เคาะแล้ว! “แมดส์ มิกเกิลเซิน” จะสวมบท “กรินเดลวัลด์” แทน “จอห์นนี เดปป์”

แมดส์ มิกเกิลเซิน

ในที่สุด Warner Bros ก็ได้ประกาศว่า แมด มิกเกิลเซิน จะเข้ามารับบทพ่อมดเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ ในภาพยนตร์ Fantastic Beasts หลังจากรอให้แแฟน ๆ ลุ้นกันว่าใครจะมาสวมบทดังกล่าว แทนจอห์นนี่ เดปป์ ที่ถอนตัวออกไประหว่างถ่ายทำ

มิกเกิลเซิน เป็นนักแสดงชาวเดนมาร์ก และโด่งดังมาจากซีรีส์เรื่อง Hannibal และ Doctor Strange โดยเขาจะสวมบทบาทเป็นกรินเดลวัลด์ ในภาค 3 ของภาพยนตร์ Fantastic Beasts ซึ่งมีรายงานข่าวออกมาว่า เดปป์เพิ่งถ่ายทำได้เพียงฉากเดียว ก่อนเขาจะแพ้คดีฟ้องร้องหนังสือพิมพ์ ที่เรียกเขาว่า “คนทำร้ายภรรยา (wife beater)” เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

Fantastic Beasts ภาค 3 ยังไม่ประกาศชื่ออย่างเป็นทางการ จะกลับมาถ่ายทำอีกครั้งในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ขณะที่กำหนดฉายถูกเลื่อนออกไปเป็นปี 2022 โดยมีนักแสดงชื่อดังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้อีกมากมาย อาทิ เอ็ดดี้ เรดเมน และจู๊ด ลอว์

Netflix ทุ่ม 200 ล้านเหรียญฯ ซื้อ Godzilla vs Kong สตรีมมิงทั่วโลกยกเว้นจีน

ข่าวใหญ่สำหรับแฟนหนังสัตว์ประหลาดที่กำลังจะได้เห็นการปะทะกันของ Godzilla และ King Kong ในหนัง Godzilla vs. Kong ที่เดิมนั้นมีกำหนดฉายปลายปีนี้แต่ถูกโยกไปฉายเดือนพฤษภาคมปีหน้าตาม แต่ก็มีรายงานว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่ค่อยจะสู้ดี Legendary Pictures สตูดิโอผู้สร้าง จึงเริ่มมีแนวคิดจะขายหนังเรื่องนี้ให้กับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ซึ่งจนถึงตอนนี้มีสตรีมมิ่งเจ้าใหญ่ 2 เจ้าคือ Netflix และ WarnerMedia กำลังแย่งชิงสิทธิ์ฉายหนังเรื่องนี้อยู่

Godzilla King of the Monsters
Godzilla: King of Monsters (2019)

สำนักข่าว The Hollywood Reporter รายงานว่า Netflix ได้ยื่นข้อเสนอแก่สตูดิโอผู้สร้างและออกทุนสร้างราว 75% ของทั้งหมด ขอซื้อไปลงช่องสตรีมมิ่งด้วยมูลค่าราว 200 ล้านเหรียญฯ อย่างไรก็ดี แต่ WarnerMedia บริษัทลูกของ Warner Brother ซึ่งเป็นบริษัทเจ้าของหนังเดิมและเป็นผู้ออกทุนสร้างหนัง 25% รวมถึงเป็นเจ้าของ HBO Max ก็ออกโรงขัดขวางการที่ Netflix จะมาซื้อไปอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตามตัวแทนของ Legendary Pictures ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นแก่รายงานข่าวตอนนี้ ขณะที่โฆษกของ WB บอกว่า ยังมีแผนที่จะนำหนัง Godzilla vs. Kong ออกฉายในโรงปีหน้าตามที่วางกำหนดฉายไว้ จึงมีการคาดการณ์กันว่า หนังอาจจะฉายในรูปแบบเดียวกับ Wonder Woman 1984 ที่ออกฉายแบบจำกัดโรงและสตรีมมิ่งในวันเดียวกัน รายงานข่าวยังระบุว่า ถ้า Netflix เจรจาซื้อสิทธิ์หนังได้สำเร็จ Godzilla vs Kong จะสตรีมมิ่งแทนฉายจอหนังโรงใหญ่ทั่วโลก ยกเว้นในประเทศจีนที่ Netflix ยังไม่เปิดให้บริการ และหนังสัตว์ประหลาดไคจูแบบนี้ก็ทำรายได้ดีเสียด้วยในจีน

Godzilla vs Kong
เสลดของกองถ่าย Godzilla vs Kong เมื่อหนักของสัตว์ประหลาดตัวบิ๊ก เสลดก็ต้องใหญ่โตตามไปด้วย
เสลดของกองถ่าย Godzilla vs Kong เมื่อหนังของสัตว์ประหลาดตัวบิ๊ก เสลดก็ต้องใหญ่โตตามไปด้วย
Alexander Skarsgård และ Eiza González ในภาพเบื้องหลังกองถ่าย

Godzilla vs. Kong กำกับโดย Adam Wingard ที่อยู่เบื้องหลังหนังสยองขวัญที่ทำรายได้ดีมาแล้วหลายเรื่อง ทั้งจาก Death NoteBlair WitchYou’re Next เหตุจาก Godzilla: King of Monsters ที่ออกฉายในปี 2019 ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ Warner Brothers แทบจะรื้อโครงเรื่องใหม่หมด จากเดิมที่จะให้ Godzilla มาสู้กับ Kong กลายเป็นให้ทั้งสองสู้กันแค่ในช่วงแรกของเรื่องแล้วออกไปสู้กับสัตว์ประหลาดตัวอื่นแทน  นอกจากนั้นยังมีทัพนักแสดงมากมายไล่ตั้งแต่ Millie Bobby Brown จาก Stranger Things Kyle Chandler และจางซิยี่ ที่เป็นตัวละครที่ต่อเนื่องมาจากใน King of Monsters พร้อมกับนักแสดงใหม่อย่าง Alexander Skarsgård จาก The Legend of Tarzan, Rebecca Hall จาก Iron Man 3 และ Eiza González จาก Baby Driver และ Hobbs & Shaw

จากมังงะสู่โลกภาพยนตร์ “ดาบพิฆาตอสูร” ถล่มรายได้ในญี่ปุ่นกว่าหมื่นล้านเยน

เตรียมต้อนรับเหล่า นักล่าอสูร จากมังงะสู่โลกภาพยนตร์ กับภารกิจใหม่ การผจญภัยบนขบวนรถไฟดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่ : ศึกรถไฟสู่นิรันดร์ กวาดรายได้ถล่มทะลาย กว่าหมื่นล้านเยนในญี่ปุ่น เพียง 10 วัน

ไม่ปล่อยให้แฟนๆ รอนาน ในที่สุดก็พร้อมให้ได้ชมกันแล้ว สำหรับ Kimetsu No Yaiba : Mugen Ressha Hen ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่ : ศึกรถไฟสู่นิรันดร์ ภาพยนตร์อนิเมะเรื่องเยี่ยม ผลงานการกำกับของ โซโตซากิ ฮารุโอะ ที่สร้างจากมังงะชื่อดังของ โกโตเกะ โคโยฮารุ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของ คามาโดะ ทันจิโร่ เด็กหนุ่มผู้โชคร้ายจากครอบครัวเผาถ่าน ที่ครอบครัวถูกโจมตีจากเหล่าอสูรจนสิ้น เหลือเพียงตัวเขาและน้องสาวคนเดียวที่ได้กลายเป็นอสูรไปแล้ว แต่ก็ยังหลงเหลือความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง ทันจิโร่จึงตัดสินใจ เข้าสอบการเป็นนักล่าอสูรและตามหาวิธีเพื่อทำให้น้องสาวกลับคืนร่างเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง

ดาบพิฆาตอสูร เรียกได้ว่าเป็นมังงะที่สนุกจนเวอร์ชั่นหนังสือทำยอดขายสูงสุดติดอันดับ TOP 10 ในประเทศญี่ปุ่น ด้วยยอดขายกว่า 12 ล้านเล่ม และในเวอร์ชั่นอนิเมะซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกไป ก็ได้รับ ความนิยมสูงสุดจากผู้ชมมาแล้วสองปีซ้อนในปี 2019 และ 2020 และล่าสุดในอนิเมะเวอร์ชั่นภาพยนตร์เองก็ได้รับการต้อนรับจากแฟนๆ อย่างล้นหลาม จนกวาดรายได้จากการฉายในประเทศญี่ปุ่นมาแล้วกว่า 1 หมื่นล้านเยน หรือกว่า 3 พันล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 10 วัน และเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดทั่วโลกจากการเข้าฉาย 3 วันแรก

โดยในอนิเมะเวอร์ชั่นภาพยนตร์ Kimetsu No Yaiba : Mugen Ressha Hen หรือ ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่ ตอน ศึกรถไฟสู่นิรันดร์ จะบอกเล่าเรื่องราวต่อจากมังงะเวอร์ชั่นหนังสือ เล่มที่ 7 หรือจากอนิเมะ ซีรีส์ตอนที่ 26 เมื่อทันจิโร่ และเพื่อนๆ นักล่าอสูรได้ฟื้นฟูสภาพร่างกายกลับมา หลังจากที่ได้ต่อสู้กับข้างแรม 5 เสร็จแล้ว พวกเขาก็ได้รับมอบหมายภารกิจใหม่ ให้เดินทางไปตรวจสอบการหายตัวอย่างลึกลับของเหล่าผู้คนบนรถไฟสายหนึ่ง และที่นั่นเอง เขาก็ได้พบกับ เร็นโกคุ เคียวจูโร่ เสาหลักแห่งไฟ ซึ่งเป็น 1 ใน 9 เสาหลัก โดยหารู้ไม่ว่าบนขบวนรถไฟนั้นมี 1 ในข้างแรม “เอ็นมุ” รอต้อนรับการมาของพวกเขาอยู่โดยที่ไม่มีใครรู้ตัว หรือว่าการต่อสู้ของพวกเขาในครั้งนี้ จะทำให้พวกเขาต้อง “สู่ห้วงแห่งความฝันอันเป็นนิรันดร์” ก็ยากที่จะมีใครรู้

นอกจากเนื้อเรื่องจะตื่นตาตื่นใจจนพลาดไม่ได้แล้ว ในเวอร์ชั่นพากย์ไทย ยังได้ศิลปินจากวง Instinct นำโดย เซนเซปาล์ม ผู้คลั่งไคล้ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่มาร่วมทำเพลงประกอบภาพยนตร์ให้แฟนๆ ได้อินและฟินกันอย่างเต็มที่ และนอกจากนี้ ทางบริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส จำกัด และ Japan Anime Movie Thailand ยังมีเซอร์ไพรส์ใหญ่ จากนักพากย์รับเชิญสุดฮอตแห่งยุค ที่จะมาช่วยเติมสีสันให้กับอนิเมะเวอร์ชั่นนี้ให้ได้ฟินกันแน่นอน ส่วนจะเป็นใครนั้น ต้องรอติดตามกันได้ในรอบกาล่าพรีเมียร์ 25 พฤศจิกายน 2563 นี้ ที่พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ชั้น 5 ก่อนจะเปิดฉายจริง ในโรงภาพยนตร์ระบบ IMAX ฉายวันที่ 3-9 ธันวาคม 2563 และเข้าฉายระบบปกติ 9 ธันวาคม 2563 ทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ และ รับรองว่านอกจากแฟนๆ อนิเมะจะอินแล้ว เหล่าแฟนคลับก็เตรียมตัวฟินกันได้เลย! และติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ที่ Facebook : Japan Anime Movie Thailand

กงยู และ พัคโบกอม ส่งคลิปเซอร์ไพรส์! ชวนคนไทยรอดู Seobok

กงยู และ พัคโบกอม ส่งคลิปชวนคนไทยรอดูผลงานหนังใหม่พล็อตล้ำ Seobok (ซอบก) พร้อมโชว์ตัวอย่างแรกอย่างเท่ เมืองไทยได้ดูกันแน่นอนในโรงภาพยนตร์ ติดตามวันเข้าฉายเร็ว ๆ นี้

 SEOBOK (ซอ-บก) ภาพยนตร์แอกชั่น-ไซไฟโปรเจกต์ยักษ์จากเกาหลีใต้ กับเรื่องราวของอดีตสายลับ มินกีฮยอน (รับบทโดย กงยู) ที่ได้รับภารกิจสุดท้ายในการปกป้อง ซอ-บก (รับบทโดย พัคโบกอม) มนุษย์โคลนร่างแรกของโลก ผู้กุมปริศนาของการมี “ชีวิตอมตะ” จากการตามล่าของกลุ่มคนที่หวังจะครอบครองซอบกไว้แต่เพียงผู้เดียว

โดย SEOBOK (ซอ-บก) เป็นผลงานการกำกับครั้งใหม่ของ อียงจู ผู้สร้างภาพยนตร์รักระดับตำนาน Architecture 101 รักแรกในความทรงจำ มาแล้วเมื่อปี 2012

ฮารั่ว The War with grandpa สงครามแย่งห้องนอนมหาประลัย

สงครามระหว่างวัยกับการชิงชัยของสองตาหลาน หนังตลกสุดฮาว่าด้วยการแย่งห้องนอนที่นำมาซึ่งปัญหาแสนชุลมุนวุ่นวายเกินคาด The War with grandpa

ปีเตอร์ (โอ๊คส์ เฟกลีย์) และคุณปู่ของเขา (โรเบิร์ต เดอ นีโร) เคยสนิทกันมากๆ และเมื่อคุณปู่ย้ายเข้ามาอยู่กับครอบครัวของเขา ปีเตอร์ถูกบังคับให้สละสิ่งที่เขาหวงแหนที่สุดคือห้องนอนของเขา ไม่มีอะไรจะหยุดเขาที่จะทำทุกวิถีทางที่จะได้ห้องนอนของเขาคืนมา เขาและเพื่อนจึงออกแผนการต่าง ๆ มากมายเพื่อที่จะแกล้งคุณปู่ให้ออกไปจากพื้นที่ของเขา แต่คุณปู่ก็ไม่หยุดง่าย ๆ และก่อนที่จะเป็นเรื่องราวที่ยืดเยื้อกลายเป็นสงคราม!

ปีเตอร์พยายามขอความช่วยเหลือจากเพื่อนของเขา เอ็มม่า (ที.เจ. แมคกิบบอน), สตีฟ (ไอแซค เครกเท็น) และบิลลี่ (จูลี่โอ ซีซ่า ชาเวส) เพื่อกดดันให้คุณปู่ออกจากห้อง คุณปู่เอ็ดก็สู้กลับแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน พร้อมทั้งแท๊กทีมเพื่อนเจอรี่ (คริสโตเฟอร์ วอลเคน) แดนนี่ (ชีช มาริน) และไดแอน (เจน เซย์มอร์) มาร่วมวงในการต่อสู้ โดยที่ครอบครัวของปีเตอร์ ทั้งพ่อ (ร๊อบ ริกเกิล) แม่ (อูมา เธอร์แมน) และพี่สาว (ลอร่า มาราโน) อยู่ด้วยความผาสุกและไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในบ้าน

รู้หรือเปล่าว่า The War with grandpa เป็นหนังที่มีโปรดิวเซอร์ที่อายุแค่เพียง 11 ปีเท่านั้น ธี เพิร์ธ ซึ่งเขาอยากจะทำหนังเรื่องนี้ก็เพราะ The War with grandpa คือหนังสืออ่านนอกเวลาที่โรงเรียนประถมบังคับให้อ่าน แต่พออ่านจบแล้วเขาก็คิดว่าคงจะมีใครเคยดัดแปลงหนังสือเล่มนี้เป็นภาพยนตร์แล้ว แต่หลังจากที่เขาพยายามค้นหาปรากฏว่ามันยังไม่เคยถูกกสร้างมาก่อน เขาเลยร่ำร้องให้พ่อแม่ของเขาอย่างวิน เพิร์ธ และโรซ่า เพิร์ธที่เป็นผู้ผลิตภาพยนตร์สร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นซะเลย!

เท่านั้นไม่พอ ความแก่นเซี้ยวและอยากจะสร้างหนังเรื่องนี้มากจนตัวสั่น ธี เพิร์ธ จึงไปล่ารายชื่อของเพื่อนๆในห้องที่โรงเรียนเพื่อสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ เมื่อพ่อแม่เห็นความมุ่งมั่นขนาดนั้น ทั้งสองจึงปฏิบัติกับลูกชายของตัวเองให้เหมือนกับบรรดาโปรดิวเซอร์ในวงการภาพยนตร์ที่มาพร้อมกับไอเดียที่น่าสนใจและเมื่อมันถูกพัฒนาให้กลายเป็นภาพยนตร์แล้วจะต้องออกมาน่าสนใจ และด้วยเหตุผลเช่นนี้เองโรซ่า เพิร์ธ จึงใส่ชื่อของลูกชายเข้าไปในกระบวนการสร้างภาพยนตร์ ซึ่งทำให้ธี เพิร์ธกลายเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์ที่อายุน้อยที่สุด และระหว่างที่พวกเขารอกินเนส บุ๊ค เวิล์ด เรคคอร์ทติดต่อมาหลังจากที่หนังเรื่องนี้ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ธี เพิร์ธจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่อายุน้อยที่สุดตั้งแต่ที่โลกนี้เคยมีการสร้างภาพยนตร์มา!

ผู้กำกับที่ฝากฝีไม้ลายมือในการทำหนังเด็ก!

เมื่อทีมงานผู้ผลิตตัดสินใจเลือกผู้กำกับทิม ฮิลล์ ซึ่งเคยสร้าง Alvin and the Chipmunks, Hop และ The SpongeBob Movie: Sponge on the Run เป็นต้น และนักแสดงที่ทีมผู้สร้างไว้ก็คือ หนังเรื่องนี้ต้องได้นักแสดงรุ่นใหญ่ฝีมือดีอย่างโรเบิร์ต เดอ นีโรมารับบทเป็นคุณตาเท่านั้น! แต่มันก็ไม่ง่ายเอาซะเลยเพราะ อย่างที่เราทราบกันดีคือโรเบิร์ต เดอ นีโร เป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่ที่คิวงานถือว่าแน่นมาก และบริษัทในการผลิตหนังเรื่องนี้ก็จัดได้ว่าเป็นบริษัทเล็กๆที่ผลิตแต่หนังอิสระ แต่ท้ายที่สุดแล้ว “ตื้อ” เท่านั้นที่ครองโลก The War with grandpa ก็ได้โรเบิร์ต เดอ นีโรมาร่วมงานในที่สุด

ปีเตอร์หลานจอมแสบที่หาตัวแสดงยาก!

ช่วงเวลาในการประกาศคัดเลือกนักแสดง แน่นอนว่ามีคนสนใจสมัครออดิชั่นบทปีเตอร์ แต่ทีมงานก็มีภาพอยู่ในใจว่าคนที่จะมารับบทนี้จะต้องเป็นเด็กๆจริงๆที่ไม่ติดความดราม่าจนเกินไป หรือไม่ดูเด็กไร้สาระจนเกินไป และเป็นคนที่แสดงถึงความเป็นเด็กอายุ 11 ปีได้ดีและโอ๊คส์ เฟกลีย์เหมาะกับบทนี้


นี่คือหนังสำหรับครอบครัว

ภาพยนตร์สำหรับครอบครัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจำกัดช่วงปีให้แคบลงเรื่อยๆ ภาพยนตร์ครอบครัวเช่น Home Alone หรือ Gremlin ถูกแทนที่ด้วยแอนิเมชั่นหรือหนังซูเปอร์ฮีโร่จากมาร์เวล ซึ่งผู้ผลิตภาพยนตร์ก็อยากที่ขยายตลาดและอุดรอยรั่วของตลาดภาพยนตร์ครอบครัว

มาร์วิน เพิร์ธ อธิบายว่า  ภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้เด็กทุกคนเข้าใจถึงความน่ากลัวเมื่อคุณปู่จะเข้าเอาห้องของเขาไป หลายครอบครัวกำลังเผชิญกับความแตกต่างทางช่วงวัยในครอบครัว บางคนจากไป และหลายคนก็อายุเยอะมากจนเกินกว่าจะดูแลตัวเอง หรือทั้งพ่อและแม่ต่างทำงานต้องจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาดูแลลูกหลานของตัวเอง มันจึงเป็นเรื่องที่ดีกว่าที่จะให้คุณปู่คุณย่ามาดูแลหลานๆแทน แต่ท่ามกลางสงครามที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ มันคือหนังตลกที่สอดแทรกแนวคิดในการอยู่ร่วมกันระหว่างคนสองช่วงวัย และยังสอนคนทุกรุ่นอีกว่าการทะเลาะเบาะแว้งเพื่อก่อสงครามกันนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย และมันก็คงไม่คุ้มค่าแน่ๆถ้าหากผู้แพ้จากสมรภูมินี้จะต้องบาดเจ็บหรือเสียชีวิตและจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

The War with grandpa เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้ววันนี้

Resident Evil ฉบับยกเครื่องใหม่ ประกาศรายชื่อทีมนักแสดงดาวรุ่งของฮอลลีวูด

ข่าวสำหรับคอหนังและคอเกมที่น่าตื่นเต้นในวันนี้ คือการประกาศรายชื่อนักแสดงชุดใหม่ของหนังฉบับยกเครื่อง Resident Evil หรือที่คนไทยคุ้นชื่อว่า “ผีชีวะ” หนังทั้ง 6 ภาคในฉบับแรก (2002-2016) กลายเป็นหนึ่งในจำนวนน้อยเรื่องของหนังที่ดัดแปลงจากเกมแล้วประสบความสำเร็จ ทำรายได้รวมทั่วโลกไปถึง 1,200 ล้านเหรียญฯ จากหลายภาคต่อตามออกมา ก่อนจะปิดจบตัวเองไปเพื่อรื้อโครงสร้างของหนังนำเสนอออกมาแบบใหม่ และตอนนี้ทีมสร้างก็ดูเหมือนจะมีความคืบหน้าออกมามากขึ้นกว่าเดิมมาก

ทีมผู้สร้าง Constantine Film ได้ประกาศนักแสดงชุดใหญ่ของ Resident Evil ที่จะเป็นผลงานกำกับและเขียนบทของ Johannes Roberts จาก 47 Meters Down (2017) และ 47 Meters Down: Uncaged (2019) ซึ่งเป็นการดัดแปลงเรื่องราวต้นกำเนิดของเกมสยองขวัญชื่อดังของบริษัทแคปคอมและจะมีฉากหลังเป็นเมืองแรคคูนซิตี้ในช่วงปี 1998 และหนังจะจำหน่ายโดย Sony Pictures

รายชื่อของนักแสดงที่ประกาศออกมาไล่ตั้งแต่ Kaya Scodelario จาก Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales (2017) และแฟรนไชส์ The Maze Runner (2014-2018) รับบท Claire Redfield, Hannah John-Kamen จาก Ant-Man and the Wasp (2018) รับบท Jill Valentine, Robbie Amell จากซีรีส์ The Flash และซีรีส์ Upload รับบท Chris Redfield, Tom Hopper จากซีรีส์ The Umbrella Academy และซีรีส์ Game of Thrones รับบท Albert Wesker, Avan Jogia จาก The Outcasts (2017) รับบท Leon S. Kennedy และปิดท้าย Neal McDonough ดาราที่คุ้นหน้าคุ้นตาจาก Captain America: The First Avenger (2011) และ Minority Report (2002) รับบท William Birkin

Kaya Scodelario
Hannah John-Kamen
Robbie Amell
Tom Hopper
Avan Jogia
Neal McDonough

“เราจะกลับไปเล่าเรื่องราวของเกมต้นฉบับและสร้างประสบการณ์ที่สุดสยองและน่ากลัวขึ้นมาใหม่ ผมนึกถึงตอนที่ผมเล่นเกมครั้งแรกและจะทำออกมาในแนวนั้น ในขณะเดียวกัน หนังก็จะเป็นการเล่าเรื่องราวของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความหวั่นไหว ไม่มีมั่นคงทางจิตใจ ซึ่งเหตุการณ์จะเกิดเมืองเล็ก ๆ เหมือนหนึ่งของอเมริกาที่กำลังจะล่มสลาย” ผู้กำกับของหนังฉบับใหม่เล่าให้ฟัง

ส่วนผู้อำนวยการสร้างของหนังอย่าง Robert Kulzer ให้สัมภาษณ์ว่า “หลังจากมีเกมมาแล้วถึง 6 ภาคและยังมีการผลิตคอนเทนต์อีกมากมายจาก Resident Evil เราเลยรู้สึกว่าน่าจะต้องกลับไปเล่าเรื่องจากต้นฉบับ กับเหตุการณ์ในปี 1998 เพื่อสำรวจความลับที่ซ่อนอยู่ในกำแพงของแรคคูนซิตี้ใหม่อีกครั้ง”

แฟน ๆ ของหนังและเกมเรื่องนี้อาจจะสับสนเล็กน้อยกับคอนเทนต์ที่จะมีการสร้างในช่วงนี้ของ Resident Evil เพราะจะมีการสร้างเป็นซีรีส์ทาง Netflix ออกมาด้วย ซึ่งในฉบับซีรีส์จะเป็นเนื้อหาอีกเนื้อหาหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรีเมกเรื่องราวเดิมเช่นเดียวกับหนัง เล่าเรื่องราวของสองช่วงเวลา ช่วงเวลาแรกจะเป็นเรื่องราวของ Jade Wesker เด็กสาววัย 14 ปีและ Billie Wesker น้องสาวของเธอ ทั้งสองย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองนิวแร็คคูนซิตี้ แต่ยิ่งนานวันเข้า พวกเธอก็ยิ่งสำเหนียกได้ว่า เมืองนี้มีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ และพ่อของพวกเธอเองอาจจะกำลังปกปิดความลับอันดำมืดระดับทำลายโลกได้ทั้งใบนี้อยู่ด้วย

ส่วนในช่วงเวลาที่สอง จะเล่าถึงโลกในอนาคตที่เวลาผ่านไปสิบปี ยุคที่โลกมีมนุษย์หลงเหลืออาศัยอยู่น้อยกว่า 15 ล้านคน แต่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดกว่า 6,000 ล้านตัว ผู้คนและสัตว์ต่างพากันติดเชื้อทีไวรัส Jade Wesker ในวัย 30 ปีกำลังพยายามดิ้นรนมีชีวิตรอดภายในโลกที่มีสภาพแบบนี้ ในขณะที่ความลับในอดีตเกี่ยวกับ Billie น้องสาว พ่อ และตัวของเธอเอง ก็ยังคงกำลังตามหลอกหลอนเธออยู่

ซีรีส์จะมีทั้งหมด 8 ตอน ตอนละ 1 ชั่วโมง ดำเนินงานสร้างโดย Andrew Dabb ผู้สร้างและผู้เขียนบทซีรีส์ Supernatural และอำนวยการสร้างโดย Robert Kulzer ผู้อำนวยการสร้างในฉบับหนัง, Oliver Berben และ Mary Leah Sutton จากบริษัท Constantine Film รวมถึง Bronwen Hughes ผู้กำกับของซีรีส์ The Walking Dead จะมากำกับสองตอนแรก ปัจจุบันยังไม่มีกำหนดฉาย

James Bond No Time To Die เลื่อนฉายยาวอีกครั้งเป็นเมษายน 2021

นึกว่าจะเป็นหนังใหญ่ที่กล้ายืนหยัดฉายในสถานการณ์โควิด-19 ปีนี้ เพียงไม่กี่เรื่องหลังจากเรื่องอื่นหนีไปกันหมดแล้ว แต่ล่าสุด 007 James Bond No Time To Die เรื่องสุดท้ายของ Daniel Craig ที่จะมารับบทเป็นสายลับพยัคฆ์ร้ายก็ขอเลื่อนฉายหนีความเสี่ยงเจ๊งจากเดิม 20 พฤศจิกายน ไปเป็น 2 เมษายน 2021 ซึ่งเดือนเมษายนนั้นก็เป็นเดือนเดิมที่หนังตั้งใจจะเข้าฉายในปีนี้ เท่ากับว่าหนังเลื่อนฉายจากกำหนดฉายแรก 1 ปีเต็ม และวันที่ 2 เมษายนยังเป็นวันฉายเดิมของ Fast 9 ซึ่งก็ประกาศขยับไปเป็น 28 พฤษภาคม 2021

สาเหตุที่หนังใหญ่พากันเลื่อนฉายหมด ก็เพราะหนังฟอร์มยักษ์ที่พลีชีพไปก่อนหน้านี้ทั้ง Tenet และ Mulan ไม่ประสบความสำเร็จกับรายได้จากการฉายโรง แม้ว่าจะไม่ได้แย่ถึงขั้นขาดทุนหนัก แต่ตลาดอเมริกาที่ยังไม่สามารถเปิดให้บริการโรงภาพยนตร์ได้ในเมืองใหญ่ ๆ อย่างนิวยอร์กหรือลอสแอนเจลิสนั้น ส่งผลกระทบจริง ๆ กับรายได้หนังโดยรวม Mulan นั้นยังดีกว่าหน่อยตรงที่ทำรายได้ไปพอสมควรกับการขายผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง Disney+

ทำให้จนถึงขณะนี้หนังฟอร์มใหญ่ของปีนี้เรื่องถัดไปก็คือ Wonder Woman 1984 ที่วางคิวฉายในสหรัฐฯ ไว้วันคริสต์มาส 25 ธันวาคม รวมถึงมีแนวโน้มสูงว่า Top Gun: MaverickDune และ Free Guy หนังทุนสูงที่วางคิวฉายไว้ภายในปีนี้ก็น่าจะเลื่อนฉายตามมาในเร็ว ๆ นี้เช่นกัน ส่วน No Time To Die นั้นก็เริ่มได้รับความเสียหายจากการที่สินค้าต่าง ๆ ซึ่งเป็น สปอนเซอร์ของหนังอย่างนาฬิกา เช่น Omega และ Swatch, Coke, DHL และ Pop Funko เริ่มจะปล่อยวางขายกันในเดือนพฤศจิกายน การที่หนังเลื่อนฉายก็จะต้องถูกปรับจากทางบริษัทสปอนเซอร์เหล่านี้ แต่เชื่อว่า ผู้สร้างหนัง 007 คงเลือกจะยอมแลกแล้ว

นอกจากนี้ก็มีความเป็นไปได้ว่า หนังฟอร์มใหญ่ทั้งหลายจะเจอโรคเลื่อนไปเรื่อย ๆ เพราะสถานการณ์โควิด-19 ในสหรัฐฯ ก็ไม่มีทีท่าจะคลี่คลายง่าย ๆ ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อสะสมไปแล้วกว่า 700,000 คน เสียชีวิตแล้ว 200,000 ราย ประธานาธิบดี Donald Trump ก็ยังมาติดเชื้ออีกด้วย เห็นแบบนี้ก็นึกถึงการประกาศเลื่อนวันฉายอย่างไม่มีกำหนดของหนังจากสตูดิโอ Sony Pictures ที่บอกเลยว่า จะเอาหนังเข้าฉายเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติเท่านั้น หมายถึง ไม่ต้องรอเลื่อนรอขยับกันบ่อย ๆ

Greenland มาแรง! ถล่มบ๊อกซ์ออฟฟิศ เปิดตัวอันดับ 1 ในไทย

นับว่าเป็นภาพยนตร์ที่มาแรงตามคาด!! สำหรับ Greenland (นาทีระทึก..วันสิ้นโลก) ซึ่งเพิ่งเข้าโรงไปหมาดๆ แต่กลับสร้างปรากฎการณ์สะท้านบ็อกซ์ออฟฟิศ เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์หายนะอุกกาบาตถล่มโลกที่มาแรงทำรายได้เปิดตัวอันดับ 1 ถล่มบ๊อกซ์ออฟฟิศประเทศไทย ผลงานการแสดงล่าสุดของ เจอราร์ด บัตเลอร์ แถมครั้งนี้ยังควบตำแหน่งอำนวยการสร้างเองอีกด้วย งานนี้คว้า โมเรน่า แบคคาริน นางเอกจาก Deadpool มาร่วมสร้างความระทึกให้คนดูลุ้นทุกนาที เสี่ยงตายฝ่ามหันตภัยสุดยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ไปพร้อมกัน

โลกจะถึงกาลอวสานหรือไม่ ร่วมลุ้นได้ใน GREENLAND (นาทีระทึก..วันสิ้นโลก) วันนี้ในโรงภาพยนตร์

Urban Legend ปลุกตำนานโหดมหา’ลัยสยอง เตรียมคืนจอ

คิดพล็อตใหม่ไม่รุ่ง ก็มุ่งขุดเอาหนังเก่าเก็บในกรุตัวเองมารีเมควนไปจ้า และนี่ก็ถึงคราวของอีกหนึ่งหนังเชือดในตำนานที่บรรดาคอนหนังยุค 90-2000 ต้นจะต้องเคยชมกับ Urban Legend หรือที่รู้จักกันในชื่อไทยว่า “ปลุกตำนานโหด มหา’ลัยสยอง” เอากลับมารีเมคสร้างใหม่อีกครั้ง

ย้อนกลับไปในปี 1998 Urban Legend คือหนังสยองขวัญที่รวมเอาบรรดานักแสดงวัยทีนที่กำลังมาแรงมากในยุคนั้นอาทิ จาเรด เลโต้, อลิเซีย วิทท์, รีเบคก้า เกย์ฮาร์ท, โจชัวร์ แจ็คสัน รวมไปถึงนักแสดงสาวสุดฮอตประจำยุคนั้นอย่างทาร่า รี้ด ที่ต้องมาหนีตายกันอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีฆาตกรโรคจิตออกอาละวาดตามตำนานพื้นบ้าน

Urban Legend เป็นผลงานการกำกับของเจมี่ แบลงค์ ซึ่งในยุคสมัยนั้นเขามีผลงานหนังขาดยาวเรื่องแรกคือ Phage ในปี 1997 ก่อนที่จะกำกับงานให้กับสตูดิโอโซนี่ พิคเจอร์เรื่อง Urban Legend แม้ตอนที่หนังเข้าฉายจะโดนจวกแหลกเละเทะจากนักวิจารณ์ว่าตัวหนังไร้ซึ่งความสดใหม่ ดำเนินเรื่องทุกอย่างตามแบบฉบับ Scream ทุกกระเบียดนิ้ว (ในยุคสมัยหนังหนังไล่เชือดที่สร้างตามหลัง Scream มักโดนด่าด้วยเหตุผลเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็น I Know what you did last summer หรือ Valentine)

หนังเปิดตัวด้วยรายได้ 10 ล้านเหรียญบนตารางบ๊อกซ์ออฟฟิศในอเมริกา ตัวหนังใช้ทุนในการสร้างแค่เพียง 14 ล้านเหรียญฯเท่านั้น สุดท้ายหนังทำรายได้ในอเมริกาเหนืออยู่ที่ 38 ล้านเหรียญ เก็บในตลาดต่างประเทศอีก 34 ล้านเหรียญ ส่งผลให้รายได้ทั่วโลกปิดยอดที่ 72 ล้านเหรียญฯ เรียกได้ว่าทำกำไรให้กับสตูดิโออยู่ไม่น้อย อีกทั้งเมื่อหนังลงตลาด VDO (สมัยยังเป็นม้วนวิดีโอ) หนังก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจนอาจจะกล่าวได้ว่ามันคือหนังฮิตอีกเรื่องในช่วงเวลานั้น

เหตุการณ์ในหนัง Urban Legend เปิดฉากด้วยเหตุการณ์ฆาตกรรมนักศึกษาหญิงที่ถูกฆาตกรในชุดเสื้อกันหนาวและขวานด้ามโตสังหารอย่างน่าสยดสยอง ฆาตกรยังคงลอยนวลและสร้างความหวาดผวาให้กับเหล่านักศึกษา

อันที่จริงฉากเปิดเรื่องของหนังจัดได้ว่าสามารถสร้างความหวาดผวาให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี เมื่อเติมน้ำมันแล้วพบว่าเจ้าของปั้มที่มีท่าทางมีพิรุธ พยายามจะหลอกเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายว่าบัตรเครดิตนั้นรูดไม่ผ่านและไม่สามารถจ่ายเงินได้ เขาพยายามจะบอกบางอย่างกับเธอแต่ไม่ทันเสียแล้วเมื่อนักศึกษาผู้เคราะห์ร้ายรีบตัดสินใจกระโดดขึ้นรถด้วยความตกใจและขับรถออกจากปั้มโดยไม่ทันฟังคำเตือนว่า “มีคนแอบอยู่บนเบาะหลังรถ”

ตัวหนังค่อยๆเล่าเรื่องราวที่นักศึกษาแต่ละคนถูกไล่สังหารจากฆาตกรลึกลับตามตำนานพื้นบ้าน ซึ่งระดับดีกรีความสยองนั้นอาจจะไม่ได้เลือดสาดกระจุยกระจายแบบในยุคปัจจุบันก็ตาม แต่ในยุคสมัยนั้นแค่ฉากฆาตกรเผยวิธีการฆ่าก็เล่นเอาคนดูขนลุกแล้ว แถมบรรดาฉากฆาตกรรมในเรื่องก็ถือได้ว่าน่าสนใจเอามากๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากที่นางเอกของเรื่องกลับมาที่ห้องพักและคิดว่ารูมเมทของตัวเองกำลังมีเซ็กส์อยู่เธอจึงตัดสินใจไม่เปิดไฟในห้อง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเพื่อนร่วมห้องของเธอกำลังโดนฆาตกรคุกคามอยู่บนเตียง ฉากไล่ล่าดีเจสาวซาช่า (ทาร่า รี้ด) ซึ่งเป็นฉากเกมแมวไล่จับหนูที่ดุเดือดที่สุดในเรื่อง หรือกระทั่งฉากน้องหมาถูกจับยัดเอาไว้ในไมโครเวฟ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นภาพจำของผู้ชม

กำไรมหาศาลจากภาคแรกทำให้โซนี่ตัดสินใจสร้างภาคต่อออกมาในชื่อ Urban Legends: Final Cut ในปี 2000 ซึ่งคราวนี้ย้ายฉากหลังมาที่มหาวิทยาลัยแห่งใหม่ที่บรรดากลุ่มตัวเองเป็นนักศึกษาในสาขาเอกภาพยนตร์ที่กำลังถ่ายทำหนังสยองขวัญที่สร้างจากตำนานสยองขวัญพื้นบ้าน แต่ระหว่างที่ถ่ายทำไปเหล่านักศึกษาก็เริ่มตายกันอย่างปริศนาตามแบบฉบับเรื่องราวที่ถูกเล่าต่อๆกันมา ทั้งที่จริงแล้วเบื้องหลังคือฝีมือของฆาตกรโรคจิตที่แฝงตัวอยู่ภายใต้หน้ากากฟันดาบ คำวิจารณ์ในแง่ลบสุดขั้วของหนังภาคนี้ ส่งผลต่อรายรับทั่วโลกพอสมควร เมื่อหนังปิดยอดรายได้ที่ 38 ล้านเหรียญฯ จากต้นทุนในการสร้าง 14 ล้านเหรียญฯ

จากปี 2000 ถึงปี 2020 ถึงเวลาที่สตูดิโอโซนี่ตัดสินใจหยิบเอา Urban Legend มาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง (ทั้งที่ความเป็นจริงก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอาหนังแบบนี้มารีเมคด้วยซ้ำไป แต่การเกาะชื่อเสียงหนังเก่าหากิน น่าจะเป็นหนทางรอดของสตูดิโอในยุคปัจจุบันไปแล้ว)  โดยวางตัวโคลิน มินิแฮน จาก “What Keeps You Alive” และ “Z” ที่ทั้งรับหน้าที่เขียนบทและกำกับ ทางด้านนักแสดงนำคาดการณ์ว่าถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจะได้ซินดีนีย์ แชนด์เลอร์ จากซีรี่ส์ “Arrow” และแคทเธอรีน แมคนามารา และ คีธ พาวเวอร์ส มาเป็นกลุ่มเพื่อนตัวแสดงหลัก

ตัวพล็อตเรื่องจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับยุคสมัยปัจจุบันที่ว่าด้วยเหล่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ฆาตกรรมสยองขวัญที่เกี่ยวข้องกับตำนานพื้นบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่แพร่กระจายอยู่ในอินเตอร์เน็ตกลายเป็นชนวนของเหตุการณ์ระทึกที่ตามหลอกหลอนพวกเขา

Urban Legend ในเวอร์ชั่นนี้จะออกมาหัวหรือก้อย ดูท่าจะต้องรอกันอีกสัก 1-2 ปีเพราะต้องรอให้สถานการณ์โควิด-19 ในอเมริกาทุเลาลงกว่านี้หนังจึงจะสามารถเปิดกล้องได้นั่นเอง

คัมแบคแล้วซิส! The Babysitter: Killer Queen พี่เลี้ยงเด็กสายเชือด

ปี 2017 The Babysitter คือหนังสตรีมมิ่งจาก Netflix เรื่องหนึ่งที่ประสบความสำเร็จจากการเปิดรับชมของสมาชิก รวมไปถึงคำวิจารณ์ที่ค่อนไปในแง่บวก ปี 2020 The Babysitter: Killer Queen พร้อมกลับมากระตุกขวัญคนดูกันอีกรอบแล้ว

เกิดอะไรขึ้นใน The Babysitter

โคล คือหนุ่มน้อยวัย 12 ปีที่กำลังมีช่วงชีวิตที่สดใสกับชั้นเรียนไฮสคูล เมื่อพ่อแม่ตัดสินใจจะจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลเป็นการชั่วคราวก่อนที่พวกเขาจะออกไปเที่ยว แต่แทนที่โคลจะเข้านอนตามเวลาปกติ เขาเลือกที่จะแหกกฎตามคำท้าของเพื่อนๆว่า ให้ลองแอบดูพี่เลี้ยงว่าในยามดึกนั้น พวกเขาจะทำอะไรแก้เบื่อ จะนอนดูทีวีฆ่าเวลา หรือจะชวนหนุ่มหล่อมาเล่นจ้ำจี้กันบนโซฟา แต่โคลทายผิดทั้งหมด เพราะความเป็นจริงแล้วเมื่อเขาย่องลงบันไดมาดู ปรากฏว่าพี่เลี้ยงสุดแซ่บนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นสาวโรคจิตที่ยังเป็นสมาชิกลัทธิซาตานที่บ้าคลั่งเกินบรรยาย แน่นอนว่าเมื่อพี่เลี้ยงเด็กจับได้ว่าโคลรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว เธอต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้โคลหลุดปากคายความลับออกไป

The Babysitter เป็นผลงานการกำกับของแมคจี ซึ่งมีผลงานเรื่องดังอย่าง Charlie’s Angels (เวอร์ชั่นปี 2000 และ 2003) รวมถึง Terminator: Salvation ซึ่งผลงานของแมคจีมักจะมาพร้อมอารมณ์ขันร้ายๆ และมุกสองแง่สามง่ามที่ชอบเอาเรื่องสรีระสุดสะบึมของนักแสดงหญิงมาเป็นจุดขาย

โทนหนังของ The Babysitter นั้นคือหนังสยองขวัญตลกร้ายที่ตัวเอกของเรื่องอย่างโคลต้องพยายามหนีตายเอาชีวิตรอดจากพี่เลี้ยงโรคจิตและผองเพื่อน โดยฉากฆาตกรรมที่ปรากฏอยู่ในเรื่องก็จัดได้ว่าโหดเลือดสาดกระจาย ยิ่งไปกว่านั้นการที่หนังใช้เวลาปูความสัมพันธ์ระหว่างบี (ซามาร่า วีฟวิ่ง) และโคล (จูดาห์ เลวิส) ก็ยิ่งทำให้ช่วงเวลาที่ทั้งสองคนต้องมาไล่ล่ากัน ก่อนนำไปสู่บทสรุปตอนท้ายมีความทรงพลังอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

การกลับมาอีกครั้งของ The Babysitter: Killer Queen

แน่นอนเมื่อหนังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี Netflix จึงดำเนินการสร้างภาคต่อตามออกมา ซึ่งครั้งนี้ตัวหนังยังเล่าเรื่องราวของโคลที่รอดตายจากแก๊งพี่เลี้ยงเด็กมหาประลัยที่จะจับเขาไปบูชายันต์ซาตาน แต่กลายเป็นว่าหลังจากที่ทุกอย่างคลี่คลายกลับไม่มีคนรอบตัวคนไหนเชื่อไหนคำพูดของเขาแม้แต่นิดเดียว และยังโบ้ยว่าโคลเป็นเด็กเลี้ยงแกะที่ปั้นเรื่องขึ้นมา จนทำให้เขาถูกมองว่าเป็นเด็กมีปัญหา

ชีวิตของโคลไม่เคยมีความสุขเลยตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้น แต่ชีวิตวัยรุ่นที่จัดได้ว่าเลวร้ายอยู่แล้วก็ต้องวุ่นวายหนักกว่าเดิมเมื่อแก๊งพี่เลี้ยงเด็กกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งและพร้อมจะมาไล่ล่าเอาวิญญาณของโคล

จูดาห์ เลวิสยังคงกลับมารับบทบาทเดิมอีกครั้ง รวมไปถึงนักแสดงชุดเดิมอาทิ ร็อบบี้ แอเมล, เบลลา ธอร์น, แอนดรูว์ แบเชเลอร์ และ ฮานา เม ลี กลับมารับบทแก๊งพี่เลี้ยงเด็กลัทธิบูชาซาตาน แต่น่าเสียดายที่ซามาร่า วีฟวิ่งไม่ได้กลับมารวมแสดงในภาคต่อนี้

 

ซามาร่า วีฟวิ่งหญิงสาวผู้หนีตาย

จะว่าไปแล้ว The Babysitter ถือได้ว่าเป็นหนังที่แจ้งเกิดให้กับซามาร่า วีฟวิ่งอย่างเต็มตัว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอจะมีผลงานซีรีส์ทางโทรทัศน์มากมายหลายเรื่อง แต่แทนที่เธอจะได้แจ้งเกิดจากหนังแฟนตาซีอย่าง Monster Trucks แต่ฝันก็ต้องมอดไปเพราะคุณภาพหนังจัดได้ว่าย่ำแย่จนไม่มีใครอยากจะจดจำหนังเรื่องนี้ ก่อนที่เธอจะมีมีส่วนร่วมในหนังน้ำดีอย่าง Three Billboards Outside Ebbing, Missouri ในปี 2017 แต่หนังที่ทำให้เธอได้รับการจับตามองจริงๆก็คือบทบี จาก The Babysitter

ภายหลังจาก The Babysitter อีกหนึ่งบทบาทที่โลกจดจำเธอไม่ลืมก็คือบทเจ้าสาวดวงซวยในหนัง Ready or Not โดยคืนแรกหลังจากแต่งงานเธอจะต้องเข้าร่วมประเพณีประหลาดของครอบครัวสามี โดยเกมครั้งนี้เธอมีชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพัน วิธีการเอาชนะเกมนี้ก็ง่ายนิดเดียว นั่นคือเธอต้องอยู่รอดให้ถึงรุ่งเช้าอีกวัน แต่แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซามาร่า วีฟวิ่งยังมีผลงานในมินิซีรีส์ทาง Netflix เรื่อง Hollywood ซึ่งเธอรับบทบทเป็นแคลร์ วู๊ด และยังมีผลงานภาพยนตร์อีก 2 เรื่องอย่าง Last Moment of Clarity และ Bill & Ted Face the Music ส่วนปีหน้าเธอจะมีส่วนร่วมในหนังภาคแยกของจักรวาล G.I.Joe เรื่อง Snake Eyes: G.I. Joe Origins

และแม้ว่าซามาร่า วีฟวิ่ง จะไม่ได้กลับมาปรากฏตัวใน The Babysitter: Killer Queen ก็ตามแต่เราก็ยังคงต้องนึกถึงตัวละครนี้เพราะเธอนั้นเป็นจุดหักเหสำคัญของเหตุการณ์ในหนังภาคแรกทั้งหมด

ก่อนที่จะชม The Babysitter: Killer Queen ที่จะสตรีมมิ่งทาง Netflix วันที่ 10 กันยายนที่จะถึงนี้ก็ลองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังภาคแรกกันก่อนนะครับ