลยทีเดียว

Daisy Ridley วิ่งออกไปร้องไห้ในรถ! หลังจากดู Star Wars: The Rise of Skywalker จบ

เหล่านักแสดงและทีมงาน The Rise of Skywalker ได้ดูเรื่องนี้ในโรงส่วนตัวก่อนที่จะฉายรอบปฐมทัศน์ และนั่นนับเป็นครั้งแรกของทุกคนที่ได้ดูผลงานนี้แบบสมบูรณ์เต็มๆ แต่คนที่มีอารมณ์ร่วมที่สุดดูเหมือนจะเป็นตัวของ Daisy นี่แหละ

“พวกเราทุกคนนั่งอยู่ตรงนั้น นิ่งกันไปหมดเลย และหลังจากนั้นฉันพยายามจะรีบลุกออกไปที่รถเพื่อร้องไห้ และ (ผู้อำนวยการสร้าง) Michelle Rejwan กับ (คนเขียนบท) Chris Terrio หันมาแล้วบอกว่า

‘ไม่เป็นไร, ไปเลย’

ฉันก็แบบว่า ‘ฉันไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าพวกคุณ! ฉันแค่อยากเข้าไปร้องในรถเท่านั้น’ “

แต่เหตุผลที่เธอร้องไห้นั้น ตัวเธอเองก็ไม่ได้เปิดเผยอะไรออกมาสักเท่าไหร่ว่าเพราะเหตุใด แต่แน่นอนว่าการที่เธอได้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลอันยิ่งใหญ่นี้แถมยังเป็นภาคปิดตำนานอีก ต้องทำให้เธอมีอารมณ์ร่วมกับหนังมากแน่ๆ

 “คือ แบบ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ฉันไม่ทันตั้งตัวและปรับอารมณ์ต่างๆ ไม่ทันเลย จนกระทั่งหนังจบลง มันแบบ…คือ…ความรู้สึกหลายๆ อย่างมันท่วมท้นไปหมด”

Daisy Ridley วิ่งออกไปร้องไห้ในรถ! หลังจากดู Star Wars: The Rise of Skywalker จบ

สำหรับตัวของ Daisy Ridley แล้ว นี่ก็ถือเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะมารับบทในแฟรนไชส์สงครามแห่งดวงดาวนี้ เพราะเธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ไม่มีแผนจะกลับมารับบทในจักรวาลนี้แล้ว แต่ไม่แน่ว่าในอนาคตหลายๆ อย่างอาจเปลี่ยนแปลงก็เป้นได้ ไม่แน่เธออาจจะมารับเล่นหนังหรือซีรีส์เกี่ยวกับ Star Wars ทาง Disney+

ที่มา : movieweb.com

ยังไม่ยอมแพ้ Power Rangers ขอรีบูตอีกรอบ โดยผู้กำกับ The End of the F***ng World

รียกว่ายังไม่ยอมแพ้กันง่าย ๆ สำหรับค่าย Paramount เจ้าของลิขสิทธิ์ของ Power Rangers ซึ่งหลังจากฉบับรีบูตรอบหลังสุดปี 2017 ไม่ประสบความสำเร็จ สิทธิของหนังก็คืนกลับมาที่ค่ายเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งค่ายก็ได้ส่งต่อให้ Allspark Pictures บริษัทสร้างหนังจากบริษัทของเล่นอย่าง Hasbro ผู้ถือสิทธิตัวละครอย่าง Transformers และ G.I. Joe มาเดินงานสร้างต่อ โดยได้มอบหมายให้ Jonathan Entwistle ผู้สร้างซีรีส์ยอดฮิต The End of the F***ing World ของ Netflix มารับหน้าที่กำกับ และผู้เขียนบท Patrick Burleigh ซึ่งเป็นผู้เขียนบทหนังแอนิเมชั่นเรื่อง Peter Rabbit 2: The Runaway ที่จะเข้าฉายในปีหน้า

ผู้กำกับ Jonathan Entwistle

ผู้กำกับ Jonathan Entwistle

เรื่องราวของการกลับมาในฉบับใหม่นี้ คาดว่าจะกลับไปยังรากเหง้าที่สร้างมาเป็นหนังการ์ตูนที่เจาะตลาดกลุ่มผู้ชมเด็กจริง ๆ (ไม่พยายามเล่าให้จริงจังและเป็นผู้ใหญ่ อย่างที่ล้มเหลวกับฉบับรีบูตครั้งหลังสุด) โดยจะให้กลุ่มตัวละครหลักย้อนเวลาไปยังยุค 90s และพวกเขาก็ต้องหาทางกลับมายังยุคปัจจุบันให้ได้ ซึ่งมีโทนคล้ายกับหนังย้อนเวลาสุดฮิต Back to the Future (1985)

จากเวอร์ชันญีปุ่นสู่เวอร์ชันสหรัฐฯ กลายเป็นหนังยอดมนุษย์สุดฮิตในปี 1995

จากเวอร์ชันญีปุ่นสู่เวอร์ชันสหรัฐฯ กลายเป็นหนังยอดมนุษย์สุดฮิตในปี 1995

Power Rangers ถูกทำเป็นทีวีซีรีส์ในยุค 90s ระหว่างปี 1993-1997 (ก่อนหน้านั้นโด่งดังเป็นการ์ตูนจากฝั่งญี่ปุ่น ซึ่งเด็ก ๆ ที่โตมาในสมัยนั้นรู้จักในนาม “จูเรนเจอร์”) พอมาฉายในสหรัฐฯ ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น The Mighty Morphin Power Rangers เล่าเรื่องราวของกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่ได้รับพลังจากต่างดาว ฉายครั้งแรกทางช่อง Fox Kids

Mighty Morphin Power Rangers: The Movie (1995)

Mighty Morphin Power Rangers: The Movie (1995)

จนเมื่อปี 2017 ค่ายหนังอย่าง Liongates ได้นำหนังกลับมาทำใหม่ในโทนของความเป็นผู้ใหญ่และให้หนักแน่นจริงจังมากขึ้น คาดหวังให้เป็นจุดเริ่มต้นของแฟรนไชส์ภาคต่อ แต่หนังกลับล้มเหลวทั้งคำวิจารณ์และรายได้ในสหรัฐฯ ไปแค่ 85 ล้านเหรีญฯ และจากทั่วโลกเพียงแค่ $142 ล้านจากทุนสร้าง $100 ล้านเหรียญฯ นำแสดงโดย Dacre Montgomery (Stranger Things) Naomi Scott (เจ้าหญิงจัสมินใน Aladdin ฉบับคนแสดง) และ Ludi Lin จาก Aquaman ซึ่ง Dacre Montgomery เคยออกมาให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ถ้าผู้สร้างอยากจะรีบูตใหม่ เขาก็พร้อมกลับมารับบทเดิมเสมอ (แต่ดูเหมือนจะอดแล้วละนะพ่อหนุ่ม)

Power Rangers (2017) ฉบับรีบูตที่ไม่ประสบความสำเร็จ

Power Rangers (2017) ฉบับรีบูตที่ไม่ประสบความสำเร็จ