Chris เมื่อต้องมาเล่นหนัง Netflix เป็นนักมวยปล้ำในตำนาน Hulk Hogan

ฮอลลีวูด ณ เวลานี้คงไม่มีใครเหมาะจะรับบทนักมวยปล้ำในตำนานอย่าง Hulk Hogan เท่าพี่หมี Chris Hemsworth พิจารณาจากกล้ามและความฟิตของหุ่นจากการออกกำลังกายที่ไม่เคยแย่เลย แต่เรื่องนี้พี่หมีที่สูง 190 เซนติเมตร ต้องฟิตจัดกว่าเดิมเพื่อมาเล่นเป็น Hogan นักกีฬามวยปล้ำอาชีพร่างยักษ์ที่สูงถึง 204 เซนติเมตร ล่าสุดก็มีนักทำโปสเตอร์หนัง Fanmade อย่าง Bosslogic ได้นำภาพของ Chris ไปผสมกับ Hulk Hogan มาให้ดู ซึ่งอยากที่บอก พี่หมีเหมาะกับบทนี้ที่สุดแล้ว

Chris Hemsworth Is Getting More Pumped for His Hulk Hogan Biopic ...
Hulk Hogan: 'I wanted to kill myself' | canada.com
Hulk Hogan

เขามีชื่อจริงว่า Terry Gene Bollea ผู้ซึ่งพบว่าตัวเองอยากมีอาชีพเป็นนักกีฬามวยปล้ำในยุค 70s จึงได้ฝึกฝนร่างกาย และไปฝึกการเป็นนักกีฬามวยปล้ำถึงประเทศญี่ปุ่นก่อนที่จะกลับมาไต่เต้าจนได้เป็นดาราของ Florida wrestling circuit และ WWF (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น WWE) ตามลำดับ เขาโด่งดังสุดขีดช่วงปลายยุค 80s ในช่วงที่มวยปล้ำเริ่มเป็นที่นิยมไปทั่วโลกนอกจากในสหรัฐฯ ทำให้เขามีโอกาสได้เล่นหนัง เล่นซีรีส์ทางทีวี และมีบทบาทในวิดีโอเกมด้วย

ปัจจุบัน Hogan มีอายุ 66 ปี และมีข่าวอื้อฉาวในพักหลัง ทั้งเรื่องปัญหาชีวิตแต่งงาน เทปโป๊ระหว่างมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนของภรรยา และคดีฟ้องร้องกับเว็บไซต์ Gawker ที่เอาคลิปโป๊จากเทปนั้นมาลง หลังจากฟ้องร้องอยู่หลายปี สุดท้าย Gawker ก็ยอมจ่ายค่าเสียหายให้ Hogan 10 ล้านเหรียญฯ แต่หนังที่ประกาศสร้างมาตั้งแต่ต้นปี 2019 เรื่องนี้จะไม่นำเสนอเหตุการณ์ช่วงชีวิตที่วุ่นวายในบั้นปลายนี้ของเขา แต่จะมุ่งเน้นที่การไต่เต้าสู่ความเป็นตำนานและซูเปอร์สตาร์นักมวยปล้ำยุค 80s ของเขาเป็นหลัก

หนังจะได้ดรีมทีมจากหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์มากมายปีล่าสุด และส่งให้นักแสดงนำชาย Joaquin Phoenix คว้าออสการ์ได้จาก Joker (2019) นั่นคือ ผู้กำกับ Todd Phillips จากไตรภาค Hangover และมือเขียนบทอย่าง Scott Silver ทั้งคู่อาจพาหนังและนักแสดงไปเยี่ยมเวทีออสการ์อีกครั้ง หนังยังมีทั้ง Chris Hemsworth และ Bradley Cooper ผู้รับบทคู่หูเทพ Thor และเจ้าต่าย Rocket Raccoon จาก Avengers: Endgame (2019) มานั่งแทนอำนวยการสร้าง

Netflix ออกทุนและจะจัดจำหน่ายทั่วโลก ซึ่งยังไม่มีกำหนดสตรีมในตอนนี้

Zack Snyder โชว์คลิป Black Superman ที่จะอยู่ใน Justice League

ผู้กำกับ Zack Snyder ได้เผยโฉมคลิปที่ยังไม่ปล่อยที่ไหนมาก่อนของหนัง Justice League ฉบับของเขาที่จะฉายทาง HBO Max ในปีหน้า ในงาน JusticeCon ในช่วง “Spotlight on Zack Snyder” ฉากนี้เป็นฉากที่ Superman ที่รับบทโดย Henry Carvill ฟื้นจากความตายแล้วเดินทางไปหา Alfred คนดูแล Batman ที่รับบทโดย Jeremy Ions “ผมเดาว่าคุณคิด Alfred” ซูเปอร์แมนเหาะลงมาแล้วเข้าไปทักทาย คลิปสั้น ๆ นี้ไม่ได้อยู่ในฉบับฉายโรง

Henry Cavill as Superman in Justice League
Henry Cavill as Superman in Justice League

 

Snyder เล่าเพิ่มเติมว่า เขาอยากใช้ชื่อหนังฉบับ HBO Max ว่า “Zack Snyder’s Justice League” แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปได้แค่ไหน เพราะอาจติดขัดในข้อตกลงทางกฎหมายบางอย่าง ส่วนฟุตเทจที่ใช้ในหนังฉบับนี้ เขายืนยันว่าจะไม่มีการถ่ายใหม่และจะใช้เฉพาะที่เขาเคยถ่ายเอาไว้เมื่อ 3 ปีก่อนเท่านั้น

Zack Snyder ยังเผยว่า เวอร์ชัน Director’s Cut ที่เขากำลังตัดต่ออยู่ มาพร้อมความยาวมากกว่าที่คิดเอาไว้ โดยตอนนี้หนังมีความยาวมากกว่า 214 นาที แต่ก็ยังไม่ยืนยันว่าสุดท้ายแล้วมันจะออกมาในรูปแบบหนังใหญ่หรือมินิซีรีส์ที่แบ่งเป็นหลาย ๆ ตอน นอกจากนี้ยังยืนยันด้วยว่า หนังในเวอร์ชันนี้ของเขาจะแยกตัวออกมาจาก DC Cinematic Universe เรื่องอื่น ๆ และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ได้เชื่อมโยงถึงเรื่องไหนเป็นพิเศษ

รอชมกันได้ ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021

รีวิว Eurovision Song Contest: The Story of Fire Saga แค่ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง

ถ้าคุณกำลังมองหาหนังเปี่ยมอารมณ์ขัน บทเพลงอันไพเราะ เนื้อเรื่องเบาสมองแต่แทรกสอดแนวคิดในการใช้ชีวิต Eurovision Song Contest: The Story of Fire Saga คือหนังตลกเบาสมองที่คุณสามารถเปิดรับชมได้ทาง Netflix แล้ววันนี้

ตัวหนังบอกเล่าเรื่องราวของลาร์ส (วิล เฟอร์เรล) และซิกริต (ราเชล แมคอดัมส์) สองสมาชิกประจำวงดนตรีไฟร์ซากาโดยทั้งสองร่วมเล่นดนตรีกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อยจนปัจจุบันทั้งสองเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความฝันว่า สักวันหนึ่งลาร์สจะพาวงของตัวเองให้ขึ้นไปคว้าชัยชนะในการแข่งขัน Eurovision Song Contest ซึ่งเป็นมหกรรมการแข่งขันร้องเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคยุโรป

ความฝันเล็กๆของลาร์สที่ดูเหมือนจะไกลลิบลับ เพราะเขาเป็นชาวเมืองในเมืองขนาดเล็กของประเทศไอซ์แลนด์ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ลาร์สเติบโตมาท่ามกลางสังคม “บ้านนอก” ที่มีความใกล้ชิดกันของผู้คน ทำให้เขาโดนมองว่าเป็นคนเพ้อฝัน แถมยังชอบทำเรื่องให้อับอายขายขี้หน้าจนผู้เป็นพ่อ(เพียร์ซ บอสแนน) แอบผิดหวังในตัวลูกชาย

จนกระทั่งเมื่อโอกาสมาถึง การแข่งขันในระดับประเทศก็เริ่มต้นขึ้น วงไฟร์ซากาแม้ว่าจะเหมือนจะอนาคตดับตั้งแต่ขึ้นแสดงบนเวที แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่ออุบัติเหตุเรือระเบิดทำให้คู่แข่งทั้งหมดของไฟร์ซากาตายเรียบ จนไอซ์แลนด์เหลือตัวแทนประเทศเพียงวงเดียวนั่นก็คือไฟร์ซากา

แม้จะถูกกดดันและเหยียดหยามจากเหล่าคณะกรรมการว่าไฟร์ซากาน่าจะเป็นความอัปยศครั้งใหญ่ของไอซ์แลนด์ ลาร์สและซิกริตจึงพยายามพัฒนาฝีไม้ลายมือในการพัฒนาการแสดงของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นและทำให้สุดความสามารถเท่าที่พวกเขาจะทำได้

สำหรับ Eurovision Song Contest: The Story of Fire Saga เป็นหนังตลกเบาสมองที่หลายๆส่วนอาจจะดูปัญญาอ่อนไปบ้าง แต่ด้วยบริบทโดยรวมความสนุกของเรื่องราวและความบ้าบอคอแตกในการกำกับของเดวิด ด็อบกินก็ถือได้ว่าสามารถเล่าเรื่องราวอันแสนซ้ำซากจำเจว่าด้วยการตะกายฝันของพวกคนขี้แพ้ได้อย่างน่ารักน่าชัง เปี่ยมเสน่ห์ ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องบอกว่าอาจจะเป็นเพราะเคมีทางการแสดงของวิล เฟอร์เรลกับราเชล แมคอดัมส์ เข้าขากันอย่างน่าอัศจรรย์

นอกจากนี้บทเพลงที่อยู่ในหนังเรื่องนี้ก็จัดได้ว่า หลายบทเพลงออกแบบและแต่งขึ้นมาเพื่อรับใช้เรื่องราวในหนังได้เป็นอย่างดี กระทั่งเพลงตลกติงต๊องอย่าง ยายา ดิ๊งด่อง (Ja Ja Ding Dong) ก็กลายเป็นเพลงที่ติดหูไปเลยหลังจากหนังจบ กระทั่งเพลงเอกที่ไฟร์ซากาขับร้องอาทิ Volcano Man หรือเพลงในตอนไคลแมกซ์อย่าง Husavik (My Home Town) ก็ล้วนแล้วแต่เป็นบทเพลงที่ติดตรึงอยู่ในโสตประสาทคนดูหลังหนังจบได้เป็นอย่างดี

เอาเป็นว่าถ้าใครมองหาหนังตลกที่มีแนวคิดที่ว่าด้วยการทำความฝันให้สำเร็จ ก็อย่าพลาด Eurovision Song Contest: The Story of Fire Saga นะครับ

เมื่อนักผจญภัยเกิดติดถ้ำและถูกฝูงไอ้เข้ไล่งับ ในตัวอย่างหนัง Black Water: Abyss

หนังอันตรายจากสัตว์ผสมหายนะภัยทางธรรมชาติ เป็นหนังทุนไม่สูงมากนักที่ผู้ผลิตภาพยนตร์สร้างอยู่เรื่อย ๆ ขณะเดียวกันคอหนังก็ยังได้พบกับพล็อตจากเหตุการณ์ที่ดูน่าตื่นเต้นและแตกต่างจากหนังเรื่องอื่น ๆ ที่เคยสร้างมา ต้องยอมรับว่าทีมคิดพล็อตไอเดียยังไม่ถึงทางตัน โดยเฉพาะกับหนังหายนะเรื่องใหม่อย่าง Black Water: Abyss ก็ดูจะเข้าข่ายหนังที่ถูกใจแฟนหนังแนวนี้ เพราะมีทั้งการติดอยู่ในถ้ำใต้ดินและยังต้องปะกับฝูงจระเข้ด้วย

หนังเป็นภาคต่อของ Black Water ของประเทศออสเตรเลียที่ออกฉายเมื่อปี 2007 ที่เรื่องนั้นเป็นแม่น้ำที่เป็นป่าโกงกาง ส่วนภาคนี้มาเป็นถ้ำใต้ดินที่นักผจญภัยเกิดไปติดอยู่ระหว่างที่ต้องเผชิญกับมรสุม (บางทีคอหนังก็อาจจะตั้งคำถามว่า ตัวละครในเรื่องจะอุตริไปในที่แบบนั้นทำไมกันนะ?) ภาคสองจะเหมือนกับภาคแรกตรงที่เหล่ามนุษย์ทั้งหลายยังต้องเผชิญกับเหล่าจระเข้ที่แสนดุร้ายเหมือนกัน

หนังกำกับโดย ผู้กำกับชาวออสเตรเลีย Andrew Traucki ที่กำกับภาคแรกด้วย และยังมีผลงานอย่าง The Reef (2010) และตอนหนึ่งใน ABCs of Death (2012) ทำให้น่าจะการันตีความลุ้นและความสยองให้กับเรื่องนี้ได้ Jessica McNamee จากหนังปลาฉลามยักษ์ The Meg (2018), Luke Mitchell, Amali Golden และ Anthony J. Sharpe มีกำหนดฉายในสหรัฐ 7 สิงหาคม ส่วนบ้านเราทางโมโนฟิล์มนำเข้ามาฉาย วางกำหนดไว้ 12 สิงหาคม แฟนหนังผจญภัยที่รักความตื่นเต้นไม่ควรพลาด

Extra Large Movie Poster Image for Black Water: Abyss (#1 of 2)

 

“โจ รุสโซ” เปรย สมาชิกใหม่ในทีม Avengers คือ Wolverine

โจ รุสโซ หนึ่งในพี่น้องตระกูลรุสโซผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Avengers : Infinity War และ Endgame เขาทำหน้าที่แนะนำซูเปอร์ฮีโร่ใหม่ ๆ เข้าสู่จักรวาลมาร์เวลมาหลายรายแล้ว ซึ่งทำให้เขารู้จังหวะดีว่าตอนไหนควรจะเปิดตัวซูเปอร์ฮีโร่รายใหม่ ๆ และในช่วงเดียวกันนี้ที่แฟน ๆ ก็เฝ้ารอว่าใครจะมาเป็น Wolverine คนใหม่แทน ฮิวจ์ แจ็กแมน ซึ่งปิดฉากตัวเองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วใน Logan (2017) ในเรื่องนี้ โจ รุสโซ ให้คำแนะนำว่า มาร์เวล สตูดิโอ ควรจะรอไปอีกสักนิดแล้วค่อยเริ่มโพรเจกต์ค้นหา Wolverine คนใหม่จะดีกว่า แม้ว่าตัว ฮิวจ์ แจ็กแมน จะประกาศหลายครั้งแล้วว่าเขายุติบทบาท Wolverine อย่างเป็นทางการแล้ว ถึงเวลาที่นักแสดงคนใหม่จะมาสานต่อตัวละครระดับตำนานนี้ต่อจากเขาได้แล้ว แต่ก็ยังมีแฟน ๆ แอบหวังว่าจะได้เห็น ฮิวจ์ กลับมาเป็น Wolverine กันอยูดี

ส่วนอนาคตของ Avengers ภาคใหม่นั้น ในขณะนี้ยังไม่มีการเอ่ยถึงเป็นทางการจากมาร์เวล เห็นได้จากรายชื่อหนังใน เฟส 4 และเฟส 5 ที่มีแต่หนังเดี่ยวของซูเปอร์ฮีโร่แต่ละราย แต่นักข่าวก็ยังถาม โจ รุสโซ เกี่ยวกับ Avengers อยู่ดีว่า ตามความเห็นส่วนตัวของเขานั้น อยากจะให้ซูเปอร์ฮีโร่รายไหนเป็นสมาชิกคนใหม่ในทีม อเวนเจอร์ส ซึ่งโจก็ตอบทันทีว่า Wolverine โจยังเพิ่มเติมอีกว่า วูล์ฟเวอรีน คือซูเปอร์ฮีโร่ตัวโปรดของเขาเสมอมา การ์ตูนเล่มแรกของเขาก็คือ Incredible Hulk #181 ซึ่งเป็นเล่มที่เปิดตัว Wolverine อีกด้วย ส่วนในเวอร์ชันภาพยนตร์นั้น เขาก็ให้ความเห็นว่า ฮิวจ์ แจ็กแมน ทำหน้าที่ถ่ายทอดบทบาทของวูล์ฟเวอรีนออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมาก และถึงเวลาสมควรแล้วที่ฮิวจ์จะได้พักจากบทบาทนี้เสียที ซึ่งน่าจะใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีใครมารับช่วงต่อจากนี้ไป

โจ รุสโซ

โจ รุสโซ ยังให้ความเห็นอีกว่า ไม่ใช่แค่เพียง วูล์ฟเวอรีน เท่านั้นที่มาร์เวลจะต้องแคสติงนักแสดงใหม่มารับบท แต่จะต้องแคสติงหาตัวแสดงใหม่ให้กับ X-Men ทั้งทีม สืบเนื่องจากหนัง Dark Phoenix ที่เข้าฉายไปเมื่อปีที่แล้ว และผลออกมาคือแย่หมดทั้งเสียงวิจารณ์และรายได้ แต่ก็น่าเสียดายเพราะว่ายังมีแฟน ๆ จำนวนมากที่ติดตามบรรดาตัวละคร X-men ชุดใหม่นี้ต่อเนื่องมาหลายปี ซึ่งเควิน ไฟกี ก็เห็นด้วยว่าเขาน่าจะหาทางใช้ประโยชน์จากบรรดาตัวละครเหล่านี้ได้อีก แต่ก็ยังไม่ได้วางไทม์ไลน์เรื่องราวให้กับเหล่า X-Men หลังจากได้ลิขสิทธิ์กลับมาอยู่กับมาร์เวลแล้ว

ถึงแม้ว่า โจ รุสโซ จะแนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนหาวูล์ฟเวอรีนคนใหม่ แต่ถึงโจจะไม่ทักท้วง ทางมาร์เวลก็ไม่น่าจะทำอะไรกับ Wolverine ในขณะนี้ เพราะมาร์เวลเองก็เหมือนกับทุก ๆ สตูดิโอใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 ทำให้กองถ่ายต่างต้องหยุดชะงักกันไปหมด ซึ่งกว่าเราจะได้ข่าวเรื่องวูล์ฟเวอรีนคนใหม่ก็คงอีกนาน แล้วก็ต้องนับจากนี้ไปอีกเป็นปีกว่าที่หัวเรือใหญ่อย่าง เควิน ไฟกี จะเริ่มวาดแผนการให้ X-Men มาเข้าร่วมจักรวาลมาร์เวลกันอย่างไร

ผู้กำกับยืนยัน Black Widow ไม่ใช่หนังต้นกำเนิด Natasha แต่เป็น Yelena

แม้ว่าจะเลื่อนฉายไปช่วงปลายปีนี้ สำหรับ Black Widow หนังจากจักรวาลมาร์เวลเรื่องต่อจากหนังปิดเฟส 3 ที่ออกฉายไปครบปีแล้วอย่าง Spider-Man: Far From Home (2019) เท่ากับว่า ไม่เคยมีช่วงเวลาในปีไหนนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมาที่หนังมาร์เวลจะทิ้งช่วงการฉายเกิน 1 ปีมาก่อน (และก็เป็นไปได้ว่าถ้าสถานการณ์ในสหรัฐยังไม่ดีขึ้นอีก ปี 2020 เราก็อาจจะไม่ได้ดูหนังมาร์เวลกันเลยก็เป็นได้)

ภาพโปรโมตล่าสุดของ Black Widow

ถึงอย่างนั้น ผู้กำกับหญิง Cate Shortland ก็ออกมาให้เบาะแสสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับตัวละคร Yelena Belova ที่มารับบทโดยนักแสดงสาวดาวรุ่งอย่าง Florence Pugh (Little WomenMidsommar) นั่นคือตัวละครตัวนี้จะมารับไม้ต่อการเป็นฮีโร่หญิงต่อจากตัวละคร Natasha Romanoff ของ Scarlett Johansson อย่างที่แฟน ๆ รู้กันว่า เรื่องราวใน Black Widow นั้นเกิดระหว่างช่วงเวลา หลัง Captain America: Civil War (2016) แต่ก่อน Avengers: Infinity War (2018) นั่นเองที่เคยมีแฟน ๆ ถามว่า จะได้เห็นภาคต่อของหนังเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งถ้าจะมีก็อาจจะต้องเป็นเหตุการณ์ก่อน Infinity War หรือ Endgame เพราะ Natasha Romanoff ได้จบบทบาทตัวเองลงไปแล้วใน Endgame

จึงมีการคาดกันก่อนหน้านี้ว่า Yelena Belova ที่เติบโตมาด้วยปูมหลังเดียวกันกับ Natasha ทั้งถูกฝึกปรือวิชาสายลับจากองค์กรในรัสเซีย เข้าร่วมต่อสู้ในกองทัพ นอกจากนี้ใน Black Widow เธอก็จะต้องพิสูจน์ความสามารถว่าเก่งกว่า Natasha ด้วย ล่าสุดมีรายงานว่า Cate Shortland ผู้กำกับหญิงของเรื่องก็ได้ออกมายืนยันการคาดการนี้ว่าแฟน ๆ คิดถูกแล้ว เพราะ Black Widow ไม่ใช่หนังภาคต้นของ Natasha Romanoff แต่เป็นหนังภาคต้นของ Yelena Belova ต่างหาก!

Scarlett Johansson ในภาพโปรโมตล่าสุดของ Black Widow
Florence Pugh ในภาพโปรโมตล่าสุดของ Black Widow

“Kevin Feige รู้ว่า ผู้ชมคาดหวังจะได้เห็นเรื่องราวภาคต้นกำเนิด เราก็เลยไปในแนวทางตรงข้าม พวกเรารู้ว่า Florence Pugh คือนักแสดงที่ยอดเยี่ยมแต่เราไม่รู้ว่าเธอเยี่ยมขนาดนี้ แต่ Scarlett จะรู้อยู่ตลอด ประมาณว่า “ฉันกำลังจะส่งไม้ต่อให้เธอ” ดังนั้นมันจะเป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่เปลี่ยนผ่านไปสู่เรื่องราวของผู้หญิงอีกคนหนึ่ง”

ถ้าเป็นจริงตามที่ Shortland พูด ก็จะเป็นการหักล้างทฤษฎีหนึ่งที่ว่า Yelena เสียชีวิตในตอนจบของ Black Widow และ Natasha ได้นำเสื้อแจ็คเก็ตของเธอมาใส่ในตอนภาค Infinity War แต่ก็มีคนสงสัยว่า Marvel Studios อุตส่าห์จ้างดาราที่กำลังมีชื่อเสียงอย่าง Pugh มาเล่น ก็ไม่น่าจะให้จบบทบาทง่าย ๆ เพียงแค่ในภาคเดียว

จริง ๆ แล้ว หนังอาจจะเล่าภาคต้นของตัวละคร Yelena ไม่ใช่ Natasha

เป็นไปได้ว่าในหนังภาคนี้จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้ Natasha เชื่อว่า Yelena ตายไปแล้ว แต่จริง ๆ เป็นการถูกจับไปทดลองโดยองค์กร AIM (Advanced Idea Mechanics) ของ Aldrich Killian ตัวร้ายใน Iron Man 3 (2013) ซึ่งหมายความว่า Taskmaster อาจจะเป็นตัวร้ายหลอก ๆ ที่ปล่อยมาในตัวอย่างหนัง

ตัวละคร Taskmaster อาจเป้นตัวร้ายหลอก ๆ ที่ปล่อยมาในตัวอย่าง Black Widow

และถ้าใครที่ตามฉบับคอมิกก็จะรู้ว่า Yelena จะเปลี่ยนเป็น Super-Adaptoid ตัวละครที่สามารถก็อปปี้พลังของผู้อื่นได้ แถมยังแข็งแกร่งมากพอจะรับมือ Thor หรือ Hulk ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า หนังอาจจะเดินตามเนื้อเรื่องในคอมิกก็เป็นได้

Scarlett Johansson and Florence Pugh in Black Widow (2020)
Florence Pugh และ Scarlett Johansson

Shortland ยังเล่าปิดท้ายถึงการตายที่ดูออกจะเงียบเหงาไปน้อยของ Natasha ใน Engame ที่แฟน ๆ พุ่งเป้าไปที่การตายของ Tony Stark กันหมดตามที่หนังพาไป “แฟนๆ อาจจะเสียใจที่เธอไม่มีงานศพของเธอเอง แต่ถามเธอนะเหรอ เธอกลับบอกว่าเธอไม่อยากได้งานศพ Natasha เป็นคนเก็บตัว ไม่มีใครรู้ตัวตนจริง ๆ ของเธอ ดังนั้นสิ่งที่เราทำในหนัง Black Widow เรื่องนี้ก็คือ ทำให้เห็นว่าความโศกเศร้าต่อเธอจะถูกจำกัดอยู่ในคนไม่กี่คน มากกว่าจะเป็นความรู้สึกของคนจำนวนมาก ฉันคิดว่านั่นคือรูปแบบของบทสรุปที่เมาะสมกับเธอที่สุดแล้ว”

“ชาร์ลิซ เธอรอน” หญิงแกร่งบู๊มาเยอะ แต่เจอแอ็คชั่นบทใหม่ใน The Old Guard

The Old Guard (ดิ โอลด์ การ์ด) ภาพยนตร์แอ็คชั่นจาก Netflix ที่เล่าเรื่องของเหล่านักรบที่มีชีวิตเป็นอมตะ เตรียมฉายให้ได้ชมในวันที่ 10 กรกฎาคม นี้ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ นำแสดงโดยนักแสดงสาว ชาร์ลิซ เธอรอน ถึงแม้เราจะเห็นเธอในบทบาทแอ็คชั่น หญิงแกร่ง มาแล้วหลายเรื่อง แต่ในเรื่อง The Old Guard (ดิ โอลด์ การ์ด) เธอให้สัมภาษณ์ว่า การต่อสู้ในเรื่องมีสไตล์ที่แตกต่างจากที่เคยได้รับ ทำให้ต้องฝึกฝนอย่างหนัก

“การต่อสู้ในเรื่องนี้มีสไตล์ที่แตกต่างจากเรื่องอื่น อย่างแรกฉันต้องสู้ให้ออกมาดูเหมือนเชี่ยวชาญมาก เพราะ แอนดี้ ตัวละครของฉันเป็นอมตะ ใช้ชีวิตเป็นนักรบ ต่อสู้มากว่า 6,000 ปี เรามีการฝึกรูปแบบการต่อสู้หลากหลายสไตล์ผสมผสานกัน และได้นำการต่อสู้แบบเอเชียเข้ามาใช้หลายรูปแบบ  เช่นการต่อสู้แบบยูโด ที่มีการจับทุ่ม กังฟูจากสไตล์ฮ่องกง เทควันโดจากเกาหลี เคนโดจากญี่ปุ่น แล้วยังต้องฝึกการใช้ดาบด้วย  นอกจากนี้ทีมเทรนเนอร์ยังโฟกัสในเรื่องความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ฉันเลยต้องฝึกร่างกายหนักมาก เพื่อเตรียมความแข็งแรง ทนทาน เพราะบางครั้งเรามีฉากต่อสู้ที่ต้องถ่ายกันแบบลองเทค ร่างกายต้องฟิตพอที่จะแสดงได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อการถ่ายทำที่สมจริง ความท้าทายในการถ่ายทอดการต่อสู้ของคนที่เป็นอมตะ ทำให้ฉันชอบหนังเรื่องนี้มาก เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากและไม่มีทางลืมได้เลย”

The Old Guard (ดิ โอลด์ การ์ด) เรื่องราวชีวิตอมตะของนักรบสาว แอนดี้ (ชาร์ลิซ เธอรอน) ผู้ที่ถูกพันธนาการด้วยความอมตะมานานนับพันปีพร้อมด้วยเหล่านักสู้รับจ้างผู้ไม่มีวันตาย พวกเขาได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อปกป้องโลกมนุษย์มายาวนานหลายศตวรรษ วันหนึ่งภัยร้ายได้คุกคามกลุ่มนักสู้ของเธอ พร้อมกับความลับของความเป็นอมตะกำลังจะถูกเปิดเผย แอนดี้ และสมาชิกคนใหม่ของกลุ่ม อย่าง ไนล์ (กิกิ เลย์น) จึงต้องร่วมมือกันหาทางยับยั้งผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด…นี่คือภาพยนตร์ที่อัดแน่นไปด้วยฉากแอ็คชั่นสุดมันส์ พร้อมกับแสดงให้เห็นว่าการมีชีวิตคงอยู่ตลอดไปอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนต้องการ

สร้างจากนิยายภาพผลงานของ เกร็ก รักคา (Greg Rucka) และถูกหยิบนำมาเล่าเรื่องอีกครั้งในรูปแบบภาพยนตร์โดยผลงานการกำกับของ จีนา พรินซ์-ไบธ์วูด (Gina Prince-Bythewood) จาก Love & Basketball และ Beyond The Lights

รับชมภาพยนตร์ The Old Guard (ดิ โอลด์ การ์ด) ได้ทาง Netflix วันที่ 10 กรกฎาคม นี้

Johnny Depp และ Robert Pattinson พบกันในหนังยุคล่าอาณานิคม Waiting for the Barbarians

สำหรับใครที่เป็นคอหนังประวัติศาสตร์ในบรรยากาศของเหตุการณ์ในทะเลทรายอย่างหนังคลาสสิก Lawrence of the Arabia (1962) น่าจะถูกใจที่กำลังจะมีหนังแนวนั้นมาฉายอีกครั้ง เพราะไม่ใช่หนังตามสมัยนิยมและไม่ค่อยจะทำรายได้นักในยุคนี้ ซึ่งนักแสดงที่อาจจะดึงดูดใจให้หนัง Waiting for the Barbarians เข้าถึงผู้ชมในวงกว้างได้ ก็คือสองนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์อย่าง Johnny Depp ที่เปลี่ยนโฉมไปอยู่ในลุคไม่คุ้นตาอีกครั้ง Robert Pattinson ที่กำลังจะเป็น Batman คนใหม่ และเจ้าของออสการ์ Mark Rylance จาก Bridge of Spies (2015) นักแสดงคู่บุญคนล่าสุดของผู้กำกับ Spielberg

Johnny Depp ในชุดคอสตูมที่แปลกใหม่ไปอีกหนึ่งบทบาท

ดัดแปลงมาจากนิยายของ J. M. Coetzee เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสมัยการยุคล่าอาณานิคมของเหล่าจักวรรดิ The Magistrate (รับบทโดย Mark Rylance) ยกกระบัตรแห่งหัวเมืองอาณานิคมแห่งหนึ่งได้รับคำสั่งจากจักวรรดิสั่งลงมาให้เตรียมตัวรับการรุกรานจากคนเถื่อน ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือชนเผ่าพื้นเมือง เจ้าของพื้นที่เดิม Magistrate กังขากับคำสั่งนี้ ที่มีผู้พัน Joll จอมโหด (รับบทโดย Johnny Depp) ลงมาคุมการสั่งการอีกที ทหารจับกุมตัวพวกคนเถื่อนมาทารุณและสังหารหลายคน

Mark Rylance in Waiting for the Barbarians (2019)
Mark Rylance
Johnny Depp and Mark Rylance in Waiting for the Barbarians (2019)
Mark Rylance และ Johnny Depp

Magistrate ได้ช่วยเหลือหญิงสาวชาวพื้นเมืองคนหนึ่งให้รอดพ้นจากการทรมาน แต่เธอก็เกือบจะตาบอด เขาคอยดูแลพยาบาลเธอจนอาการดีขึ้นและจะพาไปส่งชนเผ่า ซึ่งระหว่างทางทั้งสองได้สานสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน จนกระทั่งพวกทหารตามมาพบและจับตัว Magistrate กลับไปรับโทษข้อหาเข้ากับศัตรู เขาถูกทรมานและถูกแขวนประจานกลางเมืองบอบช้ำทั้งกายและใจและรู้แน่แก่ใจว่าแท้จริงแล้วใครคือคนเถื่อน

Robert Pattinson in Waiting for the Barbarians (2019)
Robert Pattinson ในกองถ่าย
ผู้กำกับ Ciro Guerra
ทีมนักแสดงและทีมงานเบื้องหลังการถ่ายทำ

หนังจะสมทบด้วย Robert Pattinson รับบททหาร Mandel, Greta Scacchi จาก The Player (1992), Sam Reid จาก Belle (2013) และ Gana Bayasaikhan จาก Wonder Woman (2017) J. M. Coetzee ลงมาเขียนบทจากนิยายของเขาเอง โดยได้ Ciro Guerra ผู้กำกับที่ยังไม่มีผลงานโด่งดังมากนัก อย่าง Birds of Passage (2018) และ Embrace of the Serpent (2015) นี่จึงเป็นหนังใหญ่เรื่องแรกของเขาที่มีดารามากฝีมือมารวมตัวกัน แต่จังหวะอาจไม่ดีไปหน่อยที่มาเข้าฉายในปีที่โลกเจอกับโควิด-19 ยังไม่มีกำหนดเข้าฉายในไทย แต่หวังว่าระดับหนังของ Johnny Depp ที่ยังมีฐานแฟน ๆ เหนียวแน่นในบ้านเรา จะทำให้มีค่ายหนังกล้าซื้อมาฉาย

Extra Large Movie Poster Image for Waiting for the Barbarians (#1 of 2)

ตัวอย่างแรก Greenland หนังอุกกาบาตถล่มโลกของ Gerard Butler และผู้กำกับ Angel Has Fallen

นักแสดงสายบู๊อย่าง Gerard Butler ดูจะติดใจการทำงานร่วมกับผู้กำกับ Ric Roman Waugh จาก Angel Has Fallen (2019) หนังเรื่องที่ 3 ของไตรภาคช่วยชีวิตประธานาธิบดีเมื่อปีก่อน จึงได้หวนกลับมาร่วมงานในหนังเรื่องใหม่ในบรรยากาศโลกแตกอย่าง Greenland ที่ปล่อยตัวอย่างแรกอย่างเป็นทางการออกมาแล้ว พร้อมฉายในสหรัฐฯ 14 สิงหาคมนี้ สำหรับแฟน ๆ ที่ชอบ Deep Impact (1998) และ Armageddon (1999) ก็น่าจะชอบหนังเรื่องนี้ที่มีส่วนผสมของสองเรื่องที่ว่าอยู่มากทีเดียว

หนังเล่าเรื่องของครอบครัวหนึ่งที่ต้องเอาตัวรอดจากเหตุการณ์หายนะโลกแตกจากเหตุอุกกาบาตที่ดูจากในตัวอย่างก็จะเห็นว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน พวกเขาต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อเดินทางไปยังหลุมหลบภัยที่ดินแดน Greenland แต่แน่นอนว่าจะไปถึงย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากจะต้องฝ่าภัยพิบัติแล้ว มนุษย์ที่แย่งกันเอาตัวรอดก็อาจจะทำให้พวกเขาตายก่อนจะไปถึงที่นั่น เดิมทีหนังเป็นโพรเจกต์ที่นักแสดงหนุ่ม Chris Evans จะนำแสดงในงานกำกับของ Neill Blomkamp จาก District 9 (2009) และ Elysium (2013) แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ถอนตัวไป

Gerard Butler และ Morena Baccarin จาก Deadpool ทั้งสองภาค ใน Greenland (2020)
โลกใกล้จะแตกอีกครั้งในหนังเรื่องใหม่ Greenland (2020)

Greenland ยังสมทบด้วย Morena Baccarin จาก Deadpool ทั้งสองภาค (2016-2018) เธอยังเคยมีบทเด่นในซีรีส์ HomelandGotham และ The Flash, Scott Glenn จาก The Silence of the Lambs (1991) และ The Bourne Ultimatum (2007) และ David Denman จาก Brigtburn (2019) เขียนบทโดย Chris Spariling จาก Buried (2010) และ The Sea of Trees (2015)

Extra Large Movie Poster Image for Greenland

ด้วยอาลัย “โจเอล ชูมัคเกอร์” ผู้กำกับ Batman Forever เสียชีวิตในวัย 80 ปี

วงการภาพยนตร์โลกสูญเสียตำนานมากความสามารถอีกราย “โจเอล ชูมัคเกอร์” ผู้กำกับหนังระดับพระกาฬเสียชีวิตด้วยวัย 80 ปี หลังต่อสู้กับโรคมะเร็งมาอย่างยาวนาน

ผลงานอันโดดเด่นของนักทำหนังชาวอเมริกันรายนี้มีมากมาย เพราะ โจเอล ชูมัคเกอร์ คร่ำหวอดอยู่ในวงการการกำกับหนังยาวนานกว่า 40 ปี ที่คุ้นตากันเป็นอย่างดีก็คงหนีไม่พ้น Batman Forever (1995) และ Batman & Robin (1997)

ใช่แต่จะเป็นที่รู้จักในนามผู้กำกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ โจเอล ชูมัคเกอร์ ยังอยู่เบื้องหลังภาพยนตร์หลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น The Lost Boys (1987) หนังแวมไพร์วัยรุ่น, Dying Young (1991) ภาพยนตร์สุดซึ้งที่มี จูเลีย โรเบิร์ตส์ แสดงดำ, Falling Down (1993) หนังเสียดสีสุดมืดหม่นกับการแสดงอันน่าจดจำของ ไมเคิล ดักลาส ที่มีชื่อเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำของเทศกาลหนังเมืองคานส์ด้วย หรือแม้แต่ St. Elmo’s Fire (1985) หนัง coming of age ที่มีรายชื่อของ เดมี มัวร์ ร่วมแสดง

โจเอล ชูมัคเกอร์ (ซ้าย) และ ไมเคิล ดักลาส จาก Falling Down

หลังผ่านพ้นปี 2000 เป็นต้นมา โจเอล ชูมัคเกอร์ หยิบจับหนังที่สเกลเล็กลง แต่หลายเรื่องก็ยังเป็นที่พูดถึง อาทิ Tigerland (2000), Phone Booth (2002), The Phantom of the Opera (2004) รวมถึงร่วมกำกับซีรีส์ House of Cards ของ Netflix อีก 2 ตอนด้วยกัน